สึนามิ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ... กับระบบเตือนภัยในวันนี้

 26 ธันวาคม 2547 ผมทำภารกิจติดตามการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ... จนมาช่วงบ่ายๆถึงพอได้ทราบข่าวว่า น้ำท่วมที่ จ.ภูเก็ต ... ยอมรับว่า ในเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสนใจ

อย่าลืมว่า ปี 2547 เรายังไม่มีสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีไลน์กลุ่ม ไม่มีเฟซบุ๊ก การรับข่าวสารในสมัยนั้นที่รวดเร็วที่สุดคือการสมัครรับ sms จากสำนักข่าวต่างๆ ที่ยังเป็นช่องทางหารายได้อยู่

ข่าวน้ำท่วมภูเก็ต กลายมาเป็นน้ำท่วมพังงา จนบ่ายแก่ๆเกือบเย็น sms เริ่มแจ้งมาว่ามีผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้เสียชีวิตดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆจนน่าตกใจ แต่ถึงแบบนั้น การแจ้งข้อมูลก็ยังทำได้ช้ามาก

เพียงแต่ในสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่าช้า เพราะถือว่าเร็วที่สุดแล้วที่เราจะรับรู้ข่าวสารกันได้ ... ยังไม่นับว่า ระบบสื่อสารทุกอย่าง ล่มหมด ไฟฟ้า ประปา ไม่มีเหลือ

ด้วยประสบการณ์งานข่าวที่ยังน้อยนิดในตอนนั้น สารภาพว่าผมยังไม่เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่าเกิดเหตุอะไรรุนแรงขึ้นรึเปล่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประเทศไทยแทบไม่เคยเจอภัยพิบัติที่รุนแรงมากไปกว่าน้ำท่วม ... แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พอเห็นได้ว่า คณะของนายกรัฐมนตรี ที่กำลังลงพื้นที่พบชาวบ้านอยู่ มีท่าทีแปลกไป ดูเหมือนเริ่มตื่นตัวกับอะไรบางอย่าง จนกระทั่งเราเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่เปิดทีวีไว้ จึงรู้ว่า น้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ใช่แค่น้ำท่วมแบบที่เรารู้จักกันมาก่อน

ภารกิจที่เหลือยกเลิก .. นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนที่หมาย ด้วยการนั่งเครื่องบิน "ไทยคู่ฟ้า" ไปที่ภูเก็ตในช่วงเย็นวันนั้นทันที

หัวหน้าผมที่เนชั่นชาแนล (ในเวลานั้น) โทรมาถามว่า จะไปที่เกิดเหตุได้มั้ย แน่นอนผมตอบว่าไปได้ ... แต่เราไม่ได้รับโควต้าให้นั่งเครื่องไปด้วย(ไม่ดราม่า มีจำนวนจำกัด) และถ้าเราจะขับรถไปจากขอนแก่น คงจะเสียเวลามาก ทางกอง บก.จึงตัดสินใจส่งทีมจาก กทม.ที่อยู่ใกล้กว่าไปแทน.. เป็นอันว่า ผมไม่ได้ไปเห็นภาพแรกๆของภัยพิบัติที่อาจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ตัดไปวันที่ 4 มกราคม ผมเดินทางไปเปลี่ยนกับทีมที่ไปลุยมาก่อน ... ทันที่ที่ไปถึงเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ภาพแรกที่เห็นติดตามาจนถึงทุกวันนี้

เส้นทางถูกเคลียร์ให้รถวิ่งได้แล้วก็จริง แต่สองข้างทางไกลสุดลูกหูลูกตา มีสภาพเป็นทะเลโคลนสีน้ำตาล ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เว้นซากปรักหักพัง เท่าที่จำได้ ... มีแค่ต้นมะพร้าว ที่ไม่ถูกทำลายไปกับคลื่นยักษ์

นี่เหรอ "สึนามิ"

มันน่ากลัวเกินกว่าจะบรรยายออกมา ผมมั่นใจเหลือเกินว่า ไม่ว่าคุณจะเขียนหนังสือเก่งแค่ไหน มีสำนวนภาษาดีเลิศเพียงใด ก็ยากที่จะอธิบายสิ่งที่ผมเห็นในเวลานั้นผ่านทางตัวหนังสือออกมาได้ทั้งหมด

