นางฟ้า...ที่ต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์



ตอนเราเป็นเด็ก เมื่อพูดถึงการมาโรงพยาบาล เราก็มักจะจินตนาการภาพคุณหมอใจดี คุณพยาบาลคนสวย คาดหวังว่าพยาบาลต้องยิ้มแย้ม คอยให้การดูแลคนไข้อย่างเป็นมิตรเสมอ


แต่ในความเป็นจริง เรามักเห็นภาพโรงพยาบาลที่แออัดเต็มไปด้วยคนไข้ ทั้งหมอทั้งพยาบาลวิ่งวุ่นไม่ได้หยุดได้หย่อน บางครั้งเราอาจนึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้างเวลาพยาบาลตอบปัดหรือพูดจาด้วยน้ำเสียงห้วน จนลืมนึกไปว่าวันๆ หนึ่ง หมอและพยาบาลต้องเผชิญแรงกดดันอะไรบ้าง ต้องเจอกับปัญหาและความเครียดทั้งในการดูแลรักษาคนไข้และรับมือกับญาติผู้ป่วยมากขนาดไหน 


อาชีพพยาบาลเป็นบุคลากรที่สำคัญยิ่งในวงการการแพทย์ การรักษาคนไข้ที่ดีย่อมเป็นผลจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ประสานงานกันอย่างดีระหว่างหมอและพยาบาล ซึ่งพยาบาลแต่ละแผนกก็เผชิญกับอุปสรรคและแรงกดดันในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป 



สำหรับพยาบาลห้องฉุกเฉินนั้น แรงกดดันเยอะมาก ทั้งต้องคอยให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ทันท่วงที รับมือกับญาติคนไข้ที่กำลังตกใจอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ติดต่อประสานงานรับ-ส่งต่อคนไข้ไปยังแผนกต่างๆ นี่คงไม่ต้องพูดถึงนะครับว่าห้องฉุกเฉินตามโรงพยาบาลในบ้านเรานี่คนไข้เยอะขนาดไหน...


เห็นกับตาตอนนี้ พี่ปิ๋มได้เล่าให้เราฟังว่าการขึ้นเวรบางวัน พยาบาลห้องฉุกเฉินได้นอนแค่ 3-4 ชั่วโมงก็มี ถือว่าเป็นอาชีพที่ต้องทุ่มเทและเสียสละเพื่อคนไข้จริงๆ ครับ แต่ผมก็อดคิดไม่ได้นะว่า แล้วเราสามารถมีส่วนช่วยอะไรเขาได้บ้าง ยิ่งการที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุมากขึ้น ไปจนถึงอัตราการดื่มสุราที่นำไปสู่อุบัติเหตุต่างๆมากมายไม่มีทีท่าว่าจะลดลงนั้น จะยิ่งทวีคูณจำนวนคนไข้ห้องฉุกเฉินตามโรงพยาบาลต่างๆ ในอนาคตเป็นแน่



เพิ่มความฉลาดทางสุขภาพ ประเมินความฉุกเฉินด้วยตนเอง

เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งที่ระบบสาธารณสุขทุกแห่งต้องการมุ่งไปสู่ คือการมี “right siting of care” หรือ พูดง่ายๆ คือ การให้การรักษาพยาบาลกับคนไข้ทุกคนในรูปแบบที่เหมาะสมกับอาการของคนไข้ ซึ่งจะนำมาสู่การใช้ทรัพยากรทางแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น ถ้าใครเป็นไข้หวัดธรรมดา ก็ไม่ควรต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้เวลาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นกับคนไข้ที่มีอาการซับซ้อนดีกว่า


เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นไปได้ แผนกฉุกเฉินตามโรงพยาบาลต่างๆ ก็ควรจะได้ใช้เวลาดูแลคนไข้ที่มีอาการ “ฉุกเฉิน” เท่านั้น ถ้าอาการไม่ฉุกเฉิน ก็ควรรอพบแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ในเวลาราชการ แต่ในความเป็นจริง แผนกฉุกเฉินปัจจุบันต้องรับมือกับคนไข้หลายคนที่อาจจะไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยสาหัสหรือเร่งด่วนจริง


เราจะบอกว่าประชาชนทุกคนที่มาห้องฉุกเฉินทั้งๆ ที่อาการของตนไม่ฉุกเฉินว่า “ผิด” ก็ไม่ได้หรอกครับ มันเป็นธรรมชาติของคนเรา ที่เวลาป่วยและไม่รู้ว่าอาการที่เราเป็นคืออะไร เราจะต้องการลดความเสี่ยงและอยากรีบไปถึงมือหมอและพยาบาลให้เร็วที่สุด



ผมมองว่าตรงนี้ รัฐสามารถช่วยได้ โดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ว่ามีอาการอย่างไร ฉุกเฉินไหม รักษายังไง ต้องมาพบแพทย์ไหมหรือซื้อยาทานเองได้ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ health literacy หรือ “ความฉลาดทางสุขภาพ” ของไทยยังเป็นรองเขาอยู่ 


ถึงแม้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะประเมินความฉุกเฉินของอาการเราได้ทุกครั้ง และจริงอยู่ที่เราไม่ควรสนับสนุนให้ประชาชนต้องเสี่ยงกับสุขภาพตัวเอง ผมมองว่าแนวทางนี้อาจช่วยลดจำนวนคนไข้ที่ “ไม่ฉุกเฉิน” ในห้องฉุกเฉินได้ 


ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มความรู้ทางสุขภาพให้ประชาชนมีประโยชน์มากกว่าเรื่องลดคิวห้องฉุกเฉิน ในทางกลับกัน การขาดความรู้เชิงสุขภาพก็ทำให้หลายคนที่มีอาการที่ฉุกเฉินจริง กลับมีความเข้าใจผิดๆ ว่าอาการของตัวเองไม่ฉุกเฉิน ไม่ร้ายแรง และสามารถรักษาด้วยตัวเองได้จากยาตามร้านขายยา หรือยาสมุนไพรต่างๆที่เราเห็นว่ามีขายกันออนไลน์ 


พ่อของเพื่อนสนิทผมคนนึงในค่ายทหารต้องเสียชีวิตก็เพราะเหตุผลนี้ ซึ่งทำให้อาการของเขาทรุดลงโดยไม่จำเป็น หลังจากที่เพื่อนผมเปิดใจเล่าเรื่องพ่อเขาให้ฟัง ผมไม่อยากเห็นใครต้องโศกเศร้ากับความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงได้เหมือนเพื่อนผมอีก



ทำความเข้าใจกับระเบียบการให้การรักษาผู้ป่วยในห้องฉุกเฉิน

แต่ถึงแม้ว่าคนที่เดินเข้าห้องฉุกเฉินส่วนใหญ่จะมีอาการฉุกเฉินจริง ความฉุกเฉินก็มีหลายระดับ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางทีเราต้องรอแล้วรอเล่าเป็นเวลานาน หรือทำไมบางทีคนที่มาหลังเรากลับได้พบแพทย์ก่อน


แทนที่จะนึกอารมณ์เสียและใช้อารมณ์กับบุคลากรห้องฉุกเฉิน เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าครับว่า ห้องฉุกเฉินย่อมมีระเบียบการให้บริการรักษาคนไข้ก่อน-หลังตามความเร่งด่วน

ผู้ป่วยบางคนมีภาวะหัวใจหยุดเต้น บางคนประสบอุบัติเหตุรุนแรง บางคนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจในทันที ผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินแล้วก็ต้องได้รับการรักษาทันที


แต่สำหรับผู้ป่วยที่ฉุกเฉินแต่ไม่เร่งด่วน ไม่เฉียบพลันรุนแรง ก็อาจจะต้องรอรับการรักษาที่นานกว่ากลุ่มแรกหน่อย


เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งกับพยาบาล และคนไข้คนอื่น

ข้อสุดท้ายนี้ง่ายที่สุดเลย พยาบาลห้องฉุกเฉินต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดันที่หนักมากในแต่ละวัน ทั้งยังต้องรับมือกับความผิดหวังในกรณีที่ไม่สามารถช่วยคนไข้ไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม หากคนไข้รอดชีวิตและถูกส่งตัวไปแผนกอื่นในโรงพยาบาลต่อ ก็มีน้อยมากที่คนไข้จะกลับมานึกถึงทีมแพทย์และพยาบาลห้องฉุกเฉินที่ได้ยื้อชีวิตตนไว้อย่างสุดความสามารถ


ที่พูดมานี้ ก็ไม่ได้จะให้ทุกคนยกย่องพยาบาลห้องฉุกเฉินเหนือไปกว่าพยาบาลแผนกอื่นๆ แต่คงจะดีมาก ถ้าเราเห็นใจพวกเธอมากขึ้น และให้ความร่วมมือให้พยาบาลห้องฉุกเฉินทำงานได้อย่างราบรื่น แจ้งประวัติการแพทย์ของตนให้ถูกต้อง รอเข้ารับการรักษาตามความเหมาะสม ไม่โวยวายต่อว่าพยาบาล และรู้จักเอ่ยคำขอบคุณสั้นๆ เมื่อได้รับการให้บริการ



เอาใจเขามาใส่ใจเรา “เขา” ในที่นี้ไม่ใช่แค่พยาบาล แต่หมายถึงคนไข้ผู้อื่นด้วย แน่นอนว่าเวลาไปห้องฉุกเฉิน เราก็มักจะคิดว่าอาการเจ็บป่วยของเรารุนแรงที่สุด สมควรต้องได้รับการให้บริการทันที แต่ขณะที่เราคิดจะต่อว่าพยาบาลห้องฉุกเฉินว่าให้บริการชักช้า เธอคนนั้นอาจจะพึ่งปั๊มหัวใจคนไข้คนหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง และยื้อชีวิตของคนคนหนึ่งไว้ได้


เวลาที่เธอต้องเสียไปกับการฟังคำต่อว่าของเรา ก็เป็น “เวลา” ที่เธอต้องเสียไปในการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนคนอื่น หรือ “ชีวิต” ที่คนไข้คนนั้นอาจเสียไปก็ได้


คิดเห็นยังไงกันบ้าง แสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้นะครับ

ชมรายการย้อนหลังได้ที่ http://pptv36.tv/q04


ติดตามรายการ "เห็นกับตา" ทุกวันศุกร์

เวลา 22.30 . ทางช่อง PPTVHD36 นะครับ

พบกับเรื่องเล่าหลังเห็นกับตาได้ใหม่สัปดาห์หน้าครับ :)