SPEED เร็วกว่านรก !!



ถ้าใครอ่านชื่อคอลัมน์ในวันนี้แล้วคิดถึงหน้าเคียนู รีฟส์ และซานดร้า บูลล็อค แบบผม แสดงว่าคุณเองก็เริ่มมีอายุพอสมควรแล้วนะครับ ฮ่าๆ … สปีด เร็วกว่านรก เป็นภาพยนตร์แอคชั่นชื่อดังในช่วงปี 90 ที่แจ้งเกิดเคียนู รีฟส์ พระเอก และซานดร้า บูลล็อค นางเอกของเรื่อง จนกลายเป็นดาราชื่อดังในวงการฮอลลิวู้ดเลยทีเดียว … อ๊ะๆ พูดถึงขนาดนี้ วันนี้ไม่ได้จะมารีวิวหนังนะครับ เป็นแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลเฉยๆ ขอวิจารณ์แค่บอลก็พอ เดี๋ยวจะเหมือนคนอื่นเกินไป แค่ขอยืมชื่อหนังมาใช้ประกอบคอลัมน์ในวันนี้เฉยๆครับ



สปีด เร็วกว่านรก ที่ผมเอามาคุยในวันนี้ หมายถึง เกมโต้กลับของลิเวอร์พูลในวันที่มีซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ลงสนามพร้อมกันในเกมรุกต่างหาก เชื่อว่าทุกคนคงได้เห็นพิษสงของทั้งคู่ในเกมพบกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด กันไปแล้ว บอกได้คำเดียวว่า นี่แหละสิ่งที่แฟนคลับรอคอย !!

 

แทคติกเค้าเตอร์ แอคแทค หรือการรับแล้วโต้กลับโดยฉับพลัน ถูกคิดค้นขึ้นโดยเฮอเบิร์ต แชปแมน อดีตผู้จัดการทีมชื่อดังในยุคนั้นดีกรีแชมป์ลีกดิวิชั่น 1 4 สมัย ( 2 ครั้งกับฮัดเดอร์ฟิลด์ และ 2 ครั้งกับอาร์เซน่อล) เมื่อครั้งเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมใหม่ๆคุมนอร์ทแฮมป์ตัน ทาวน์ (ช่วง คศ 1907-12) แชปแมน เป็นคนแรกที่นำลูกทีมฝึกซ้อมด้วยแทคติกนี้ มีการบันทึกว่าเกมแรกที่แชปแมน ใช้แทคติกเค้าเตอร์ แอคแทค นั่นคือ เกมออกไปเยือนสวินดอน ทาวน์ ยอดทีมในยุคนั้น แล้วนอร์ทแฮมป์ตัน บุกไปถล่มสวินดอนถึง 1-4 จนเป็นที่โจษจันกันทั่วประเทศอังกฤษถึงแบบฉบับการเล่นฟุตบอลของแชปแมน



นับจากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาร่วม 100 ปี แทคติกเค้าเตอร์ แอคแทค ได้แตกแขนงออกไปในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้น คือ รูปแบบการเล่นที่เรียกว่า กีเก้น เพรสซิ่ง หรือ เค้าเตอร์ เพรสซิ่ง แล้วแต่ใครจะเรียกใช้ ในพรีเมียร์ลีก กุนซือที่ได้ชื่อว่าถนัดในการเล่นแทคติกแบบนี้มี 3 คน ได้แก่ เปป กวาร์ดิโอล่า, เมาริซิโอ โปเชตติโน่ และเจอร์เก้น คล็อปป์ นั่นเอง แต่แม้จะมีพื้นฐานมาจากแทคติกเดียวกัน แต่เยรายละเอียดแล้วทั้ง 3 มีการวางแผนในรายละเอียดทีต่างกันค่อยของมากทีเดียว ที่แตกต่างที่สุดก็คือ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ใช้กองหน้าตัวเป้าลงสนาม หากแต่ใช้กองกลางตัวรุกอย่างฟีร์มิโน่ เป็นตัวค้ำในแดนหน้า

 

กีเก้น เพรสซิ่ง ไม่ใช่ระบบที่ใครมาก็เล่นได้ครับ เพราะการเคลื่อนที่ทั้งเวลามีบอล และไม่มีบอลต่างต้องสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆด้วย ดังที่เราจะเห็นว่าเวลาลิเวอร์พูลบีบพื้นที่ฝั่งตรงข้าม จะมีเข้ามาบีบ 2-3 คน และจะมีคนที่คอยซ้อนอีกชั้นหนึ่ง คอยดักบอลที่อาจจะทะลุออกมา และนี่อาจเป็นเหตุผลหลักเลยที่แข้งใหม่อย่าง อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด แชมเบอร์เลน และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ยังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ ในรายของอ๊อกซ์เลด ด้วยความที่เล่นเกมรุก แถมค้าแข้งในระดับสูงมานาน อาจจะปรับตัวง่ายหน่อย แต่กับโรเบิร์ตสันเอง เจ้าตัวยังยอมรับเลยครับว่า การปรับตัวเข้ากับแทคติกทีมใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีสมาธิสูงตลอด 90 นาที



