ทีมของคล็อปป์



การเป็นคนไล่กับคนถูกไล่นี่เหนื่อยต่างกันเอาเรื่องอยู่นะครับ


หลังจากลิเวอร์พูลเอาชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็แซงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปอยู่ที่ 2 ได้อีกครั้ง ครั้งนี้นานกว่าครั้งก่อนหน่อยเพราะกว่าแมนฯยูไนเต็ดจะลงสนามก็กินเวลา 2 วันต่อมา แน่นอนว่า ระยะเวลา 2 วันที่ว่า แฟนลิเวอร์พูลก็จะเสียงดังกันหน่อยๆ เปิดกง เปิดการ์ดกันเป็นที่สนุกสนาน โดยไม่มีมีเสียงตอบรับจากปลายทางที่ท่านเรียกแต่อย่างได ฮ่าๆ


2 สัปดาห์ก่อนกับเชลซี แมนฯยูไนเต็ดก็ต้องทำหน้าที่ผู้ไล่ล่าหลังโดนลิเวอร์พูลที่เตะก่อน 1 วัน แซงขึ้นไปก่อน เช่นเดียวกันกับเกมเมื่อคืนที่ก่อนเกมแมนฯยูไนเต็ดลงสนามในฐานะทีมอันดับที่ 3 และเหมือนหนังม้วนเดิมเมื่อแมนฯยูไนเต็ด ถูกคู่แข่งออกนำไปก่อนทั้ง 2 เกม !!  พอโดนปุ๊บ นั่นแหละแต่ละคนถึงได้สติกลับมาเล่นฟุตบอลในแบบฉบับของตัวเองได้ จนไล่แซงเอาชนะได้ในบั้นปลาย


ในความรู้สึกผม ทั้งเชลซี และคริสตัล พาเลช ต่างก็เป็นเหยื่อของความกลัวที่จะเสียอันดับ 2 ของแมนฯยูไนเต็ด และยิ่งเป็นการเสียให้กับคู่ปรับอย่างลิเวอร์พูลนี่ยิ่งเป็นอะไรที่ยอมไม่ได้ไปกันใหญ่ ว่าแล้วพวกเขาก็ยอมทิ้งรถบัสคันโปรด ทำสิ่งที่แฟนบอลอยากเห็น เปิดเกมรุกแลกใส่คู่แข่ง จนบี้เอาชนะได้ในที่สุด


ในฐานะของแฟนลิเวอร์พูล ผมเองเสียดายนะ อุตส่าห์ยึดที่ 2 มาได้ตั้ง 2 ครั้ง แถมแต่ละเกมแมนฯยูไนเต็ดก็โดนนำก่อนด้วย ไม่น่าจะกลับมาได้เลย แต่ในฐานะของแฟนฟุตบอล แดงเดือดรอบนี้ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ถ้าเกิดลิเวอร์พูลออกนำได้ก่อนแบบที่เชลซีและคริสตัล พาเลช ทำได้ มูรินโญ่พร้อมทิ้งรถบัส แล้วเปิดเกมบุกไล่ล่าลิเวอร์พูลแบบไม่มียั้งแน่นอน ซึ่งถือว่าจะเป็นกำไรของแฟนบอลอย่างแท้จริง แก้ตัวจากแดงเดือด เกมแรกที่เสมอกันไปอย่างจืดชืด


เห็นแบบนี้แฟนบอลทีมอื่นถ้าอยากดูบอลมันอย่างเอาใจช่วยลิเวอร์พูลกันนะครับพี่น้อง ... เสาร์ที่ 10 มีนาคม เวลาดี ทุ่มครึ่ง พีพีทีวีเอชดี ช่อง 36 ถ่ายทอดสด หรือถ้าไม่อยากดูบอลคนเดียว มาเลย จอยักษ์ที่ลานเซนทรัลเวิลด์ยินดีต้อนรับทุกคนครับ ผมเองก็จะไปดูจอยักษ์ที่นั่นด้วยเช่นกัน



จำไว้ครับ เสาร์ที่ 10 มีนาคม ใครสะดวกเชิญมาดูบอลด้วยกันหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ครับ ....


