“ปัญหา” ใน “ปัญหา PM 2.5”



เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา PM 2.5 หลัง ผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ประกาศระดมผู้รู้เข้ามาช่วยกันเสนอแนวทางแก้ปัญหา พร้อมยอมรับ “ผมไม่รู้ทุกเรื่อง”



ผมคิดว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่า ทุกฝ่ายมองเห็นเป็นปัญหาร่วมกันแล้ว และคิดว่า วิชาความรู้ที่แต่ละคนมี น่าจะเกิดประโยชน์ในการช่วยแก้วิกฤติเมืองในฝุ่นครั้งนี้

เพราะวิธีการก่อนหน้านี้ ... ที่ทำไปแล้ว ล้วนถูกมองว่า ... “แก้ไม่ได้”



“ฉีดน้ำ”... มีข้อโต้แย้งทางวิชาการว่า “น้ำ” สามารถจับฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมากอย่าง PM 2.5 ได้น้อยมาก ถ้าจะช่วยได้จริง ก็ช่วยลด PM 10 มากกว่า



“โดรน พ่นละอองน้ำ”... มีข้อโต้แย้งไม่ต่างกัน ยิ่งเมื่อเทียบประสิทธิภาพของโดรนกับพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ที่กำลังเผชิญฝุ่นอยู่ ซึ่งกว้างใหญ่กว่ามาก

ตัดเรื่องใช้น้ำหวานออกไปนะครับ เพราะ กทม.กลับตัวทัน เลิกใช้ไปแล้ว

แน่นอนว่า ทั้งสองวิธี ถูกวิจารณ์ว่า เป็นเพียง การทำเพื่อให้เห็นว่า ไม่ได้อยู่เฉย ทำแล้ว ... แต่เมื่อดูฝุ่นละอองที่ปกคลุม กทม.อยู่ ก็ได้คำตอบแล้วว่า “ไม่ได้ผล”



“หยุดเรียน”... ข้อนี้ คนส่วนใหญ่เห็นด้วย แม้จะมีคำวิจารณ์ว่า ไม่ไปโรงเรียน ก็โดนฝุ่นเหมือนเดิม แต่ก็เป็นวิธีที่เห็นรูปธรรม เด็กๆอยู่บ้าน ตัดเด็กเล็กที่ป่วยมากขึ้นออกจากความเสี่ยงไปก่อน และในทางอ้อม ยังอาจช่วยลดปริมาณรถยนต์บนถนนได้มากพอสมควร


แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ตั้งแต่เริ่มเห็นวิกฤตนี้กันจริงจังตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม เราเห็นวิธีการแก้ปัญหา คือการ “ฉีดน้ำ ตรวจรถควันดำ ขอความร่วมมือรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล(แบบเก่า) ให้เข้ามาใน กทม.ตามเวลาที่กำหนด”

ข้อสงสัยยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อสังคมพบข้อมูลเพิ่ม

ตรวจรถเมล์ ไม่พบควันดำเกินค่ามาตรฐาน

ตรวจโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 400 แห่ง ไม่พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน



แล้วมันวิกฤตได้ไง ... เมื่อตรวจแล้วพบว่า ทุกคน ทำตามกฎหมาย ... หรือปัญหาอยู่ที่ “ค่ามาตรฐาน” ต่างๆ

มาดูที่ค่ามาตรฐาน ซึ่งของไทย กำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้าเกิน จะเข้าสู่ค่าที่ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” และถ้าเกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะจัดเป็น “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”


สหรัฐอเมริกา กำหนดค่ามาตรฐานี้ไว้ ไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้สูงกว่านั้น คือ ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร


อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เคยชี้แจงไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม ว่าที่ไทยต้องกำหนดค่ามาตรฐานเช่นนี้ จะไปทำตามองค์การอนามัยโลกเป็นเรื่องยาก เพราะเทคโนโลยีต่างๆที่เราใช้อยู่มันต่างจากนยุโรป เช่น น้ำมัน ที่ยุโรปใช้ ยูโร 6 แต่ไทยยังใช้ยูโร 3 อย่างดีสุด ก็ยูโร 4 ดังนั้นถ้าไทยปรับมาตรฐานตามองค์การอนามัยโลก ก็หมายความว่า จะต้องนำไปสู่การบังคับให้ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีต่างๆที่ใช้อยู่ทั้งหมด


ฟังแล้ว มันก็กลับมาที่ “การบังคับ”


เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.62)นักข่าว ThaiPBS คุณ Daranya Sukkho ซึ่งไปติดตามสถานการณ์ที่ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 จ.สมุทรสาคร จุดที่ค่า PM 2.5 สูงที่สุด เป็นสีแดงติดกันมาหลายวัน โพสต์ไว้น่าสนใจ เป็นบทสนทนา ในระหว่างการประชุมคอนเฟอเรนซ์ระหว่างรัฐมนตรีมหาดไทย กับผู้ว่าฯ สมุทรสาคร มีข้อความแบบนี้


