Malila: The Farewell Flower

ความรัก ความพลัดพราก และการตื่นรู้


เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนที่จะฉายรอบสื่อมวลชน (12 ก.พ.) ผมคิดว่าจะไม่ไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะผมกำลังดูแลผู้ป่วยอยู่คนหนึ่ง คือ คนที่ใช้ชีวิตคู่กับผมแบบเปิดเผยมาเกือบแปดปี เขาล้มป่วยมานาน และเมื่อต้นเดือนมกราคม อาการของเขาก็ทรุดลงเรื่อยๆ จนเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยตัวเองแทบไม่ได้เลย


ใจจริงนะ ผมก็อยากไปดู จะได้ไปแสดงความยินดีกับผู้กำกับ เธอเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานกันมาหลายโปรเจกต์มาก บางครั้ง ผมก็เป็นคนเขียนบท บางครั้ง ผมก็เป็นโปรดิวเซอร์ บางที ก็รับหน้าที่ดูแลบริหารโครงการ ส่วนคุณอนุชา บุญวัฒนะ (นุชชี่) จะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับในทุกๆ งานนั้น เธอใจเย็น และละเอียดในทุกๆ จุดเสมอ ผมทำงานกับเธออย่างสนุกสนาน ลงตัว และมีความสุขทุกๆ ครั้ง ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมา ผมภูมิใจมากๆ จนถึงทุกวันนี้ และในเมื่อหนังของเธอได้มาไกลเกินกว่าเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม และได้มายืนถึงจุดนี้ Malila: The Farewell Flower เป็นหนังที่ต้องดู แต่...ก็คง..อดดู

 

และแล้ว เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหนังจะฉาย ภาระหน้าที่ของผมก็สิ้นสุดลงอย่างไม่คาดฝัน เขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และผมใช้เวลาตลอดทั้งสัปดาห์ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจัดการงานพิธีศพ และงานหลังพิธีศพจนหัวหมุน ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังไม่เท่ากับอารมณ์หดหู่ที่เริ่มคืบคลานเข้ามา ผมอยู่ในอาการย่ำแย่ที่สุด ไม่อยากทำอะไรเลย จนผมเกือบลืมไปเลยว่า วันที่ 12 เป็นวันที่หนัง Malila จะฉายรอบแรกในประเทศไทย


ผมตัดสินใจออกจากบ้านซะที หลังจากที่ไม่ได้ไปไหนมานาน แล้วผมก็มีโอกาสไปดูหนังเรื่องนี้ในที่สุด ผมกำลังยืนอยู่หน้าโรงหนัง ในใจยังคงมีเสียงรบกวนว่า ดูแล้ว อาการจะทรุด หรืออาการจะดีขึ้น นุชชี่เตือนแล้ว หนังเรื่องนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งผ่านการสูญเสียมาหยกๆ แต่ผมก็มาแล้ว

 

Malila เป็นหนังที่หลายๆ คนคงได้ดูตัวอย่าง และได้อ่านบทสัมภาษณ์มาแล้ว ผมจะไม่ขอเขียนถึงความเป็นมา หรือตัวละคร หรือเรื่องย่อนะครับ เพราะคุณผู้อ่านหาได้ในกูเกิ้ล ผมอยากจะสื่อสารเรื่องราวบางอย่างเพื่อให้คนที่เพิ่งเผชิญกับความสูญเสียได้สะท้อนความคิดของตัวเอง เผชิญกับความเป็นจริง ส่วนคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำนองนี้ อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ


เมื่อคนสองคนที่มีบาดแผลในใจกลับมาพบกันอีกครั้ง พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไรในเมื่อโจทย์ชีวิตของการพบกันครั้งนี้ ไม่ใช่การสร้างอนาคตที่สดใสร่วมกัน แต่เป็นการมาพบกันอีกครั้ง เพื่อ “Farewell” หรือจากลา แล้วถ้ามันเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ คุณเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไรบนบาดแผลที่มีอยู่?


ผมเป็นคนหนึ่งที่มีบาดแผลจากการใช้ชีวิตคู่ การดูแลคนที่รัก และในช่วงชีวิตสุดท้ายก่อนจากกันอย่างนิรันดร ผมก็พบกับความทุกข์ ผมไม่ได้กำลังจะฉุดอารมณ์ท่านผู้อ่านให้ต้องหลั่งน้ำตาในการอ่านบทความนี้นะครับ แต่อยากจะบอกว่า เวลาที่คุณอยู่ในภาวะสูญเสียที่แสนเจ็บปวด แล้วคุณอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้หดหู่ รู้สึกพ่ายแพ้ จนมุม ทำอะไรไม่ได้ และไม่อยากจะทำอะไรเลยในชีวิตประจำวัน