ทุกอย่างพังทลาย บ้านเรือนที่เคยหนาแน่น แทบดูไม่ออกว่ารูปทรงเดิมของมันเป็นอย่างไร ข้างใต้โคลนนั้นยังมีร่างที่ไร้ลมหายใจอีกหลายพันคนนอนสงบนิ่งอยู่ เรือประมงขนาดใหญ่ถูกซัดขึ้นมาเกยอยู่บนหลังคาบ้าน บางลำถูกซัดไปไกลกว่านั้นหลายกิโลเมตร สองข้างทางมีแต่ผู้คนที่ตัวเปื้อนโคลนเดินไปมา ตรงจุดที่มีหน่วยงานมาบริจาคข้าวของเครื่องใช้ถูกรุมด้วยผู้คนจำนวนมาก เสื้อผ้าที่นำมาบริจาคมีคนเข้าไปรื้อค้นกระจุยกระจาย .. ศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือ มีแต่คนที่วุ่นวายกับการค้นหาญาติพี่น้องที่หายไป ทั้งคนไทย ทั้งชาวต่างชาติ .. รูปถ่าย ที่เขียนชื่อ ถูกแปะอยู่เต็มไปหมด ทั้งที่ศูนย์พักพิง เสาข้างทางหรืออะไรก็ตามที่แปะกระดาษได้ แม้แต่ภาพศพ ที่ยากจะดูใบหน้าเดิมออกว่าเป็นใคร ก็ถูกแปะไว้ที่วัดย่านยาว เพื่อให้ญาติมาแสดงตัว ... ที่โรงพยาบาลยิ่งหนักหนาสาหัส มีผู้ป่วยมากกว่าจำนวนเตียงหลายเท่า หมอ พยาบาล ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน.. แม้แต่เสื้อผ้าที่เราใส่ ก็ถูกอาบไปด้วย “กลิ่น .. ความตาย”

แววตาของทุกผู้คน “ไร้ความหวัง” สิ้นดี ... อารมณ์นั้น ผมไม่แน่ใจว่า “คนที่รอด” กับ “คนที่โดนคลื่นซัดตายไป” ... ใคร ... โชคดีกว่ากัน

ตั้งแต่ 4 มกราคม 2548 ... ที่ผมไปถึงที่เกิดเหตุ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ... ผมไม่มีความรู้สึกอยากกลับบ้าน ผมจึงปักหลักอยู่ที่นั่นเกินกว่า 2 เดือน

แม้ตลอดการทำงานจะมีอุปสรรคเยอะมาก ... ยุคนั้น เราไม่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง วิธีการรายงานข่าวโทรทัศน์ที่เร็วที่สุด คือ ใช้จานดาวเทียม กับรถถ่ายทอดสด ... ซึ่งแน่นอนว่า สำนักที่ผมสังกัดในเวลานั้น “ไม่มี”

ดังนั้นวิธีการที่ผมใช้ส่งข่าวจึงแสนจะคลาสสิค นั่นก็คือ ส่งเทปที่ถ่ายภาพทั้งหมดไว้ “ขึ้นเครื่องบิน” กลับมาที่กรุงเทพฯ แล้วก็จะต้องมีลูกพี่แมสเซนเจอร์ประจำสถานี ไปรับเทปที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะนำกลับมาตัดต่อตามสคริปต์ที่เขียนไว้แล้วแนบใส่เศษกระดาษไป ... เพื่อออกอากาศ

ดังนั้น วันไหนโชคดี ก็ได้ออกอากาศคืนนั้นเลย วันไหนรถติด เครื่องบินดีเลย์ ก็ต้องไปออกอีกวันนึง

แต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้การทำข่าวสึนามิของผม จะทำข่าวที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพื่อรายงานตอนนี้ ... ไม่ได้เลย

สมมติ นายกรัฐมนตรีมาลงพื้นที่ ... ผมก็จะไม่ไปวิ่งตามแน่นอน เพราะในขณะที่เราถ่ายเสร็จ ตีรถจากเขาหลัก พังงา กลับไปส่งเทปขึ้นเครื่องที่สนามบินภูเก็ต ช่องอื่นที่เขามีจานดาวเทียม ก็คงรายงานข่าวนี้ออกไปกันหมดแล้ว ... นั่น ทำให้ผม ต้องคิดอีกแบบหนึ่ง ต้องคิดถึงงานที่จะถ่ายเช้าวันนี้ แต่สามารถไปออกอากาศในอีกวันหนึ่ง ก็ยังมีประโยชน์ ยังไม่เก่า ... ผมจึงสนใจที่จะรายงานถึง “ระบบ” ของการจัดการภัยพิบัติแทน

