เปลี่ยนตัวช้า ?



ผมนั่งอ่านเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อการทำทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ มาพักใหญ่ๆ โดยเฉพาะแฟนบอลในไทยตามเฟสบุค, พันทิป หรือตามเวบบอร์ดต่างๆมานานพอสมควร มีประเด็นหลักๆจากแฟนบอลที่ผมคิดว่าน่าสนใจ อาทิเช่น คล็อปป์แก้เกมไม่เป็น, คล็อปป์ชอบเปลี่ยนตัวช้า หรือคล็อปป์ไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ดีขึ้น อะไรทำนองนี้แหละ สิ่งเหล่านี้ “กระตุ้น” ความอยากรู้อยากเห็นของผมขึ้นมาอย่างแทบจะทันที ด้วยความที่ตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็เรียนจบมาจากคณะนี้) ที่เชื่อในหลักเหตุและผล มากกว่าการพูดลอยๆ 


อย่างที่ทุกคนทราบกันดีครับ ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลมีผลงานที่ค่อนข้างน่าผิดหวังในหลายๆเกม ไม่คงเส้นคงวาเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว เมื่อวัดจากช่วงเดียวกัน (สัปดาห์ที่ 13 ) ที่ลิเวอร์พูลอยู่ที่ 2 มี 30 คะแนน ตามหลังจ่าฝูงเชลซีอยู่ 1 คะแนน (ฤดูกาลปัจจุบัน ลิเวอร์พูล อยู่ที่ 6 มี 23 คะแนน) ผลต่างคะแนนที่มากถึง 7 คะแนน ย่อมทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ ว่าแล้วก็ ลองเปิดคอมพิวเตอร์หาข้อมูลดูครับ ถ้าไม่มองแบบตารางคะแนนเป็นรายสัปดาห์ แต่มองเป็นการเทียบผลการแข่งขันแบบนัดต่อนัดหล่ะ ผลลัพธ์มันจะยังคงแย่เหมือนเดิมไหม ลองมาดูกันครับว่า สิ่งที่ผมพบ คืออะไร




ลิเวอร์พูลทำผลงานได้แย่ลง จริงหรือ ??


ถ้าตอบแบบดูจากตารางคะแนน ก็ต้องตอบว่าใช่ครับ ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอยู่พอสมควร โดยเมื่อจบสัปดาห์ที่ 13 ลิเวอร์พูลมีผลต่างคะแนนจากฤดูกาลก่อนถึง 7 คะแนน (23 ต่อ 30) ประตูได้เสียต่างกัน 11 ประตู (+7 กับ +18) แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนจากการเทียบตารางในแต่ละสัปดาห์มาเป็นเทียบผลการแข่งขันเป็นรายทีม คำตอบจะเปลี่ยนไปทันที เมื่อลิเวอร์พูลสามารถเก็บคะแนนในฤดูกาลนี้ได้มากกว่าฤดูกาลที่แล้วครับ



จากตารางที่ผมรวบรวมขึ้น จะเห็นได้ว่าฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลสามารถเก็บคะแนนจากโปรแกรมการแข่งขันเดียวกันกับเมื่อฤดูกาลก่อนได้มากกว่า 3 คะแนนด้วยกัน (23 ต่อ 20) เช่นเดียวกับผลต่างประตูได้เสียก็ดีกว่า 2 ประตู (+7 กับ +5) โดยแม้ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลจะทำผลงานเวลาเจอกับทีม “ท็อป 6” ไม่ดีเทียบเท่า(ฤดูกาลก่อนไร้พ่าย) แต่สิ่งหนึ่งที่ลิเวอร์พูลพัฒนาขึ้นมาจากฤดูกาลที่แล้ว ก็คือ ผลงานเวลาเจอกับทีมในโซนตกชั้น (ตัวอักษรแดง) ที่ลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งถ้าหากจะมองละเอียดลงไปอีกถึงตารางคะแนนในตอนนี้ ลิเวอร์พูลสามารถทำผลงานได้ดีกับทีมครึ่งล่างของตาราง (อันดับ 11-20) โดยลงสนามพบกับทีมจากครึ่งล่างไปแล้ว 5 เกม ชนะ 4 เสมอ 1 ลบภาพจากฤดูกาลก่อนที่บอกว่าลิเวอร์พูลมักจะเก่งกับทีมใหญ่ๆ และพ่ายแพ้ให้กับทีมเล็กๆได้ดี 