จริงอยู่ การพลัดพรากเป็นสัจธรรม ความไม่ยั่งยืนเป็นสัจธรรม ผมก็ตระหนักข้อนี้ดี แต่ความสูญเสียที่ปะปนไปด้วยเรื่องราวที่สร้างความทุกข์ใจต่างๆ กลับเป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงคนที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อหวนคิดถึงแต่ละขณะที่ผ่านไปด้วยความยากลำบากก่อนที่จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตหนึ่ง


ในหนังเรื่องนี้ มีอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาบนความเนิ่นช้าที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนไปในการเล่าเรื่อง ขณะหนึ่งผมกำลังเห็นภาพตัวเองดูแลคนรักที่กำลังเจ็บป่วย และอีกขณะหนึ่งผมกลับรู้สึกถึงใครๆ กำลังมองดูตัวผมที่เป็นคนเจ็บป่วยเสียเอง มีคนมากมายที่มาแสดงความเสียใจที่ผมต้องสูญเสีย และมี


บางอย่างที่ผมอยากจะบอกออกไปกับใครๆ แต่ผมก็ไม่ได้พูด แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับพูดแทนความรู้สึกนั้นในใจของผมเกือบหมดสิ้น ผมรู้สึกเหมือนมีอ้อมแขนของใครบางคนเข้ามาสวมกอด แล้วบอกว่า นายทำดีที่สุดแล้วนะทั้งๆ ที่ในใจ มันก็ค้าน และอยากจะบอกออกไปว่า ฉันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ๆ แต่แล้ว คุณจะบอกไปทำไมกันล่ะครับ ในเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว เขาจากไปแล้ว



ถ้าคุณได้ไปดูหนังเรื่องนี้ คุณจะอยากเก็บสัญลักษณ์ต่างๆ ของหนังเรื่องนี้มากับคุณ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยพาคุณให้ติดตามเรื่องราวของชายหนุ่มสองคน และดูชีวิตของเขา อย่างเข้าใจ ไม่ตำหนิใคร


“บายศรี” “ดอกมะลิ” “สายน้ำ” “ขุนเขา” หรือกระทั่งเสียงหวีดหวี่ของแมลง รวมถึง “ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง” ในฉากที่นักแสดงต้องทุ่มเทร่างกายมากมาย เช่นฉากเลิฟซีน และฉากที่ต้องตื่นรู้


หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของชายกับชายบนกรอบใดๆ หรือหยิบยกเอาอคติทางเพศใดมาพาดพิงถึงเพื่อสร้างปมขัดแย้ง ตัวหนังมุ่งหน้าเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของ “คนสองคน” ได้อย่างลึกซึ้ง ละเมียดละไม ในความเนิบช้า ที่เป็นสไตล์ของผู้กำกับท่านนี้ ตัวหนังจะปล่อยให้ผู้ชมได้ค่อยๆ ใช้ความคิด เก็บรายละเอียดและความรู้สึกตามไป โดยไม่รู้สึกตัว ถ้าคุณดูมันด้วยใจ


ผมคิดว่า ถ้าเพื่อนของคุณไม่ได้เป็นเกย์ และคิดว่านี่คือหนังเกย์ บอกเขาว่า ให้โอกาสตัวเอง ได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องที่มีความพิถีพิถันทางอารมณ์แบบที่คุณจะไม่ได้เจอในหนังเรื่องใด

 

การเล่าเรื่องแบบนี้ ต้องใช้พลังจินตนาการสูงเพื่อให้เรื่องราวไม่น่าเบื่อ และไม่ให้เกิดการคาดเดาเรื่องล่วงหน้า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากๆ ในระดับนานาชาติ


นุชชี่บอกว่า หนังเรื่องนี้มีส่วนผสมของประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเองด้วย ผมไม่รู้ว่าคือจุดไหน และถึงแม้เราจะสนิทกัน ผมก็คงไม่ถามเธอ มันเป็นโอกาสของผู้ชมที่จะได้ใช้จินตนาการ และค้นหาว่า ความรัก ความพลัดพราก และการตื่นรู้ เกิดปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างไรบนจอนั่น


ประสบการณ์ของคนๆ หนึ่งอาจจะไม่ใช่ประสบการณ์ของอีกคนหนึ่ง ในหนังอื่นๆ ที่หยิบยกอารมณ์ต่างๆ ข้างต้นมาเป็นเส้นเรื่อง อาจจะทำให้คนดูซาบซึ้งไปกับนักแสดง บทสนทนา ฉาก เนื้อเรื่อง ความขัดแย้ง หรือเพลงประกอบ แต่ Malila: The Farewell Flower จะทำให้คุณค้นพบอะไรบางอย่างจากในใจของคุณเอง


วิทยา แสงอรุณ

facebook.com/vitayas