เก้าอี้ดนตรี



1 กุมภาพันธ์ ... แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 2 ทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 4 อย่างลิเวอร์พูล และอันดับ 5 อย่างท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ อยู่ 6 และ 8 คะแนนตามลำดับ โอกาสในการตีตั๋วรับประกันที่ 2 สดใส


13 กุมภาพันธ์ ... แม้แมนฯยูไนเต็ดยังคงอยู่ที่ 2 เช่นเดิม แต่ความพ่ายแพ้ 2 จาก 3 เกมล่าสุด ทำให้ในเกมต่อไป หากตัวเองไม่ชนะ อาจจะต้องสูญเสียอันดับ 2 ที่ครองมาตลอดเกือบทั้งฤดูกาลให้กับลิเวอร์พูลหรือเชลซี ทีมใดทีมหนึ่งก็เป็นได้


ฟุตบอลมันก็แบบนี้แหละครับ ตราบใดที่นกหวีดการแข่งขันยังไม่เป่าจบเกม เราไม่สามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้เลยจริงๆ



ย้อนกลับไปในช่วงโค้งสุดท้ายของการซื้อขายตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา การประกาศคว้าตัวอเล็กซิส ซานเซช มาจากอาร์เซน่อลของแมนฯยูไนเต็ด สร้างกระแสฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีได้มากเลยทีเดียว ทุกคนทราบคุณภาพของปีกชาวชิลีคนนี้เป็นอย่างดี นี่คือผู้เล่นระดับโลก การมาเสริมทีมของอเล็กซิสทำให้แมนฯยูไนเต็ด ยกระดับการเล่นไปอีกระดับ แน่นอนว่าหลายๆคนอาจจะฝันถึงการที่ชนะรวดในโปรแกรมที่เหลืออยู่ รวมไปถึงถ้วยรางวัลใดรางวัลหนึ่งในฤดูกาลนี้

 

ตรงกันข้ามกับลิเวอร์พูล ที่ปิดตลาดนักเตะแบบทำแฟนฟุตบอลหัวร้อนไปตามๆกัน หลังกลั้นใจขายฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งออกจากทีมไป แล้วไม่ได้ซื้อใครเข้ามาทดแทน มีเพียงแค่เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกเท่านั้นที่ทีมคว้ามาเสริมเกมรับ อันนี้ก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับกองเชียร์ลิเวอร์พูล และยิ่งทีมคู่แข่งทีมอื่นเสริมทีมด้วยบิ๊กเนมกันให้ขวัก ไม่แปลกใจที่แฟนบอลจะหัวร้อนและเริ่มมองว่าอาจจะเป็นทีมตัวเองที่จะหลุดจากท็อป 4 ในฤดูกาลนี้ เพียงเพราะไม่เสริมนักเตะเหมือนทีมคู่แข่ง



ากวันนั้น ถึงวันนี้ 13 วันผ่านไป ... ลิเวอร์พูลกำลังจะแซงแมนฯยูไนเต็ดขึ้นเป็นที่ 2 อย่างน้อยๆก็ 24 ชั่วโมง หากสามารถเปิดบ้านเอาชนะเวสต์แฮมได้ ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไป ว่าแล้วก็ขอขายของเลยว่า เกมลิเวอร์พูล ปะทะ เวสต์แฮม นี้ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 จะถ่ายทอดสดให้กับทั้งกองเชียร์ กองแช่ง ได้รับชมกันอย่างชัดๆ แน่นอน เสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ นี้ เข้ารายการ 3 ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป


กลับมาที่ผลงานของทั้ง 2 ทีม นี่แหละครับที่เค้าเรียกว่า ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง ...