เมื่อเขยิบการโฟกัสตารางคะแนนขึ้นมาอีกนิด สถิติการเล่นกับทีมนอก “ท็อป 6” ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลทำได้ดี ยังไม่แพ้ใคร ชนะ 5 เสมอ 3 ซึ่งถ้าลิเวอร์พูลยังรักษาฟอร์มแบบนี้เอาไว้ได้ ช่วงบ็อกซิ่งเดย์ที่จะถึงนี้ จะเป็นช่วงเวลาในการโกยคะแนนของลิเวอร์พูลเพื่อลุ้นไล่จี้จ่าฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลยทีเดียว เพราะอีก 9 นัดถัดไปจากนี้ ลิเวอร์พูลจะพบกับทีมที่อันดับอยู่นอก “ท็อป 6” ถึง 8 ทีมเลย (มีเกมเยือนอาร์เซน่อล ที่ไม่เข้าพวก) ก่อนที่จะกลับมาเปิดบ้านแก้แค้น แมนฯซิตี้อีกครั้ง ในช่วงกลางเดือนมกราคม ... ถึงเวลานั้น เราก็จะได้รู้กันแล้วว่า เป้าหมายในการลุ้นแชมป์ของลิเวอร์พูลจะยังคงอยู่หรือไม่ ??




เจอร์เก้น คล็อปป์ จอมโรเตชั่น



หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมคล็อปป์ถึงพักซาดิโอ มาเน่ กับโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ 2 นักเตะเกมรุกตัวหลักไว้บนม้านั่งสำรองเกมพบกับเชลซี รวมไปถึงจอร์จินโญ่ ไวจ์นาลดุม ด้วย จริงๆแล้วมันก็มีที่มาที่ไปพอที่จะเข้าใจได้ครับ อย่างที่คล็อปป์ให้สัมภาษณ์หลังเกมกับเชลซีว่า สิ่งที่เขาทำนั้น คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม ผู้เล่นอย่างอ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน และดาเนียล สเตอริดจ์ ที่เป็นอะไหล่มีความสามารถมากพอที่จะรับมือได้ ซึ่งอ็อกซ์เลดก็แสดงให้ได้เห็นแล้วจากจังหวะจ่ายให้โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ พังประตูขึ้นนำ 1-0 บวกกับสามารถช่วยเกมรับได้ดี เพราะเคยเป็นวิงแบ็คมาก่อนสมัยอยู่กับอาร์เซน่อล เช่นเดียวกับเจมส์ มิลเนอร์ ที่ลงมาแทนไวจ์นาลดุมเอง ก็เคยเล่นทั้งแบ็คซ้ายและขวามาก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนทีมด้วยเรื่องของการเน้นแทคติกก็ฟังดูสมเหตุสมผลครับ แต่ยังมีเรื่องราวที่คล็อปป์ไม่ได้บอกไว้ในบทสัมภาษณ์อีก นั่นก็คือ จำนวนเกมที่ลิเวอร์พูลลงเล่นไปแล้วในเวลานี้ โดยนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2017/18 (12 สิงหาคม) เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลต้องลงสนามไปแล้วกว่า 21 เกมด้วยกัน !! 21 เกมในระยะเวลา 3 เดือนครึ่ง (ยังขาดเกมคืนนี้ นับรวมก็ 22) เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน ลิเวอร์พูลลงสนามไปแค่ 16 เกม เท่านั้น (ต่างกัน 5 เกม) ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลาที่เรียกว่า “บ็อกซิ่งเดย์”



ในช่วง “บ็อกซิ่งเดย์” หรือเทศกาลแกะกล่องของขวัญ เป็นช่วงที่ปราบเซียนของวงการฟุตบอลอังกฤษมากที่สุด เพราะจะมีโปรแกรมลงเล่นติดๆกันแบบแทบไม่ได้พักเลยทีเดียว ปีนี้ ลิเวอร์พูลจะต้องลงเล่น 13 เกม ในระยะเวลาเพียง 45 วัน (เริ่มนับตั้งแต่หลังจากเบรกทีมชาติที่ผ่านมา) โดยเฉพาะช่วง 2 ธันวาคม – 1 มกราคม ลิเวอร์พูลมีโปรแกรมเตะถึง 9 เกมด้วยกัน !! 


แบบนี้จะไม่ให้ถนอมผู้เล่นได้อย่างไร ??