เห็นมั้ยครับว่า ด้วยระบบการเล่นเช่นนี้ การซื้อนักเตะไม่ใช่จะซื้อใครเข้ามาร่วมทีมก็ได้ หากแต่ต้องเป็นนักเตะที่มีทักษะ และความสามารถที่จะเล่นในระบบนี้จริงๆ คำว่าเล่นได้ กับ เล่นได้ดี ต่างกันแค่พยางค์เดียว แต่ผลลัพธ์อาจจะแตกต่างกันอย่างมหาศาลก็ได้ครับ

 

การซื้อตัวที่ดีที่สุดของเจอร์เก้น คล็อปป์ คงหนีไม่พ้นการกระชากตัวซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวรวมกันราว 70 ล้านปอนด์ (น้อยกว่าหลายๆทีมซื้อนักเตะคนเดียวเสียอีก) 2 คนนี้ มาเล่นในระบบที่คล็อปป์วางไว้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ดังจากที่เราได้เห็นลูกโต้กลับเร็วจากปากประตูตัวเอง ใช้เวลาทั้งสิ้น 13 วินาที ก่อนที่ลูกบอลจะไปนอนก้นตาข่ายของเวสต์แฮม หรือย้อนกลับไปในเกมที่เอาชนะอาร์เซน่อลได้ 4-0 ทั้งมาเน่และซาล่าห์ต่างก็สามารถทำประตูได้ในจังหวะโต้กลับอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากรับเป็นรุก ทุกอย่างดูง่ายดายเมื่อมีทั้งคู่ในสนาม



พูดถึงการซื้อตัวโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ต้องบอกว่าลิเวอร์พูลโชคดีมากที่ได้ซาล่าห์มาร่วมทีม ต้องให้เครดิตทีมแมวมองของสโมสรที่พยายามโน้มน้าวให้คล็อปป์มาสนใจซาล่าห์ได้สำเร็จ เพราะหากจำกันได้ เป้าหมายที่แท้จริงของคล็อปป์ในการเสริมทีมนั้น คือ จูเลี่ยน บรันท์ ของไบเออร์ เลเวอคูเซ่น และคริสเตียน พูลิซิช ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ 2 ดาวเตะจากศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ที่คล็อปป์คุ้นเคยดีต่างหาก การชวดปิดดีลนักเตะทั้ง 2 คน ทำให้ทีมแมวมองฉวยโอกาสนำเสนอซาล่าห์ ที่ทีมแมวมองเฝ้าติดตามพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยบาเซิ่ล แม้จะพลาดท่าในการล่าลายเซ็นซาล่าห์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่รอบนี้ลิเวอร์พูลไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป จัดการเช็คบิลซาล่าห์มาเป็นสมบัติของทีมได้ในที่สุด ขอบคุณคล็อปป์ด้วยที่เห็นชอบกับโปรเจคตัวแทนนี้ จนกลายมาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมในตอนนี้



ของแบบนี้ ผมเชื่อในเรื่องพรหมลิขิตนะครับ ปีก่อนถ้าใครยังจำกันได้กรณีซาดิโอ มาเน่ เองก็เช่นกัน ที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักของคล็อปป์ หากแต่เป็นมาริโอ เกิทเซ่ ต่างหากที่เป็นเป้าหมายเบอร์ 1 คล็อปป์พลาดคว้าตัวเกิมเซ่ที่ตัดสินใจย้ายจากบาเยิร์น มิวนิค กลับดอร์ทมุนต์ทีมเก่า จนคล็อปป์ต้องเบนเป้าไปหาตัวอื่น จนมาจบที่มาเน่ ในที่สุด


ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลมีทั้งซาล่าห์ และมาเน่ น่าจะมีอะไรดีดีมาให้แฟนบอลเดอะ ค็อป ได้เห็นอีกแน่นอน โดยเฉพาะกับเกมเค้าเตอร์ แอคแทค ที่เวลานี้ผ่านไป 11 เกม ลิเวอร์พูลรั้งอันดับ 1 ของทีมที่เล่นโต้กลับได้มีประสิทธิภาพได้มากที่สุด ทำไปถึง 4 ประตู มากกว่าอันดับ 2 (2 ประตู) อยู่เท่าตัวเลยทีเดียว

 

ซาล่าห์ + มาเน่ รวมพลังกัน น่าสนใจนะครับ ว่าทั้งคู่จะพาหงส์ตัวนี้บินได้สูงขนาดไหน


ต้น วโรดม    #ต้นทางฟุตบอล


AFP Photo