"พระอัจฉริยภาพทางดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9"



การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคตนั้น ไม่ใช่แค่สูญเสียพระมหากษัตริย์ แต่ในอีกด้านเราได้สูญเสียนักดนตรี และนักประพันธ์เพลงที่มีความเป็นอัจฉริยะไปด้วยพร้อมๆ กัน นอกจากอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีแล้ว พระองค์ก็ทรงใช้ดนตรีเพื่อพัฒนาคนไปด้วยพร้อมๆกัน


วงดนตรี “สหายพัฒนา” การนำดนตรีมาพัฒนาข้าราชบริพาร

หลังจากที่พระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวรขั้นรุนแรงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2521 ด้วยอาการปอดติดเชื้อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จลง ณ ศาลาดุสิตาลัย เพื่อทรงออกพระกำลังกายด้วยการวิ่งตามความเห็นคณะแพทย์ และเสด็จพระราชดำเนินอย่างเร็ว โดยมีแพทย์ประจำพระองค์หลายท่านมาเฝ้าถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด


นอกจากนั้น ยังมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นายทหาร ราชองครักษ์ นายตำรวจประจำราชสำนัก และข้าราชบริพารอื่นๆ อีกหลายนายมาร่วมตามเสด็จด้วย


ในปี พ.ศ. 2529 พระองค์จึงได้มีพระราชดำริที่จะให้ผู้ที่ตามเสด็จออกกำลังกายเหล่านี้ที่มีความสนใจจะเรียนดนตรีไปหาเครื่องดนตรีมาคนละชิ้น โดยทรงกำหนดให้ใช้เครื่องเป่า เช่น Trumpet, Trombone, Tuba มาเป็นเครื่องฝึกหัดในรูปแบบแตรวง หรือว่า Brass Band


เหตุผลที่เลือกใช้เครื่องดนตรีลักษณะดังกล่าว เพราะว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ราคาไม่แพง มีความแข็งแรง ดูแลรักษาง่าย และเครื่องเป่าทำให้ปอดได้ทำงาน โดยวงดนตรีนี้ พระองค์ได้พระราชทานชื่อว่า “วงดนตรีสหายพัฒนา” และมีเครื่องหมายประจำวงเป็นรูป “กระต่ายเป่า Trombone” ซึ่งออกแบบโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แต่จากสมาชิกที่ลงชื่อจำนวน 50 คนในตอนแรก เมื่อตอนที่รวมเป็นวงสหายพัฒนาแล้วจำนวนกลับเหลืออยู่เพียง 30 คนเท่านั้น


ความยากของพระองค์ในการสอนเนื่องมาจาก ลูกศิษย์ในวงดนตรีสหายพัฒนา ส่วนใหญ่มีอายุเกินวัยกลางคน และไม่เคยเรียนดนตรีกันมาแต่ก่อนจึงอ่านโน้ตดนตรีไม่เป็น และเมื่อพระองค์เมื่อเสด็จฯ ลงที่ศาลาดุสิตาลัย ก่อนที่จะทรงออกพระกำลัง

ได้ทรงสอนวิชาดนตรีให้แก่ลูกศิษย์วันละ 1 ชั่วโมง โดยได้พระราชทานโน้ตเพลงที่ทรงเขียนขึ้นด้วยพระองค์เองมาใช้เป็นแบบเรียน เริ่มตั้งแต่ความรู้ระดับพื้นฐาน ทรงแยกโน้ตสำหรับเครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง โดยที่พระองค์ทรงสอนอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี


โดยวงดนตรีสหายพัฒนานี้ นอกจากจะปฏิบัติหน้าที่บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อเสด็จมาถึงศาลาดุสิตาลัยเพื่อทรงออกพระกำลังตามปกติ

ยังได้เคยร่วมบรรเลงถวายในหลายโอกาสที่สำคัญ อาทิ ในงานพระราชทานเลี้ยงที่ศาลาดุสิตาลัย การบรรเลงในที่สาธารณะหน้าพระที่นั่งที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับดนตรีไทย

ภาพที่หลายๆ คนติดตาคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเครื่องดนตรีสากลเป็นส่วนมาก

แต่ในด้านของดนตรีไทยนั้น พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ "โน้ตเพลงไทย เล่ม 1" เพื่อรักษาศิลปะสำคัญของชาติไว้มิให้สูญหายไป หนังสือเล่มต้นฉบับจริง กลายเป็นของหายากมากไปแล้วครับ คือผมเองยังอยากได้เลย ถ้าสนใจจริงๆ คงต้องติดต่อไปที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

เบื้องหลังความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ประชุมปรึกษาเรื่องโน้ตเพลงไทย ณ ศาลาท่าวาสุกรี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2504 และพระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้นักดนตรีไทยช่วยกันรักษาระดับเสียงของดนตรีไทยไว้เพื่อเป็นมาตรฐานของวงดนตรีรุ่นหลัง และที่สำคัญทรงสนับสนุนให้มีการค้นคว้าวิจัยบันไดเสียงของดนตรีไทย โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าใครที่เคยเล่นเครื่องดนตรีไทยแบบยุคเก่ามาก่อน ก็คงจะนึกภาพออกว่า เครื่องดนตรีไทย กับเครื่องดนตรีสากล มีเรื่องของบันไดเสียงที่แตกต่างกัน การที่พระองค์ทรงสนับสนุนในเรื่องนี้นั้นก็เพื่อเป็นการอนุรักษณ์และปรับให้เครื่องดนตรีไทยมีความเป็นสากลไปพร้อมๆ กัน