ฤดูกาลนี้ผ่านมา 21 เกม เจอร์เก้น คล็อปป์ จึงคิดใหม่ทำใหม่ จัดการโรเตชั่นนักเตะมันทุกนัด ตลอด 21 เกม มีแค่เกมกับวัตฟอร์ด และเกมที่พบกับฮอฟเฟ่นไฮม์ เลกแรก เท่านั้น ที่ลิเวอร์พูลใช้ผู้เล่น 11 ตัวจริงชุดเดิมซ้ำกัน ที่เหลือต้องมีอย่างน้อย 1 ตำแหน่งที่เปลี่ยนแปลงเสมอ (มินโญเล่ต์ – คาริอุส และ เทรน อาร์โนลด์ – โจ โกเมซ ในบอลถ้วย)



ลิเวอร์พูลมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว เมื่อนักเตะตัวหลักบาดเจ็บ + ไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ลงเล่นทุกรายการไป 12 เกม ชนะได้แค่ 4 เกม (ในลีก 1) แพ้ถึง 6 ตกรอบทั้งลีก คัพ และเอฟเอ คัพ นี่คือสิ่งที่คล็อปป์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในปีนี้


กวาดตาดูจำนวนเกมที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เป็นนักเตะที่ลงสนามให้กับทีมมากที่สุด 19 เกม (จาก 20 เกม นับถึงก่อนเกมพบเชลซี) การดรอปซาล่าห์ที่กำลังฟอร์มฮอตเวลานี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ยังไงถ้าสมบูรณ์ก็ต้องเห็นซาล่าห์ลงสนามให้กับทีม ตรงนี้อาจจะน่าเป็นห่วง แต่จากสถิติการค้าแข้งของซาล่าห์อย่างน้อยก็ทำให้กองเชียร์และทีมงานเบาใจได้ เพราะซาล่าห์เป็นผู้เล่นที่มีความฟิตสูง และไม่มีประวัติอาการเจ็บรุนแรงมาก่อน ตลอดอาชีพการค้าแข้ง และซาล่าห์เพิ่งได้พักเต็มๆไป 2 สัปดาห์ หลังจากขอถอนตัวจากทีมชาติด้วยเหตุผลว่าอยากพักผ่อน หลังกรำศึกทีมชาติมานาน สภาพความฟิตของซาล่าห์ตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอะไร


ผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุดรองลงมา (18 เกม) มีด้วยกัน 3 คน ... ใช่ครับ 2 ใน 3 นั้น คือ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นาลดุม ที่โดนดรอปไปในเกมพบเชลซีนั่นเอง ขณะที่อีกคน คือ โจเอล มาตีป กองหลังที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บและไม่ได้ลงสนามในเกมลีกที่พบกับเซาท์แฮมป์ตันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า


นอกจากจะเปลี่ยนตัวเพื่อปรับแทคติกแล้ว อีก 1 ประเด็นที่สำคัญ คือ คล็อปป์ต้องการ “ถนอม” ร่างกายของผู้เล่นตัวหลักด้วย


ถ้ายังจำช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วได้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ คนนี้นี่แหละ ที่แทบจะสิ้นสภาพนักฟุตบอลจากโปรแกรมการเล่นที่อัดแน่นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ช่วงท้าย ฟีร์มิโน่ แทบไม่ได้ซ้อมเลย จากการบอกเล่าของคล็อปป์ เพราะต้องเก็บแรงไว้ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล เพื่อลุ้นติดท็อป 4 ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คล็อปป์คงไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับดาวยิงหมายเลข 9 คนนี้ ผู้ซึ่งลงสนามในระยะเวลา 3 เดือนครึ่งที่ผ่านมา เท่ากับครึ่งหนึ่งของจำนวนเกมที่ลงสนามทั้งหมดในฤดูกาลก่อน


ส่วนซาดิโอ มาเน่ นี่คือ กำลังสำคัญที่สุดของทีมอีกคนที่ทีมขาดไม่ได้ การลงเล่นติดๆกัน 1 เกม ต่อ 3 วัน จึงเป็นเรื่องที่คล็อปป์อาจจะอยากให้เลี่ยงเพื่อให้มีเวลาพักฟื้นเต็มที่ ตรงนี้คิดว่าน่าจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด



ด้วยขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น จนมีนักเตะที่สามารถทดแทนตำแหน่งกันได้แบบพอฟัดพอเหวี่ยงทำให้คล็อปป์เลือกที่จะไว้ใจผู้เล่นคนอื่นๆ แล้วพักตัวหลักเอาไว้ฟัดยาวๆในช่วงเทศกาล ซึ่งก็ต้องบอกว่า การเสี่ยงของคล็อปป์เกือบทำสำเร็จแล้ว ถ้าไม่โดนลูก “โชคดี” ของเชลซี เล่นงานตีเสมอก่อนหมดเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น


