ตำนานเดินดิน "คำสิงห์ ศรีนอก" ศิลปะงานเขียนเย้ยอำนาจที่ "ฟ้าบ่กั้น"



"งานเขียนของผม มีแรงบันดาลใจจากกบฏชาวนา กบฏที่เห็นว่าถูกเก็บภาษีไม่เป็นธรรมจากรัฐ จนกองทัพต้องส่งกองกำลังมาปราบ"


เจ้าของนามปากกา "ลาว คำหอม" หรือ "คำสิงห์ ศรีนอก" กล่าวประโยคอันทรงพลัง ระหว่างที่ผมและคณะของคนที่อยากทำงานเขียนหนังสือกว่า 50 คน ไปเยี่ยมบ้านพักของหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ในวงการวรรณกรรมไทย ที่ "ไร่ธารเกษม" อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 



ทางเดินเข้าไร่ธารเกษม บ้านศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เมื่อปี 2535 "คำสิงห์ ศรีนอก" เป็นทางลูกรัง ต้นไม้ร่มรื่นสองข้างทางที่แผ่กิ่งก้านมาให้ร่มเงาปกคลุมทางเดิน ช่วยให้ระยะทาง 1 กิโลเมตรที่ต้องเดินเท้าในวันที่อุณหภูมิประเทศไทยพุ่งแตะ 40 องศา กลายเป็นการเดินที่ไม่ทรมานเกินไปนัก 


ชายชราวัย 90 ปี ผมบนศรีษะขาวโพลน แต่งตัวสบายด้วยเสื้อยืดคอกลมสีขาวล้วนไม่มีลวดลายแม้แต่นิดเดียว สวมกางเกงผ้าหลวมๆดูสบายสีเทาเข้มไม่มีลวดลายอีกเช่นกัน เป็นชุดที่สะท้อนถึงความเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่ในความเรียบง่ายนั้น กลับให้ความรู้สึกถึงพลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวชายชราผู้นี้



ชายชรา ผู้ใช้สรรพนามแทนตัวเขาเองว่า "ลุง" ยืนตัวตรง ในมือขวามีไม้เท้าคู่ใจ สะพายกระเป๋าผ้าสียีนส์ที่ผมคิดเอาเองว่าอาจสะท้อนรสนิยมในวัยหนุ่มของเขา ผมสังเกตเห็นด้วยว่า ที่คอเสื้อถูกเหน็บไว้ด้วยปากกาธรรมดาๆแท่งหนึ่ง 


ลุงคำสิงห์ กล่าวทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง พวกเราได้รับคำเชิญให้เดินชมไร่ธารเกษม ซึ่งมีบ้านพักที่ล้วนสร้างด้วยไม้อยู่หลายหลัง นักเขียนรุ่นพี่ บอกพวกเราว่า แต่ละหลังเป็นสถานที่ที่นักเขียนดังหลายคนใช้เป็นมุมสงบสำหรับผลิตผลงานของพวกเขา



บ้านไม้หลังที่อยู่ริมซ้ายสุด เป็นหลังที่ว่ากันว่า เจ้าของนามปากกา "ลาว คำหอม" ใช้เป็นที่เขียนผลงานอันลือลั่นหลายชิ้น และรวมเรื่องสั้น "ฟ้าบ่กั้น" คือผลงานระดับตำนานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นที่นี่


ผมเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น สถานที่นั้นดูคล้ายพิพิธภัณฑ์ของวงการวรรณกรรม หนังสือหลายร้อยเล่มถูกวางเรียงรายในชั้นหนังสือ มีทั้งหนังสือเก่าแก่ทรงคุณค่า มีทั้งผลงานของเจ้าของบ้าน ผมค่อนข้างเชื่อว่า ลุงคำสิงห์ คงอ่านหนังสือทั้งหมดนี้แล้วทุกตัวอักษร  



พิมพ์ดีดไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ผมสะดุดตา มันถูกวางไว้บนชั้นจัดแสดงที่รอบๆเป็นภาพของเจ้าของบ้าน ผมมาถาม อ.ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนดังอีกคนที่เป็นพี่เลี้ยงของพวกเราถึงประวัติศาสตร์ของมัน อ.ประชาคม บอกว่า พิมพ์ดีดไฟฟ้า เป็นที่นิยมอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว นักเขียนหลายคนรวมทั้งเขาซื้อมาใช้ด้วยราคาแพง แต่พบว่าค่าหมึกก็แพง และถูกคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ไม่ดีนัก