2 เดือนกว่า กับข่าวสึนามิ ผมนั่งรถภูเก็ต – ตะกั่วป่า ทุกวัน ... ตื่นแต่เช้ารีบมาถ่ายงาน ขากลับต้องนั่งเขียนข่าวในรถที่วิ่งผ่านภูเขาโค้งไปมาชวนอาเจียน ... เปิดกล้องจน Time Code ของเสียสัมภาษณ์ ... และไปลงเสียงที่คาร์โก้สนามบินภูเก็ต ก่อนจะกลับมาคิดประเด็นที่จะทำในวันต่อไป หรือบางวันโชคดี ในระหว่างที่อยู่ในพื้นที่ ผมก็เห็นประเด็นต่อไป และนัดหมายไว้เรียบร้อย ... ทำแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

ครบรอบ 1 ปี แน่นอนว่า ผมถูกสั่งให้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง วันที่มีงานรำลึกใหญ่โต ที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัด เราเริ่มเห็นปัญหาอื่นๆตามมา ... มีหลายชุมชน กลายเป็นพื้นที่พิพาทเรื่องที่ดินกับนายทุน หลังเอกสารทั้งหมดหายไปกับคลื่นยักษ์ .. ในเวลาเดียวกัน “ผู้รอดชีวิต” ที่ยังหวาดกลัว กำลังขะมักเขม้นกับการสร้างแผนเผชิญเหตุและเครื่องมือเตือนภัย

ในระดับรัฐบาล “สึนามิ” ทำให้เรามีหน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า “ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” จากปัญหาที่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเตือนภัยก่อนจะเกิดเหตุ จนกลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับประเด็นสำคัญที่พบว่า เรา ... ไม่มีระบบเตือนภัย

หลังสึนามิ เราตั้งตั้งหอกระจายข่าวทุกจุดเสี่ยงภัยพิบัติ บนภูเขาจุดเสี่ยงดินถล่ม น้ำตก ใต้เขื่อน ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ มีกระบอกวัดปริมาณน้ำฝน มีทุ่นกลางทะเล มีสถานีวัดระดับน้ำอยู่ที่หมู่เกาะสิมิลัน ... ที่หน้าจอโทรทัศน์ มีสัญญาณเตือนภัยขึ้นริมขวาบน เมื่อยังเป็นสีเขียว แปลว่า ยังไม่มีภัย ... พร้อมโครงการที่จะส่งข้อมูลภัยพิบัติเข้ายังระบบ sms ของโทรศัพท์ทุกเครื่อง

ที่สำคัญ คือ ชุมชน ... ต้องผ่านการฝึกซ้อมหนีภัย มีแผนที่หนีภัย มีเส้นทางหนีภัย มีอาคารหลบภัย เตรียมพร้อมน้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ... ซึ่งข้อนี้ ชุมชนบ้านน้ำเค็ม ซึ่งเสียหายหนักที่สุดจากสึนามิ จะเป็นแบบอย่างที่ดี ... เพราะพวกเขา พยายามฝึกซ้อม สร้างองค์ความรู้ และทำกันจนชำนาญ ... ด้วย “ตัวเอง”

 2 ปี สึนามิ ผมก็ไปที่นั่นอีกครั้ง เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ... บ้านเรือน ร้านค้า โรงแรม ที่พัก เริ่มกลับมาคึกคัก ทุกอย่างกลับมาเริ่มใหม่ คนที่รอดก็ต้องสู่ต่อไป

ครั้งสุดท้ายที่ผมกลับไปติดตามเรื่องสึนามิอย่างจริงจัง คือเมื่อปี 2557 ... ครบรอบ 10 ปี สึนามิ ... คราวนี้ ผมใช้เวลาที่นั่นอีก 2 เดือนกว่า ไปที่ ป่าตอง บ้านน้ำเค็ม ตะกั่วป่า และเกาะพีพี ...