เกมกับเชลซีอาจจะสำคัญก็จริง แต่ไม่มีประโยชน์เลยถ้าทีมจะทุ่มเต็มที่แล้ว มีนักเตะบาดเจ็บ หรือนักเตะล้า จนไม่สามารถเอาชนะในเกมที่ควรจะต้องเอาชนะได้แน่ๆ อย่างการเจอทีมที่อยู่ต่ำกว่า “ท็อป 6” (อย่างที่พูดไปข้างต้นฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลค่อนข้างชัวร์เวลาเจอทีมเล็ก) หรือเกมชี้ชะตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดสุดท้าย (ชนะหรือเสมอเพื่อเข้ารอบ)


จริงๆเรื่องโรเตชั่น ทีมใหญ่ในตอนนี้ทำกันทุกทีมครับ อย่างเชลซีก่อนมาเจอเราก็เพิ่งโรเตชั่นเปลี่ยนนักเตะแทบยกชุดในเกมยุโรปกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือ แมนฯซิตื้ ที่แทบจะไม่ใช้นักเตะซ้ำลงสนามเลยในแต่ละเกม ถ้าใครเล่นแฟนตาซี พรีเมียร์ ลีก จะทราบดีว่า เปป กวาร์ดิโอล่า นั้นเขี้ยวลากดินขนาดไหน กุน อเกวโร่ เฆซุส ลงสนามสลับกันเพลินเลย


ในท็อป 6 นี้จะมียกเว้นก็แค่ ท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ นี่แหละครับที่ใช้ชุดเดิมมากกว่าใคร และตอนนี้เราก็ได้เห็นกันแล้วว่านักเตะเริ่มมีอาการล้าจากการลงสนาม จนเล่นไม่ออก หรือบาดเจ็บกันไปบ้างแล้ว ฟอร์ม 2 เกมหลังในลีกก็ไม่สู้จะดีนัก เสมอ 1 แพ้ 1 เก็บได้แค่ 1 คะแนน มีโอกาสร่วงตกท็อป 6 ไปนอนก้นอยู่ที่ 7 หากลิเวอร์พูลและเบิร์นลี่ย์เอาชนะคู่แข่งได้ในคืนนี้


ชนะ ลิเวอร์พูลมา 4-1 อาจจะได้แค่สะใจ แต่อันดับในตารางคะแนนไม่ไหว ก็ไม่ดีนะครับ




คล็อปป์เปลี่ยนตัวช้า


นี่เป็นเรื่องที่เป็น “ประเด็นร้อน” ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านเลยก็ว่าได้ หลายๆคนติดใจกับการเปลี่ยนตัวของคล็อปป์ในฤดูกาลนี้ ว่าทำไมถึงเปลี่ยนตัวช้านัก ไม่แก้เกมหรือไง ทำไมชอบลากนักเตะให้อยู่ในสนามนานที่สุด แทนที่จะเอานักเตะสดๆลงมา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผมเอง ผมเลยไปรวบรวมสถิติการเปลี่ยนตัวของคล็อปป์ในฤดูกาลนี้นับเฉพาะในลีกมาให้ได้ชม และวิเคราะห์กันครับว่า คล็อปป์ เปลี่ยนตัวช้า จริงหรือไม่ ??? 



จากในรูป ผมรวมรวมเอาการเปลี่ยนตัวของคล็อปป์ตลอด 13 เกมที่ลงเล่นในลีกฤดูกาลนี้ มาลงในตาราง excel โดยตลอด 13 เกม คล็อปป์มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นระหว่างทำการแข่งขันทั้งหมด 38 ครั้ง จาก 39 ครั้ง ที่สามารถทำการเปลี่ยนตัวได้ โดยช่วงระยะเวลาที่คล็อปป์มักจะเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนแรก คือ ช่วงนาทีที่ 67 ครับ ถามว่าช้าไปมั้ย ในความรู้สึกผมไม่ช้า และไม่เร็ว ครับ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเราวัดด้วยอะไร เมื่อครู่ผมบอกว่าผมใช้ความรู้สึกจากการดูฟุตบอลมานาน แต่ถ้าจะให้เที่ยงตรง ก็ต้องมีมาตราวัดครับ นั่นคือ ต้องเอาไปเทียบกับค่าเฉลี่ยนาทีของการเปลี่ยนตัวของทุกทีมในลีก 20 ทีม ซึ่งผมขอผ่านฮะ มันถึกเกินไป แต่ถ้ามีใครอยากรู้แล้วทำต่อ ผมจะยินดีเป็นอย่างมากครับ กลับมาเข้าเรื่องต่อ หลังจากเปลี่ยนคนแรกแล้ว ค่าเฉลี่ยนาทีที่คล็อปป์มักจะเปลี่ยนผู้เล่นคนที่ 2 จะเป็นอีก 10 นาทีต่อมาครับ คือช่วงนาทีที่ 77 ส่วนการเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนสุดท้าย มักจะเกิดขึ้นในช่วงแถวๆนาทีที่ 84 ครับ