"เขียดขาคำ เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ผมเขียน" ลุงคำสิงห์ กล่าวประโยคนี้เป็นหนึ่งในบทสนทนากับกลุ่มคนอยากเป็นนักเขียนในช่วงบ่ายวันนั้น ด้วยการอธิบายถึงหนึ่งในงานเขียนที่เป็นหมุดหมายชิ้นสำคัญของวงการ ที่ถูกผลิตไว้เมื่อปี 2503 แบะเป็นเรื่องเอกที่บรรจุอยู่ใน "ฟ้าบ่กั้น" 



"เรื่องนี้เป็นประสบการณ์วัยเด็กของผม ผมอยากบันทึกวิถีชีวิตของชาวไร่ชาวนาในภาคอีสานซึ่งในเวลานั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครบันทึกไว้ เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัย จอมพล ป.เป็นนายกรัฐมนตรี เขามีแนวคิดชาตินิยมขวาจัด คิดว่าการจะเป็นมหาอำนาจได้ต้องทำให้ประเทศมีประชากรมากๆ จึงออกนโยบายจูงใจให้คนมีลูกมากๆ ด้วยการให้เงินกับครอบครัวที่มีลูกถึง 5 คน" ลุงคำสิงห์ เริ่มอธิบายฉากและสภาพสังคมที่เขาบันทึกไว้ผ่านผลงานชื่อเขียดขาคำ


"เขียดขาคำ" เป็นเรื่องสั้นที่อ่านง่าย แต่ผมยอมรับว่า ด้วยความต่างของยุคสมัย ผมคงไม่มีทางเข้าใจความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในนั้นแน่ๆ ถ้าไม่ได้ยินคำอธิบายจากปากของคนเขียนโดยตรงเช่นนี้เรื่องถูกเล่าจากชาวนาคนหนึ่งที่พาลูกชาย 2 คน จาก 5 คนของเขาออกไปจับเขียดมาทำอาหาร มีผืนแผ่นดินแห้งแล้งที่แตกระแหงเป็นช่องเป็นรูคือฉากที่ทำให้เขียดกระโดดหลบลงไปในช่องว่างของรอยแตกนั้นได้ จนลูกชายคนหนึ่งของชาวนาตามเขียดไปถึงบ่อโคลนจนถูก "งูกัด" 



ชาวนารีบฆ่างู แล้วพาลูกชายกลับบ้านไปหาหมอ ในเวลาเดียวกันกับที่ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมให้คนที่มีลูกถึง 5 คน ไปรับเงิน 200 บาทที่อำเภอ ชาวนาที่ลูกชายกำลังร่อแร่จากพิษงูตัดสินใจจะอยู่ดูแลลูกชาย ... แต่ก็จำใจไปรับเงิน 200 บาท เพราะถูกขู่ว่าถ้าไม่ไปตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องติดตะราง เขาไปรับเงิน 200 บาท (เข้าใจว่าเป็นจำนวนที่มากในเวลานั้น เพราะในเรื่องมีคนพูดว่า เกิดมาในชีวิตไม่เคยได้จับเงิน 200 บาท) และไม่กล้าบอกว่าลูกชายถูกงูกัด เพราะถ้าลูกตาย เขาจะเหลือลูกแค่ 4 คน ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้เงิน ... แต่เมื่อเขากลับมาที่หมู่บ้านพร้อมเงิน 200 บาท ก็มีเพื่อนบ้านที่สวนทางกันบอกกับชาวนาว่า... เขาโชคดีนะ ที่ไปรับเงินมาได้ก่อนที่จะหมดสิทธิได้เงิน


"ผมต้องการให้เห็นการใช้อำนาจรัฐที่ไร้ขอบเขตในยุคนั้น" ผู้ประพันธ์นามว่า "ลาว คำหอม" บอกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเขียดขาคำ


"ขนาดลูกโดนงูกัดจะตายอยู่แล้ว ก็ต้องไปรับเงิน เพราะคนของรัฐขู่ว่าถ้าไม่ไปจะติดตะราง ชาวบ้านสมัยนั้นได้ยินคำว่าตะรางก็อยู่ไม่ได้แล้ว พวกเขามีความกลัวราชการอยู่ในหัวใจ มันสะท้อนความคิดของผู้ปกครอง กับ ผู้ถูกปกครอง" เจ้าของเรื่องอธิบายซ้ำจนทุกคนที่อยู่ที่นั่นกระจ่าง