กลับมาที่เรื่องที่จั่วหัวไว้วันนี้กันครับ ดูเหมือนว่าตอนนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเจอทีมลิเวอร์พูลชุดที่ใช่สำหรับตัวเองแล้ว 


หลังจากแพ้สเปอร์ส 4-1 ที่เวมบลีย์ไปอย่างหมดรูป เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปีก่อน จนเจอร์เก้น คล็อปป์ต้องปิดห้องไล่เฉ่งลูกทีมยับแทบทุกตำแหน่ง หลังจากนั้นดูเหมือนลิเวอร์พูลจะดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ถ้านับเฉพาะในลีก 20 เกม พวกเขาชนะถึง 14 เสมอ 5 และแพ้แค่ 1 ยิง 53 ประตู ไม่เสียประตูให้คู่แข่งถึง 9 เกม ด้วยกัน มีเพียงแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงทีมเดียวเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีกว่า 


ถ้าจำกันได้ หลังเกมแพ้สเปอร์ส มีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลของทีมบางกลุ่ม ให้ทีมถึงขั้นปลดโค้ชกันเลยทีเดียว หลายๆคนคิดว่าไอเดียของคล็อปป์มันเอามาใช้กับลิเวอร์พูล เอามาใช้กับลีก อังกฤษไม่ได้ โดยเฉพาะการแก้เกมที่ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของคล็อปป์ที่โดนโจมตีตลอดเวลาว่าเป็นโค้ชที่แก้เกมไม่เป็น


คล็อปป์ตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูดครับ และสถิติที่ออกมามันก็บอกชัดอยู่แล้ว ... ถึงอั๊วะแก้เกมไม่เก่ง แต่แผนอั๊วะก็ใกล้เคียงคำว่าไร้เทียมทาน(โว้ยยยย) !!


ที่ว่าใกล้เคียงไร้เทียมทานนี่ไม่ใช่อวยกันเล่นๆนะครับ 6 เกมที่ลิเวอร์พูลพลาดเก็บชัยชนะไปนั้น สาเหตุสำคัญมาจากคำว่า "ผิดพลาดด้วยตัวเอง" ล้วนๆ



เสมอเชลซี, อาร์เซน่อล, เอฟเวอร์ตัน และสเปอร์สแบบน่าชนะ ถ้าใครนึกเกมเหล่านั้นออก ก็ต้องพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกันทุกคน อาจจะมีเพียงเกมเสมอเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และเกมแพ้สวอนซีเท่านั้นแหละ ที่ดูเหมาะสม แต่นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาเองที่เล่นไม่ได้เรื่อง (ในขณะที่คู่แข่งเร่งฟอร์มได้อย่างสุดยอด)


สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องแก้ไข ไม่ใช่ระบบ แต่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล ที่ทำให้พวกเขาต้องเสียคะแนนซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่แหละครับ 


ระหว่างฤดูกาล คล็อปป์ค่อยๆผ่าตัดทีมทีละเล็กละน้อย ลองนู้นนี่นั่นไปเรื่อยจนได้ทีมที่ลงตัวที่สุดก็ช่วงหลังปีใหม่นี่แหละครับ 


แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยนจริงๆสำหรับลิเวอร์พูลชุดนี้ ผมยกให้การมาของเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค นะ




ในขณะที่เกมรุกลิเวอร์พูลตั้งแต่เป็น Fab Four จนปัจจุบันเป็น SMF ไล่ถล่มคู่แข่งเป็นว่าเล่น เกมรับลิเวอร์พูลนี่ก็หมูตู้ ชนิดที่ว่าบางเกมนี่กระดาษยุ่ยๆยังต้องอายม้วน พร้อมจะแจกโชคทอง 3 ชั้นให้กับคู่แข่งเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคล็อปป์จึงต้องนำเข้าปราการหลังชาวดัทซ์รายนี้