เกมกับเชลซี ถ้าเราใช้ค่าสถิตินี้เป็นตัววัด ก็ต้องยอมรับว่านอกจากจีนี่ ไวจ์นาลดุม ที่ลงสนามมาในนาทีที่ 66 (หลังขึ้นนำเชลซี 1-0) แล้ว อีก 2 คนที่เหลือ ถึงแม้คล็อปป์จะบอกว่าต้องการส่งลัลลาน่าลงสนามมาก่อนที่เชลซีจะได้ประตูตีเสมอ (นาที 85) แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนตัวที่สายเกินไปถ้าวัดจากค่าเฉลี่ยสถิติของทีมครับ ซึ่งถ้าหากคล็อปป์ยึดเอาตามสถิติของทีมแล้วเปลี่ยนลัลลาน่าลงมาในแถวช่วงนาทีที่ 77 ผลลัพธ์ก็อาจจะแตกต่างไปจากเดิมหรือเหมือนเดิมก็ได้ครับ อันนี้ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะมันไม่เป็นเรื่องที่เราไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนั่นเอง


อีกประเด็นที่ผมสังเกตแล้วเจอ นั่นคือ การเปลี่ยนตัวของคล็อปป์ไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของทีมสักเท่าไหร่ มีแค่ 3 เกมเท่านั้น (จาก 13 เกม) ที่เปลี่ยนตัวสำรองลงไปแล้วผลการแข่งขันเปลี่ยนแปลง แต่แค่เกมเดียวเท่านั้นครับที่เป็นการพลิกจากเสมอแล้วกลับมาชนะ (ชนะคริสตัล พาเลซ 1-0 โซลันกี้ ตัวสำรองลงไปจ่ายให้มาเน่ยิง) ที่เหลืออีก 2 เกม คือ การพลิกจากเกือบชนะกลายเป็นเสมอ (นำวัดฟอร์ด 3-2 โดนตีเสมอทดเวลาบาดเจ็บ) กับนำเชลซี 1-0 (โดนวิลเลี่ยนเปิดผิดเหลี่ยมเข้าตีเสมอ) ที่เหลือเป็นการเปลี่ยนตัวที่ไม่ทำให้ผลการแข่งขันเปลี่ยนแปลงแทบทั้งสิ้น



ทั้งหมดนี้เป็นการใช้สถิติเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เนตว่า ตกลงแล้วลิเวอร์พูลฟอร์มแย่กว่าฤดูกาลก่อน จริงหรือไม่ ? เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัวช้าจริงหรือ ? รวมไปถึงอธิบายแนวคิดในการโรเตชั่นทีมของคล็อปป์ ตามที่ผมเข้าใจ แน่นอนว่า เราสามารถตอบคำถามในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้วได้ แต่มันไม่สามารถตอบคำถามอนาคตได้ ทีมฟุตบอลจะดีได้ ไม่ใช่แค่สตาฟฟ์โค้ช นักเตะ หรือบอร์ดเท่านั้น มันรวมถึงกำลังใจจากแฟนฟุตบอลด้วยครับ และผมเองก็ยังเชื่อมั่นว่า ลิเวอร์พูล และเจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ร่วมกันครับ


You’ll never walk alone ครับ สัปดาห์หน้า พบกับ #ต้นทางฟุตบอล สดจากสนามแอนฟิลด์ เดี๋ยวจะเก็บตกบรรยากาศเกมตัดสิน ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบ สปาร์ตัก มอสโก มาฝากแฟนๆกันครับ




ต้น วโรดม 

#ต้นทางฟุตบอล 

https://www.facebook.com/tontangfootball


AFP Photo