“รมว.มหาดไทย บอกให้ผู้ว่าสมุทรสาครคิดให้รอบคอบนะ ถ้าใช้มาตรการลดฝุ่นระดับ3 ประกาศควบคุมพื้นที่รำคาญ ถ้าสั่งรถหยุดวิ่ง อาหารขึ้นเหนือลงใต้กระทบนะถ้าสั่งปิดโรงงาน กระทบแรงงานไหม เพราะเขาต้องหยุดงาน”


จนวันนี้ คุณ Daranya Sukkho อัพเดตให้ฟังว่า ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร “ขอความร่วมมือ” ให้โรงงานที่อาจเป็นปัญหา หยุดงาน 7 วัน ... ย้ำว่า “ขอความร่วมมือ”



อ่านแล้วสะท้อนได้หลายอย่างเลยนะครับ คิดแบบเร็วๆ คือ ...

เมื่อไม่ให้บังคับใช้กฎหมาย แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าบังคับใช้กฎหมาย แน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกับภาคธุรกิจ จะไม่กระทบใครเลยได้หรือ

หรือ ... อาจคิดได้ว่า ที่ผ่านมา ที่ไม่บังคับใช้กฎหมาย เพราะมีความกังวลเหล่านี้ใช่หรือไม่

นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.62) วันเดียวกับที่ กทม.เพิ่งประกาศหยุดเรียน โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การสาธารสุข มาตรา 8 ประกาศให้ กทม.เป็นเขตควบคุมพื้นที่เดือดร้อนรำคาญ จากปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน


ผมเคยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน เขาบอกว่า นอกจากข้อกฎหมาย ที่ กทม.ใช้ไปแล้ว ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกชิ้นหนึ่ง “พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรา 9”เนื้อหา คือ


“เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายต่อสาธารณชน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ หรือภาวะมลพิษ ที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐเป็นอันมาก ให้ “นายกรัฐมนตรี” มีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลใดๆ รวมทั้งบุคคลที่ได้รับหรืออาจได้รับอันตรายหรือความเสียหายดังกล่าว กระทำหรือร่วมกันกระทำการใด อันจะเป็นผลในการควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลจากอันตรายและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นได้อย่างทันท่วงที ในกรณีที่ทราบว่า บุคคลใดเป็นผู้ก่อให้เกิดภาวะหรือมลพิษดังกล่าว ให้นายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งบุคคลนั้น ไม่ให้กระทำการใดอันจะมีผลเป็นการเพิ่มความรุนแรงแก่ภาวะมลพิษในระหว่างที่มีเหตุภยันตรายดังกล่าวด้วย”


“อำนาจในการสั่งตามวรรคหนึ่ง นายกรัฐมนตรีจะมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการในเขตจังหวัดแทนนายกรัฐมนตรีได้ โดยให้ทำเป็นคำสั่งและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งตามวรรคหนึ่ง หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในการปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้สั่งตามวรรคสองแล้ว ให้ประกาศคำสั่งดังกล่าวในราชกิจจุเบกษาโดยมิชักช้า”


ข้อนี้ ... น่าจะชัดเจนที่สุดครับ ... และน่าจะเป็นประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงเมื่อวานนี้ ... ว่าจะให้บังคับใช้มั้ย เพราะเมื่อใช้ ต้องมีผลกระทบกับหลายฝ่ายแน่นอน


แต่ก็คิดแบบเร็วๆอีกเหมือนกันว่า หากนายกรัฐมนตรี หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้อำนาจตามมาตรานี้ แล้วส่งผลกระทบต่อธุรกิจ หรือภาคเอกชน จะถูกฟ้องมั้ย เพราะกฎหมายเขียนว่า


“เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายต่อสาธารณชน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ หรือภาวะมลพิษ ที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐเป็นอันมาก”... ซึ่งมันอาจนำไปสู่การตีความว่า มันร้ายแรงแค่ไหน ความร้ายแรง เพียงพอให้ใช้อำนาจหรือไม่ ... แบบนี้ คนจะใช้อำนาจ ก็อาจต้องคิดหนัก



ทีนี้ผมเข้าใจว่า เวทีที่ศาลาว่าการ กทม.คงต้องรีบหามาตรการเร่งด่วนก่อน เช่นที่เสนอว่า ใช้เครื่องบิน บินโปรยน้ำ หรือ หากจะออกมาตรการอะไรเพิ่มเติม ก็คงเน้นเรื่องการแก้ปัญหาในช่วงนี้ให้ได้ก่อน คือ ทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 ลดลง จากท้องฟ้า กทม.