โดยคำนำของหนังสือท่านได้ทรงบันทึกไว้แบบนี้ครับ

"ศิลปของชาติไทย เป็นพยานอันหนึ่งที่แสดงว่าชาติไทยเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณ การที่จะรักษาแบบแผนความรุ่งเรืองนี้ไว้มิให้เสียรูป ควรที่จะรวบรวมศิลปของไทยไว้มิให้เสื่อมศูนย์ เพราะในปัจจุบันนี้มีศิลปของชาติอื่นเข้ามาปะปนอยู่เป็นอันมาก อาจทำให้ศิลปะของไทยเราซึ่งอยู่ในระดับที่ดีงามอยู่แล้ว ผันแปรไปได้


วิชาดนตรีไทย เป็นศิลปสำคัญที่ชาติไทยเราได้รับมาเป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว โดยครูอาจารย์ในสมัยก่อนได้รับฝึกหัดไว้ แล้วถ่ายทอดให้แก่ศิษยานุศิษย์สืบต่อกันมาด้วยความทรงจำเป็นพื้น ด้วยเหตุนี้ แต่ละครูอาจารย์จึงต่างมีแนวทางศิลปผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง


บางเพลงแม้จะเป็นเพลงเดียวกัน แต่มักจะมีทางแตกต่างกันไปตามแบบของครู จึงเห็นสมควรที่จะได้รวบรวมเพลงที่เป็นหลักไว้มิให้เสื่อมศูนย์ และผันแปรไปจากหลักเดิม เพื่อเป็นแบบแผนสำหรับการศึกษาวิชาดนตรีไทยต่อไป" พระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในมุมของนักดนตรีต่างชาติ Les Brown หัวหน้าวงดนตรีแนวสวิงชาวอเมริกันได้ให้สัมภาษณ์ในสารคดี “คีตราชัน ในปี 2539 ว่า “I’m sure if he didn’t have the job he has now, he’d be successful as a band leader” วงดนตรี The Preservation Hall Jazz Band ซึ่งเป็นวงดนตรีแนว New Orlean Jazz ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงของเมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งเป็นวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดปราน และทุกครั้งที่วงดนตรีวงนี้มาเมืองไทย พระองค์ได้ทรงดนตรีร่วมกับทางวงทุกครั้ง John Brunious นักดนตรีในตำแหน่ง trumpet และหัวหน้าวงได้กล่าวถึงพระองค์ด้วยความชื่นชมว่า พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีแนว new orlean jazz มาก ทรง clarinet และ saxophone สอดประสานเข้ากับวงได้ อย่างกลมกลืน จนไม่สามารถแยกแยะได้ออกว่า เสียงดนตรีที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงที่มาจากนักดนตรี new orlean แท้ๆ หรือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และในปี พ. ศ. 2550

วงดนตรี The Preservation Hall Jazz Band จึงได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของวง


พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับดนตรี ภายหลังที่สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา ทูลเกล้า ฯ ถวายประกาศนียบัตร เกียรติคุณชั้นสูงให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลข 23 เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสตอบเป็นภาษาเยอรมัน (ต่อมา หม่อมหลวง เดช สนิทวงศ์ ได้แปลและถ่ายทอดเป็นภาษาไทย) ทรงกล่าวถึงความสำคัญของดนตรีว่า

“...ดนตรีทุกชนิดเป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่ง มนุษย์เกือบทั้งหมดชอบและรู้จักดนตรี ตั้งแต่เยาว์วัยคนเริ่มรู้จักดนตรีบ้างแล้ว ความรอบรู้ทางดนตรีอย่างกว้างขวางย่อมเกิดขึ้นกับเชาว์ และความสามารถในการแสดงของแต่ละคน อาศัยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าในระหว่างศิลปะนานาชนิด

ดนตรีเป็นศิลปะที่แพร่หลายกว่าศิลปะอื่นๆ และมีความสำคัญในด้านการศึกษาของประชาชนทุกประเทศด้วย”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ชาวคณะสุนทราภรณ์ เนื่องในวาระครบรอบ ๓๐ ปี สุนทราภรณ์ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 ความตอนหนึ่งว่า

"...เดี๋ยวนี้สังเกตเห็นว่า เพลงมีทางดีและทางเสียได้ ๒ อย่าง ถ้าอย่างที่ดีก็ทำให้ไม่เสื่อมเสียด้านศีลธรรม และส่วนดีนั้น ก็ชักจูงให้คนประกอบอาชีพในทางถูกต้องเหมาะสม ไม่ทำลายบ้านเมือง ในส่วนเสียนั้นข้อหนึ่ง ก็คือทำให้เสื่อมเสียในศีลธรรม ข้อสองก็คือเสื่อมในความรักชาติรักประเทศ ทั้งสองอย่าง ถ้าตั้งใจทำก็ทำได้ จะทำให้ประชาชนไม่ทำลายศีลธรรม หรือทำให้มีเพลงที่ช่วยให้รักชาติไม่ทำลายชาติ แต่ว่ามีเหมือนกันที่เพลงทำลายบ้านเมือง และทำลายความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เราจึงต้องพยายาม ความพยายามนั้นก็มีได้ ๓ อย่างคือ

๑. ตั้งใจดีต่อบ้านเมือง ต่อศิลปะ

๒. เป็นส่วนที่ตั้งใจร้ายต่อบ้านเมือง

๓. ไม่ดีไม่ร้าย ทำเพียงแต่จะหากิน

พวกเราอย่าอยู่อย่างพวก 2 กับ 3 การทำมาหากินนั้นเราก็ทำ แต่อย่าทำลายศีลธรรม และอย่าทำลายชาติหรือศิลปะ"

สำหรับเดือนนี้นะครับ เราก็ยังเกร็ดเพลงพระราชนิพนธ์ เรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 และเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงเทิดพระเกียรติให้ได้อ่านกัน ตลอดเดือนตุลาคมครับ 


คุยกับผมได้ที่ twitter @jetboat26 ครับ