"พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์" เวทีแจ้งเกิดประเทศไทย

ผ่านพ้นไปแล้วกับศึกโมโตจีพี สนาม 15 รายการ "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์" ที่สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์


อย่างที่ทราบว่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการสองล้อชิงแชมป์โลก รายการเบอร์ 1 ของโลก ทำให้ทุกฝ่ายต้องรวมใจเป็นหนึ่ง ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี


ผมมีโอกาสได้เข้าไปร่วมเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการมอเตอร์สปอร์ตไทย เนื่องจากต้องไปรายงานความเคลื่อนไหวทุกแง่มุมของการจัดการแข่งขัน ในฐานะที่ PPTV HD 36 เป็นผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขันครั้งนี้

ระหว่างที่ทำงานที่ บุรีรัมย์ ผมมีโอกาสได้นั่งสนทนากับ เนวิน ชิดชอบ หัวเรือใหญ่ของการทำงาน ทำให้ทราบถึงความทุ่มเทในการทำงานเป็นอย่างมาก 


คุณ เนวิน เล่าให้ฟังว่า คนบุรีรัมย์ตื่นตัวกับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นอย่างมาก เพราะเป็นโอกาสที่จะทำให้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทย และจ.บุรีรัมย์ รวมถึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้คนในจังหวัด


"รถอีแต๋น" ที่ใช้ในการรับส่งก็เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของคนบุรีรัมย์ คุณเนวินเล่าว่า ตัวเค้าเองแค่คิดว่าอยากนำเสนออะไรที่เป็นไทย ความเป็นอีสาน เลยเลือกใช้รถอีแต๋นในการรับส่งคนเข้ามาในงาน 

คุณเนวิน ยืนยันว่าไม่มีค่าจ้างให้กับทุกคน แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะทำ ลงทุนหาผ้ามาแต่งรถ เอาฟางมาทำที่นั่ง เพราะต้องการให้ทุกคนประทับใจในความเป็นไทย 


รวมถึง "กูเก็บ" จิตอาสาที่มาคอยเก็บขยะตลอดการแข่งขันก็มาด้วยใจไม่มีค่าจ้างแต่อย่างใด เพียงแค่มีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้ทุกคนประทับใจ


หากพูดถึงความสำเร็จก็ต้องยอมรับว่า "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018" สอบผ่าน แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกก็ตาม 

เพราะได้รับคำชมจากต่างชาติ รวมถึง "ดอร์น่า สปอร์ต" เจ้าของลิขสิทธิ์ที่ออกปากชื่นชมว่าจัดการแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม


ความสำเร็จครั้งนี้ก็ดูได้จากตัวเลขยอดผู้ชมตลอดทั้ง 3 วันทะลุ 2 แสนคน มากที่สุดใน 15 สนามที่ผ่านมา และแซงหน้าสนามแข่งขันที่ออสเตรเลียที่มีผู้เข้าชม 206,746 คน ที่สำคัญเชื่อหรือไม่ 75% ผู้ชมเป็นคนไทย มีต่างชาติเพียง 25% เท่านั้น


ในส่วนของการบริหารการจัดการถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าจะมีปัญหาบ้างในบางจุด แต่โดยรวมถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะการนำคอนเสิร์ต หรือกิจกรรมต่างๆมาดึงดูดคนให้อยู่ต่อหลังการแข่งขันจบเพื่อลดปัญหาการจราจร จนกลายเป็นโมเดลที่สนามอื่นๆ จะนำไปใช้เป็นตัวอย่างเพื่อแก้ปัญหาการจราจรหลังแข่งเสร็จ

ก่อนหน้านี้ตอนที่ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโมโตจีพี โดยใช้งบประมาณจากรัฐจำนวน 100 ล้านบาทต่อปี มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายที่มองไม่เห็นว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรจากการเป็นเจ้าภาพ 


แต่วันนี้ลองมาดูข้อมูลจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่สรุปออกมาว่า เม็ดเงินที่หมุนเวียนในช่วงแข่งขันใน จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่รอบๆ สูงถึง 3,000 ล้านบาท!! โดยมาจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมการแข่งขัน ทีมแข่ง และทีมผู้บริหารสิทธิ์ที่ล่วงหน้ามาก่อน


ในแง่ของการประชาสัมพันธ์ จากการสำรวจ ตอนนี้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยและจ.บุรีรัมย์จากภาพ รถอีแต๋น, รถตุ๊กตุ๊ก และข้าวหมูแดง จากการทำโปรโมทการแข่งขันของ ดอร์น่า สปอร์ต 


ซึ่งหากคิดเป็นตัวเลขที่เราต้องจ่ายในการโปรโมทประเทศคาดว่าจะต้องใช้เงินมหาศาลในการทำประชาสัมพันธ์ และไม่รู้ด้วยว่าคนทั่วโลกจะรู้จักประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่

ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะเป็นคำตอบได้แล้วว่าประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโมโตจีพี จากการลงทุนเพียง 100 ล้านบาท!!


แม้ว่าภาพรวมจัดการแข่งขันจะถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ยังต้องปรับปรุงกันต่อไปใน 2 ปีที่เหลือ อย่างเช่น เรื่องที่พัก ที่เป็นปัญหาเพราะว่าในบุรีรัมย์มีที่พักไม่เพียงพอ แต่คาดว่าปีหน้าจะมีโฮมสเตย์ผุดขึ้นอีกมากแน่นอน


เช่นเดียวกับระบบขนส่ง ที่มีไม่เพียงพอกับนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนที่มาใช้ชีวิตอยู่ในบุรีรัมย์ระหว่างแข่งขัน แม้ว่าจะมีการให้คนพื้นที่มาขับแกร็ปเพื่อเพิ่มช่องทางในการบริการ แต่ว่าก็ยังไม่เพียงพอ 

อีกเรื่องที่สำคัญคือห้องน้ำ ที่ปีนี้ดูเหมือนจะลำบากพอสมควรแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างแต่โดยรวมผมก็ยังเชื่อว่า "พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์" น่าจะเป็นอีกหนึ่งในจุดหมายที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทั่วโลกอยากมาเช็กอิน และสัมผัสความอันซีนของประเทศไทย


ปัญหาคือเราจะรักษามาตรฐานในการจัดการแข่งขันไว้อย่างไร เพื่อให้ "โมโตจีพี" อยู่ในประเทศไทยไปนานๆ