2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว จากความดื้อรั้นสู่แรงบันดาลใจของ "ตูน บอดี้สแลม"



2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว  ภาพยนตร์สารคดีที่ตามติดชีวิต 55 วัน ของ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ที่คนจำนวนไม่น้อยเรียกขานราวกับเป็นญาติว่า "พี่ตูน" ซึ่งนามสกุลห้อยท้ายว่า Bodyslam กว่า 90 นาที ที่ผู้ชมใช้เวลากับภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ที่ดูแลโดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ทำให้ภาพจำของเราที่ฉายผ่าน Facebook Live โครงการ “ก้าวคนละก้าว” ที่วิ่งเพื่อจัดหาเงินบริจาคให้กับ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ดูมีมิติ และเหลี่ยมมุมเพิ่มมากขึ้น


จากจุดเริ่มต้นที่อยู่ใต้สุดที่อำเภอ เบตง จังหวัด ยะลา ขึ้นมายังจุดเหนือที่สุดอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นอกจากความท้าทายนี้จากเป้าที่ตั้งไว้ 700 กว่าล้านกลายเป็นเงินทบต้นที่เกินคาดกว่าเท่าตัวในอีกด้านก็ทำให้เรารู้ว่า นี่แค่เสี้ยวเดียวของปัญหาด้านสาธารณสุขที่เราเจอ และมีกันตั้งแต่เหนือสุดจนใต้สุดเขตประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีโรงพยาบาลรัฐน้อยใหญ่รวมกันราว 700 แห่ง 


แม้ว่าภาพของโปสเตอร์จะนำเสนอมาที่พี่ตูนนั้นดูเด่นกว่าใคร แต่ถ้าเรากวาดสายตาไปหลายเสี้ยวของตัวสารคดี อย่าลืมเผื่อใจให้กำลังใจไปที่บุคคลรอบข้างเขาด้วย เพราะภารกิจนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ใช้กำลังใจของผู้คนที่ร่วมหัวจมท้ายไปไม่น้อยพอๆ กันทั้งนักวิ่งที่วิ่งประกบซึ่งล้วนแต่อยู่แถวหน้าของวงการวิ่ง แพทย์ที่ดูด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และรวมถึงตำแหน่งอื่นๆ 


หนังไม่ได้เทน้ำหนักลงไปฟากใดฟากหนึ่ง แต่ทำให้เราพึงรู้ว่าการที่ Rock Star สักคนจะลงมาทำภารกิจแบบนี้ คนที่มีแต้มต่อทางสังคมก็ใช่ว่าจะสามารถพาทุกคนให้มากล้าเสี่ยงมารับงานในโครงการนี้ เพราะถ้ากลายเป็นศพจบไม่สวย คงจะกลายเป็นแผลในใจติดตัวกันไปทั้งชีวิต แม้ว่าภาพของสารคดีเหมือนจะนำพาว่า ระหว่างเส้นทางนั้นพี่ตูนเจออะไร พี่ตูนเป็นบุคคลต้นแบบของผู้คนที่มายืนรอรับ ผ่านสายตาของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในจุดที่สังคมหยิบยื่นคือ  “บทบาทของผู้นำทางความหวัง และผู้ผลักดัน”


หนังยังมีมุมถ่ายทอดในมุมความเป็นคนธรรมดาอยู่บ้าง ประเด็นหนึ่งที่ทุกคนพูดถึง จะกลืนน้ำลายลง เหมือนจะพูดคำว่า “ดื้อ” กันออกมาอย่างพร้อมเพรียง และเราก็ได้เห็นมุมธรรมดาที่เขาสามารถเหวี่ยงได้ในพื้นที่ส่วนตัว



นอกจากนั้นผมว่าทีมงาน และพี่ตูนเองก็คงรู้ดีว่าเขากำลังเจอสายตาแบบไหนนอกจาก การชื่มชม ก็ยังมีการตั้งคำถาม และการผสมโรงมากมายว่าภารกิจอันท้าทายนี้ มันใช่หน้าที่ที่เขาควรทำมั้ย หรือแม้แต่การตั้งคำถามว่ามันเป็นการสิ้นเปลืองมากไปหรือเปล่า ตัวหนังใช้การบอกเล่าให้เราเห็นภาพจากผลจนมาถึงเหตุเพื่อตอบคำถาม มากว่าตอบโต้ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นความคิดที่ไม่เลวนัก