10 ปีผ่าน ... และช่วงเวลอีก 7-8 ปี ที่ผมแทบไม่ได้ไปสัมผัส กลับทำให้พบเรื่องราวมากมายในพื้นที่เหล่านั้น

1 เกาะพีพี หาดป่าตอง ... พื้นที่ที่เคยประสบภัย กลับมาคึกคัก ร้านค้าฟื้นตัวกลับมาแน่นขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ที่สำคัญ คือ มันคึกคักซะจนไปกีดขวางเส้นทางหนีภัย ... เมื่อคุณไปตามป้ายหนีคลื่นยักษ์บางป้าย คุณจะพบกับทางตัน ไม่ก็อาจจะหลงทางเพราะป้ายเสียหายหมดแล้ว ... หอกระจายข่าวจำนวนมาก ไม่เคยทดลองเปิดใช้ ... ไม่มีใครกล้ายืนยันด้วยซ้ำว่า “ยังใช้ได้หรือไม่” ...

2 ผู้รอดชีวิต จำนวนมาก แพ้คดี ต้องเสียที่ดินทำกินให้กับนายทุน ที่อ้างสิทธ์ครอบครองในที่ดินสวยงามเหล่านั้นจำนวนมาก บางคนยอมแพ้ ยอมขายที่ให้จบคดี ไปตั้งตัวใหม่ ... ส่วนคนที่เลือกจะสู้ ทุกคนพ่ายแพ้ ...ถูกขับไล่ออกจากบ้านตัวเอง ... พี่ชายคนหนึ่งที่ผมนับถือมากที่สุด “บังสันชัย” หรือ สันชัย ครุฑธามาศ กลายเป็นคนเร่ร่อน จากบ้านเกิดไปทำงานทางภาคเหนือ ก่อนจะเผชิญโรคร้ายเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ... ปิดตำนานนักสู้สึนามิไปหนึ่งคน ...

 คนเหล่านี้ ผมย้ำ... เหมือนที่เห็นที่นี่ครั้งแรกว่า ...  “บางที คนที่ตายไปกับคลื่น อาจโชคดีกว่า คนที่รอดมาได้”

ต้นปี 2560 ผมไปทำข่าวน้ำท่วมที่ภาคใต้ ... น้ำป่าซัดทำลายชีวิตคนไปจำนวนหนึ่ง เด็กคนหนึ่งถูกน้ำซัดรถทั้งคัน ตกจากหลังคารถจมไปที่บางสะพานจนเสียชีวิต ผู้คนจำนวนมากที่พะโต๊ะ หลังสวน บางสะพาน ชะอวด เมืองคอน ถูกพลังของน้ำทำลายข้างของเสียหายหมดตัว บางที่นอนหลับไป และพบว่าตื่นมาอยู่ในน้ำ บางที่เหลือเพียงใต้หลังคา เป็นที่พึ่งสุดท้ายในคืนที่น้ำป่าขึ้นสูง

ทั้งหมดนี้ ... ทุกที่ มีเวลาอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง ที่จะประกาศอย่างจริงจังให้ต้องอพยพ หรือบอกระดับน้ำที่กำลังมา

แต่ “ไม่มี”

คลื่นยักษ์ สึนามิ ผ่านไป 13 ปี ... คนนับหมื่นตายและสูญหาย ความเสียหายนับแสนล้าน ... วันนั้น ความกลัว ทำให้เราลงทุนไปมากมายเพื่อรับมือภัยที่ร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษยชาติ

แต่วันนี้ ... 13 ปี ผ่านไป ... แค่ฝนตก น้ำท่วม ... เราก็ยังไม่สามารถรับมือได้ แต่จะบอกให้ผู้คนหลบหลีกก็ยังไม่ทัน ... ทั้งที่วันนี้เรามีเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีเฟซบุ๊ก กลุ่มไลน์ ทุกคนมีระบบอินเตอร์เน็ตอยู่ในโทรศัพท์มือถือ มีช่องทางถ่ายทอดสดได้ด้วยซ้ำ ...

ไม่มีใคร ต้องขับรถเกือบ 200 กม. ไปส่งภาพข่าวขึ้นเครื่องบินอีกแล้ว... มันต่างกันมาก ดีกว่ามาก

เครื่องมือ งบประมาณ ระบบ ศูนย์เตือนภัย ... ทั้งหมดที่เราลงทุนไป ... ได้อะไรใน 13 ปีนี้บ้าง