ที่เสนอกันมาก็มีหลายประเด็นได้รับการยอมรับว่าน่าสนใจนะครับ และก็เคยใช้ในต่างปะเทศที่มีปัญหาแบบนี้ เช่น จำกัดการใช้รถ วิ่งแบบวันคู่ – วันคี่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์องก็พูดถึง นักวิชาการเองก็ยอมรับว่าน่าสนใจ


จากประเด็นนี้ ก็มีคนเสนอกันว่า งั้นรัฐช่วยอุดหนุนค่ารถไฟฟ้าได้มั้ย ด้วยการลดค่าโดยสารชั่วคราว เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งมวลชนที่ใช้พลังงานสะอาด


หรือ ยกตัวอย่างที่สมุทรสาคร ที่ รัฐมนตรีมหาดไทย บอกว่า หากห้ามรถบรรทุกวิ่ง จะกระทบกับการขนส่งสินค้าจากภาคใต้เยอะมาก ... ก้อาจเป็นคำถามต่อว่า งั้นมีวิธีขนส่งด้วยทางอื่นมั้ย ที่รัฐจะใช้อำนาจทำให้มันเกิดขึ้นได้


เพราะแน่นอนว่า ไม่ว่าจะประกาศแบบไหน ก็ย่อมมีผลกระทบกับผู้คน และทางออกหนึ่ง ก็คือ ทั้งประชาชน และรัฐ ร่วมกันแบ่งเบาผลกระทบนั้น ... ให้รู้สึกว่า ทุกฝ่ายช่วยกัน และการเสียสละที่ทำไป มันช่วยได้จริง ไม่งั้น ก็คงทำได้แค่ฉีดน้ำกันอยู่เพียงเท่านี้ ซึ่งเห็นแล้วว่า ไม่ได้แก้อะไร


ส่วนระยะยาว มีข้อเสนอมากมาย เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวมากๆ (ต้องดูผังเมือง และจะกระทบอยู่ดี) / เปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่การเรียกร้องให้ “ไทย” ปรับมาตรฐานค่าฝุ่นละออง ให้เป็นไปตามองค์การอนามัยโลก


วันนี้มีตัวอย่างหนึ่ง ... คือ การออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับใหม่ ลองอ่าน บทสัมภาษณ์ดู


“ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า จากการบังคับใช้ร่างกฎหมายโรงงานฉบับนี้ จะส่งผลให้โรงงานจำนวนมากไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของกฏหมายโรงงานอีกต่อไป เนื่องจากคำนิยามคำว่า “โรงงาน” มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะโรงงานที่มีขนาดต่ำกว่า 50 แรงม้า หรือประกอบกิจการที่มีคนงานน้อยกว่า 50 คน ไม่ถือว่าเป็นโรงงานตามข้อกฎหมายนั่นหมายความว่าจะไม่ต้องคำนึงถึงกฏหมายผังเมืองหรือกฎหมายอื่น ๆ และยังมีอีกหลายประเด็นที่จะเปิดช่องให้โรงงานใหม่เกิดขึ้นได้ง่าย ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกังวลว่าการที่โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นจำนวนมาก จะเป็นการลดทอนกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษรวมทั้งปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศมากยิ่งขึ้น” ... นี่ตัวอย่างหนึ่ง


หลายวันก่อน “กรีนพีซ เอเชียตะวันออกฉียงใต้” เรียกร้องให้ประเทศไทย ปรับค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 ให้เป็นไปตามองค์การอนามัยโลก คือ ต้องไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งผมว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ เพราะถ้าเรายังยืนยันว่า เทคโนโลยีไม่ถึง ก็ไม่ปรับ มันก็ไม่มีเป้าหมายอะไร ที่จะผลักดันให้มันปรับได้


เช่น ถ้าจะเปลี่ยนมาใช้นำมัน ยูโร 6 ก็อาจต้องตั้งเป้าว่า จะเปลี่ยนในกี่เดือน กี่ปี ให้ภาคอุตสาหกรรมมีเวลาปรับตัว แล้วก็ไปตั้งค่าฝุ่นละอองใหม่ ว่า ในอีก 2-3ปี จะปรับมาตรฐานเป็น 40 หรือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนะ ระหว่างนั้น ทุกภาคส่วน ก็ต้องปรับเทคโนโลยีตาม เพื่อทำให้ได้ตามมาตรฐานใหม่


แต่ถ้าไม่ปรับค่ามาตรฐานเลย ... มันก็จะกลายเป็นปัญหาประจำฤดูกาล วนซ้ำกลับมาทุกปี

ไม่ว่าจะแก้ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ล้วนมีผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งรัฐ ทั้งธุรกิจ ทั้งพลเมือง ย่อมต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ร่วมปรับเปลี่ยน ...


เพราะมันมีปัญหา ... ที่ซ่อนอยู่ใน “ปัญหา”และถ้าไม่แก้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ คือ การร่วมรับผลกระทบกันทุกฝ่าย ... ต่อให้ออกกฎหมายอีกร้อยฉบับ ก็ไม่มีค่าอะไร ดังที่เราเห็นแล้วว่า จริงๆเรามีกฎหมายที่จะใช้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ เมื่อใช้แล้ว มันจะสร้าง “ความไม่พอใจ”จนในที่สุด “ก็ยังไม่ได้ใช้” นั่นเอง


อากาศ ที่เราจะร่วมกันสร้าง ... มันก็คือ อากาศ ที่ลูกหลานเราในวันข้างหน้าจะหายใจเข้าไป