คือถ้าคุณทำแล้วพ่ายคุณก็จะกลายเป็น “คนดื้อ” แต่ถ้าคุณดึงดันจนชนะ  “คุณจะกลายเป็น บุคคลผู้ให้แรงบันดาลใจ” ตัวหนังเหมือนจะบอกกับเราแบบนั้น


อย่างที่เราบอกไว้ในก่อนหน้า ว่าประเทศไทยโรงพยาบาลน้อยใหญ่ทั่วประเทศไทยกว่า 700 แห่ง แต่พี่ตูนวิ่งได้ 11 แห่ง ถ้ามองด้วยตาไม่ต้องคว้าเครื่องคิดเลขก็รู้ว่า นี่คือแต่ยอดเขาของปัญหาด้านสาธารณสุขในบ้านเรา การเจ็บป่วยเพราะโรคภัย หรือพบประสบอุบัติเหตุมันไม่ใช่ตัวเลือกของชีวิตครับการวิ่งของพี่ตูน ทั้งเรา ทั้งเขาต่างก็รู้ช่วยได้ก็แค่ครั้งคราวแต่การคิดแล้วลง คือดีกว่าคิดแล้วเคาะแป้นแค่นั้นอยู่แน่ๆ


ผมมักพูดกับคนใกล้ตัวเสมอๆ ว่า ถ้าจะมีนักร้องคนที่ผมเคยสัมภาษณ์แล้วไม่เคยลืมแววตาเขาได้เลยคงมีชื่อของ อาทิวราห์ คงมาลัย  เป็นหนึ่งในนั้น  ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งสัมภาษณ์เขา ตั้งแต่เพิ่งมีนามสกุลของ Bodyslam ห้อยที่ท้ายชื่อ


เขาคือคนที่ทิ้งอาชีพการงานมั่นคง ทิ้งอาชีพที่เลี้ยงปากท้องในตอนนั้น แล้วหันมาบอกกับคนสัมภาษณ์แบบผมว่า เขาอยากทำอาชีพนักดนตรีแบบออกอัลบั้มแล้วอยู่กับมันแบบเลี้ยงชีพได้ เขาพูดให้ผมฟังในวันที่นักดนตรีถอดใจไปทำอาชีพอื่นกันในวันที่ MP3 ครองเมือง


จากนั้นผมกับเขาไม่เคยเจอกันเป็นหลักสิบปี ผมนั่งดูอยู่ในโรงภาพยนตร์ ก็ยังเห็นแววตาแบบนั้น ที่ยังคงอยู่แบบเดิมที่ผมเคยเห็นเขาตอนพบกันครั้งแรก เพียงแต่เปลี่ยนความมุ่งมั่นในฝันของตัวเอง มาเป็นการสร้างโอกาสให้คนอื่น พี่ตูนในวันนี้มีผมยาวที่รวบตึงแซมด้วยเส้นผมสีดอกเลาที่เราเห็นในหลายฉาก บางทีเราอย่าไปคาดหวังว่า เราจะต้องได้เห็นโครงการ “ก้าว” ครั้ง ที่ 3- 4-5


แล้วมีเขาลุกขึ้นมานำวิ่งอีก เพราะสิ่งที่เขาเดิมพันในครั้งที่ผ่านมา นั่นก็ถือว่าหนักหนาสาหัสสำหรับคนทั่วไปแล้วแต่น่าคิดกันต่อว่า เราจะทำอย่างไรให้ปัญหาเรื่องนี้ทุเลาลง แล้วเปลี่ยนจากคิดแล้วเคาะ มาเป็นคิดแล้ววิเคราะห์ และลงมือกัน หรืออย่างน้อยก็ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อจะได้ลดปัญหาคนล้นหมอจนไม่เพียงพอต่อการรักษา


ถ้าอยากได้แรงบันดาลใจ ยังไงก็แนะนำให้ไปดูกันที่โรงภาพยนต์ครับ มีทั้งรอบที่ฟรี และรอบที่เสียเงินในราคาต้นทุนของโรงภาพยนต์ ซึ่งผมก็ไปเสียเงินชมมาเหมือนกัน แต่การเสียเงินชมนี่ไม่ได้มีส่วนต่อการบริจาคนะครับ ถ้าอยากร่วมกับโครงการ “ก้าว”  เพื่อร่วมบริจาคจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่อาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อาคารหลังสุดท้ายที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานนามให้ เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส และผลิตบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ต่อไป สามารถบริจาคได้ง่ายๆด้วยการส่ง SMS พิมพ์ T แล้วกดส่งมาที่ 4545099 บริจาคครั้งละ 10 บาท 


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kaokonlakao.com