แม้จะลงสนามในทุกถ้วยให้กับลิเวอร์พูลไปแค่ 8 เกม แถมยังทำผิดพลาดอยู่หลายครั้ง (สกัดไม่ดีจนโดนสวอนซียิง และจุดโทษเกมสเปอร์ส) แต่ต้องยอมรับเลยว่า ความอุ่นใจเวลามีฟาน ไดจ์ค กับไม่มีนี่มันคนละเรื่องกันเลย ลองเปรียบเทียบกับเกมที่ผ่านๆมาก็ได้ครับ ฟาน ไดจ์ค เข้ามาเพิ่มความแข็งแรงในลูกกลางอากาศให้กับทีมอย่างแท้จริง จากสถิติบอกไว้ว่าฟาน ไดจ์คในสีเสื้อลองลิเวอร์พูล สามารถเอาชนะลูกกลางอากาศคู่แข่งได้มากถึง 35 ครั้ง จากทั้งหมด 43 ครั้ง หรือว่า 81.4% เรียกได้ว่าแทบจะเก็บกินเรียบเลยก็ว่าได้ นั่นทำให้คู่ขาที่ลงมาจับคู่กับฟาน ไดจ์ค อย่างลอฟเรน หรือมาตีป เล่นได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพะวงเรื่องลูกกลางอากาศอีกต่อไป เราจึงได้เห็นนักเตะอย่างลอฟเรน ที่ก่อนหน้านี้เป็นตัวเหวอเบอร์ต้นๆ พอได้มายืนคู่กับฟาน ไดจ์คแล้ว กลายเป็นนักเตะที่โดดเด่นขึ้นมาทันที



แม้ฟาน ไดจ์ค จะเพิ่งลงเล่นให้กับทีมยังไม่ถึง 10 เกม แต่ความรู้สึกส่วนตัวลึกๆมันบอกครับ ว่านี่แหละ ตัวที่ลิเวอร์พูลตามหาอยู่ ... เหมือนกันที่รู้สึกกับมาเน่ฤดูกาลก่อน และกับซาล่าห์ในฤดูกาลนี้  ก็ต้องมาดูกันครับว่า ไอ้สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก หรือเซนส์เนี่ย มันจะโกหกผมรึเปล่า ฮ่าๆ


อีกตำแหน่งหนึ่งที่ผมเคยพิมพ์ไว้หลายครั้งแล้วว่าความจริงคล็อปป์เลือกมาตั้งนานแล้ว นั่นก็คือ ตำแหน่งผู้รักษาประตู ... ลอริส คาริอุส คือ การซื้อขายผู้เล่นคนแรกของคล็อปป์ด้วยซ้ำไป (ไม่นับกรูยิชที่ซื้อล่วงหน้า และคอล์เกอร์ที่ยืมมา) นั่นหมายความว่า คล็อปป์เห็นถึงปัญหาตรงนี้ตั้งแต่ต้น เพียงแต่ฤดูกาลแรกของคาริอุส มันไม่ได้ง่ายเหมือนใจนึก ซึ่งถ้าพูดกันตามความจริงแล้วแม้แต่ดาวิด เด เกอา หรือฮูโก้ ยอริส 2 นายทวารที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในลีก ฤดูกาลแรกของพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากคาริอุสเท่าไหร่ คาริอุสอาจจะผิดพลาดบ้างในหลายๆเกม แต่ในฤดูกาลนี้ข้อผิดพลาดของคาริอุสน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แถมในบางเกมเจ้าตัวยังโชว์ฟอร์มเซฟประตูช่วยทีมอีกต่างหาก อย่างเช่นเกมเสมอกับเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 0-0 ที่แอนฟิลด์ ผมอยู่ในสนามด้วยวันนั้น คาริอุสก็เล่นได้เข้าตาและดูเหมือนจะทำให้แผงหลังมั่นใจได้มากกว่าไซม่อน มินโญเล่ต์ ผมจึงไม่แปลกใจที่หลังปีใหม่คล็อปป์จะประกาศตัดหางมินนี่ แล้วแต่งตั้งคาริอุสขึ้นมาเป็นประตูมือ 1 แบบถาวรสักที ของแบบนี้มันเป็นเรื่องของเวลาครับ ไม่ช้าวันนี้ก็ต้องมาถึง และนี่น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆของคาริอุสแล้ว ซึ่งถ้าหากยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ก็คงต้องมีอันเก็บกระเป๋าย้ายทีมตามมินโญเล่ต์ไปแน่นอน 