ทีมเสริมตัวดี ไม่จำเป็นต้องเล่นดีเสมอไป ทีมที่ไม่ได้เสริมทีม หรือเสริมน้อยจนไม่ถูกใจแฟนฟุตบอล ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะทำผลงานระดับมาสเตอร์พีชไม่ได้

เรื่องแซงหรือไม่แซง ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไปครับ เรามาว่ากันเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากันดีกว่า จังหวะดีทีเดียวที่ลิเวอร์พูลและแมนฯยูไนเต็ดได้เตะวันเดียวกัน แถมเวลาเตะก็ต่อกันอีกต่างหาก เลยมีโอกาสได้นั่งชมฟอร์มการเล่นของทั้ง 2 ทีมไปในตัว หลังจากเมื่อวันเสาร์ได้ชมเกม “ลอนดอน ดาร์บี้แมทซ์” ระหว่างสเปอร์ส พบ อาร์เซน่อล มาแล้ว เท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ดูทีมลุ้น “ท็อป 4” ลงเล่นเกือบครบทุกทีม จะมีพลาดก็แค่เกมเชลซี ที่ลงเล่นในคืนวันจันทร์ อันนี้ได้ดูแต่ไฮไลท์ พร้อมไปกับบทวิเคราะห์จากทางต่างประเทศ ก็ถือว่าพอถูไถได้ละกันเนอะ


ไปๆมาๆ ทีมที่น่ากลัวเวลานี้ไม่ใช่แมนฯยูไนเต็ด หรืออาร์เซน่อล ที่เสริมตัวโหดๆ กลับกลายเป็นสเปอร์สมากกว่าที่ยิ่งเล่นยิ่งเหมือนมีออร่าเปล่งประกายออกมา 3 เกมล่าสุดพวกเขาต้องเจอคู่แข่งอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และคู่ปรับตลอดการณ์อย่าง อาร์เซน่อล แต่กลับทำผลงานได้อย่างดีเกินคาด เก็บได้ 7 คะแนน จาก 9 คะแนนเต็ม ยังเกาะกลุ่มไม่ยอมให้อันดับ 4 ฉีดหนีออกไปง่ายๆ ดูแล้วสเปอร์สถ้าไม่แพ้ภัยตัวเอง ฟอร์มหลุดไปเสียเฉยๆโอกาสในการติดท็อป 4 ก็ดูเป็นไปได้อยู่ครับ แต่ต้องโหดแบบเสมอต้นเสมอปลายนะ ไม่ใช่เล่นดีกับทีมใหญ่ เล่นกระจอกกับทีมเล็ก แบบนี้ไม่ได้

 

เช่นเดียวกับลิเวอร์พูล ที่ดูเหมือนจะออกอ่าวออกทะเลไป หลังเกิดยางแตกแพ้ 2 เกมติดต่อกันทั้งในลีกกับสวอนซี และเอฟเอ คัพ กับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมาเข้าฟอร์ม ชนะ 2 จาก 3 เกมลีกล่าสุด และควรจะเป็นชนะ 3 ด้วยซ้ำ หากไม่แพ้ภัยกรรมการ จอห์น มอสส์ และผู้ช่วยอย่าง เอ็ดดี้ สมาร์ท แต่หากจะถามว่าลิเวอร์พูลเล่นดีมั้ย แฟนๆที่ดูอยู่สนามหรือทางหน้าจอทีวีคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ จริงครับที่ลิเวอร์พูลเล่นแบบกระท่อนกระแท่น ดูมีจุดอ่อนตรงนั้น ตรงนี้เต็มไปหมด แต่ก็สามารถเก็บคะแนนจากทีมนั้นทีมนี้ได้มาเรื่อยๆ การเข้าฟอร์มของ ลอริส คาริอุส ต้องบอกว่าถือเป็นข่าวดีของทีมอย่างแท้จริง เอาตรงๆเลยถ้าเล่นได้แบบ 2-3 เกมล่าสุดไปตลอดจนจบฤดูกาล ลิเวอร์พูลคงได้ลุ้นอะไรมากขึ้นอีกเยอะ ทุกวันนี้เดอะ ค็อปไม่เคยลุ้นให้ทีมไม่เสียประตูเลย ลุ้นอย่างเดียวให้กองหน้ายิงได้มากกว่าที่เสียไปเท่านั้น ดังนั้นหากคาริอุสสามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนายทวารที่เชื่อใจได้ นี่เหมือนกับการเสริมทีมครั้งใหญ่ของลิเวอร์พูลเลยทีเดียว