ผมเต็มไปด้วยความทึ่งต่อคำอธิบายนี้ เรื่องราวชีวิตในชนบทที่แสนธรรมดาวันหนึ่งของชาวนาที่ออกไปหาเขียดจนลูกถูกงูกัด กลับถูกถ่ายทอดออกมาเพื่อเสียดเย้ยการปกครองบ้านเมืองในยุคสมัยหนึ่งได้อย่างแสบสันต์ถึงเพียงนี้ ผมรู้สึกคุ้มค่าเหลือเกิน ที่ได้พยายามพาตัวเองเข้ามาร่วม "โครงการบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่" ได้สำเร็จ เพราะสิ่งที่ได้ฟังจากปากตำนานที่ยังมีชีวิต มันเปิดโลกใหม่ในจักรวาลหนังสือให้กับผม แม้ว่าผมจะเป็นคนที่ชอบถอดความหมาย อ่านความหมาย ตีความงานเขียนหรือภาพยนตร์มาตลอด แต่พอได้ฟังความหมายในเขียดขาคำ ผมก็รู้ทันทีว่าตัวเองยังเป็นเพียงเด็กน้อยในจักรวาลของวงการนักเขียน 


อีกเรื่องที่ลุงคำสิงห์ อธิบายความหมายไว้ คือเรื่อง "ชาวนากับนายห้าง" เรื่องที่พูดถึง "หมา" ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "สำริด" มันเป็นหมาธรรมดาของชาวนา แต่ด้วยความที่มีลักษณะดี สีแตกต่างจากพี่น้องในครอกเดียวกัน มันจึงถูกฝรั่งที่มาหาชาวนาเอาไปฝึก เอาไปเข้าโรงเรียนหมา แต่เพียงไม่กี่วันที่ถูกเอาไปฝึก เจ้าหมาสำริดกลับมาโดยไม่กินข้าวในถ้วยกะลาแบบเดิม ต้องกินในจานกระเบื้อง มันจะมาเล่นกับชาวนาก็ต่อเมื่อเขาแต่งชุดสวยๆดูดีตามสมัยนิยม และสุดท้ายมันก็แว้งกัดชาวนาที่เลี้ยงมันมาทั้งชีวิต 



ความหมายแท้จริงที่ลุงคำสิงห์พูดถึง หมาสำริด ... เป็นคำอธิบายที่ผมฟังแล้วแทบจะหงายหลัง ตื่นเต้นจนต้องร้องอุทานว่าโอ้โหออกมาเสียงดังลั่น ... แต่เอาเป็นว่า ไปหาอ่านแล้วตีความกันเองจะสนุกกว่านะครับ ไม่ขอเฉลยละกัน เพราะคำเฉลยอาจจะ "โหด" เกินไปหน่อย และการตีความก็คงจะสนุกสนานอย่างมากสำหรับคนชอบอ่านหนังสือ


บทสรุปที่ผมได้มาจากการไปเหยียบ "ไร่ธารเกษม" ของตำนานอย่าง "คำสิงห์ ศรีนอก" เรียบง่ายธรรมดาอย่างยิ่ง แต่เป็นความเรียบง่ายที่เกิดขึ้นได้ยาก เหมือนที่ผมเห็นชายชราที่เปี่ยมไปด้วยรังสีของนักต่อสู้ในชุดเสื้อและกางเกงสีล้วนปราศจากลวดลายใดๆ 


ผมสรุปเอาเองว่าที่ชายชราผู้นี้เป็นตำนานในงานเขียนได้เพราะเขามีความเป็น "ศิลปิน" ดูได้จากผลงานระดับสูงของเขาเป็นงานเสียดสี กระทบกระเทียบ วิพากษ์สังคม โจมตีผู้มีอำนาจอย่างรุนแรง แถมยังอยู่ในยุคที่ผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างมาก แต่งานเหล่านี้ยังสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยปรากฏการณ์แสนธรรมดาผ่านศิลปะของการใช้คำ ใช้ภาษาที่สละสลวย และการเล่าเรื่องที่ไม่ใช่การชี้หน้าด่าตรงๆ 


ผมเห็นแล้วว่า "ศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชน" ของจริงเป็นอย่างไร ... จากบุรุษผู้นี้ "คำสิงห์ ศรีนอก"



*** ยังมีอีกหนึ่งศิลปินงานเขียนที่ผมได้ไปที่บ้านของเขา ซึ่งจะนำมาถ่ายทอดต่อในงานชิ้นต่อไป "ตำนานพันธุ์หมาบ้า"


*** หมายเหตุ นี่เป็นบันทึกที่ผู้เขียนได้ไปร่วมเป็นสมาชิกอบรมในโครงการบ่มเพาะนักเขียนหน้าใหม่ รุ่นที่ 5 ของสำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม มีการอบรมรวม 6 ประเภทงานเขียน โดยมีนักเขียนชื่อดังมาเป็นพี่เลี้ยง คือประเภท เรื่องสั้น บทความ นวนิยาย กวีนิพนธ์ สารคดี และวิจารณ์วรรณกรรม