พูดถึงลิเวอร์พูลแล้ว จะไม่พูดถึงฟอร์มการเล่นของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ 2 กองหน้าที่ช่วยกันยิงไปคนละ 1 ประตูในเกมบุกไปเอาชนะทีม “นักบุญ” เซาท์แฮมป์ตัน ถึงรังเซนต์ แมรี่ สเตเดี้ยมก็ไม่ได้  เป็นประตูที่ 22 ในเกมลีกของซาล่าห์ในฤดูกาลนี้ ไล่บี้ดาวซัลโวกับแฮรี่ เคน ดาวยิงจากสเปอร์สได้อย่างคู่คี่สูสีมาก (เคน 23 ประตู) ลูกยิงของซาล่าห์ด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 42 ทำให้ซาล่าห์ทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงประตูด้วยเท้าซ้ายสูงที่สุดต่อ 1 ฤดูกาล เทียบเท่ากับร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตดาวยิงจากค่ายหงส์แดงเช่นกันที่ทำเอาไว้ 19 ประตู เมื่อฤดูกาล 1994/95 หมายความว่าหากซาล่าห์สามารถยิงประตูด้วยเท้าซ้ายเพิ่มอีก 1 ประตู จาก 11 เกมที่เหลือในฤดูกาลนี้ ซาล่าห์จะยึดสถิติของฟาวเลอร์ กลายเป็นเจ้าของสถิติใหม่ทันที นอกจากสถิติเท้าซ้ายที่ว่าแล้ว ซาล่าห์ยังลุ้นสถิติเป็นผู้เล่นลิเวอร์พูลที่ยิงประตูได้มากที่สุดต่อ 1 ฤดูกาลอีกด้วย โดยสถิติเดิมหากนับเฉพาะช่วงที่เปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีกแล้วเป็นของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (อีกแล้ว) ที่ทำเอาไว้ 36 ประตูในฤดูกาล 1995/96 ก็น่าสนใจว่าซาล่าห์จะทำลายสถิติที่อยู่มานานเหล่านี้ได้หรือไม่



มาดูทางด้านบ็อบบี้ ฟีร์มิโน่ กันบ้าง ทำประตูที่ 20 ของตัวเองในฤดูกาลนี้รวมทุกรายการ ขาดอีกเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น เจ้าตัวจะทำสถิติเท่ากับสถิติสูงสุดที่เจ้าตัวเคยทำได้สมัยค้าแข้งอยู่ในเยอรมันกับฮอฟเฟ่นไฮม์ คงไม่ยากเกินไปที่จะทำได้สำหรับฟีร์มิโน่แน่นอน และนี่จะเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในการค้าแข้งของแข้งบราซิเลี่ยนวัย 26 ปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย



ตอนนี้ภาวนาอย่างเดียว คือ ขอให้ทั้งคู่ รวมไปถึงผู้เล่นคนอื่นอย่ามีอันต้องบาดเจ็บหรือติดโทษแบนใดๆจนถึงสิ้นฤดูกาลเลย โชคดีที่ลิเวอร์พูลตกรอบเอฟเอ คัพไปแล้ว ทำให้สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้พวกเขาจะได้พัก ไม่มีโปรแกรมลงทำการแข่งขัน


ได้พักในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้ ผมถือว่า เป็นโชคดีในความโชคร้ายที่ตกรอบเอฟเอ คัพ ไปก่อนหน้านี้นะ


ทำสมาธิ ซ้อมให้ถึงเพื่อลุยกับเวสต์แฮม ในเกมที่ชนะแล้วจะได้ขึ้นอันดับ 2 ทันที


ทำเป็นเล่นไปนะครับ ถึงเวลาวันที่ 10 มีนาคม เกม “บิ๊กแมทช์” แมนฯยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล อาจจะเป็นเกมที่มีเดิมพันด้วยอันดับ 2 ก็เป็นได้นะ

 

ถึงเวลานั้น หวังว่าเราคงได้เห็นเกมบุกเพื่อแย่ง “เก้าอี้ดนตรีเบอร์ 2” จากทั้ง 2 ทีม นะ



ต้น วโรดม    #ต้นทางฟุตบอล


AFP Photo