แล้วคาริอุสก็ทำได้ครับ และไม่ใข่แค่ทำได้ดีธรรมดา แต่ดีมากเลยด้วยซ้ำ



โอเค เราอาจจะมีภาพจำว่าคาริอุสเป็นนายทวารจอมเหวอ แต่ถ้าจะให้ลองนึกว่าครั้งสุดท้ายที่คาริอุสทำผิดพลาดแล้วทีมแพ้หรือเสมอนี่มันเมื่อไหร่กัน ? 


คำตอบที่ได้ คือ ผมจำไม่ได้ครับ !!


กลับกันถ้าถามว่าแฟนบอลจำชอตคาริอุสของคาริอุสที่ช่วยทีมไม่เสียประตูได้บ้างมั้ย อันนี้ผมเชื่อว่า แฟนบอลจะตอบกันได้อย่างเสียงดังแล้วฟังชัดแน่นอน


คาริอุสเก็บ 4 คลีนชีท จาก 6 เกมหลังสุดที่ลงสนามให้กับลิเวอร์พูล ฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้สามารถเซฟประตูได้ถึง 68% จากลูกยิงทั้งหมด เทียบเท่ากับธิโบต์ กูร์กตัวส์ ของเชลซีเลยด้วยซ้ำ !!


ผมเชื่อส่วนตัวว่า หากคาริอุสโชว์ฟอร์มได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คล็อปป์จะไม่ซื้อประตูมือ 1 คนใหม่มาเพื่อให้เกิดการแข่งขัน แต่จะเป็นการหาตัวสำรองที่น่าไว้วางใจเข้ามาเป็นอะไหล่ให้กับทีมมากกว่า หรืออาจจะดันแดนนี่ วอร์ด ขึ้นมาเพื่อให้รับหน้าที่ตรงนี้ก็เป็นได้ นั่นทำให้ผมไม่ค่อยจะเชื่อว่า ลิเวอร์พูลจะทุ่ม 76 ล้านปอนด์เพื่ออลิสซอน 


เรื่องการเลือกซื้อตัวผู้เล่นนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องยกย่องคล็อปป์ และทีมงานของไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ อดีตนักวิเคราะห์สถิติที่ปัจจุบันกลายมาเป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร หัวเรือใหญ่ในทีมเจรจาซื้อขายนักเตะ


เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นอดีต 1 ในทีมงานของดาเมียง โคมอลลี่ ที่หอบหิ้วมาครั้งเมื่ออดีตเจ้านายชาวฝรั่งเศสย้ายมาประจำการในตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลให้กับลิเวอร์พูล ในยุคแรกของ FSG เมื่อปี 2011 และก็อยู่กับทีมเรื่อยมาตั้งแต่ตอนนั้น จนเป็น 1 ในคณะ Transfer Committee ที่สุดจะล้มเหลวภายใต้การคุมทีมของเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฐานะของผู้อำนวยการเทคนิก หน่วยงานที่ควบคุมแมวมอง และนักวิเคราะห์สถิติ ทั้งหมดไว้ในมือ



และชายคนนี้แหละที่เป็นคนฝากฝีไม้ลายมือไว้หลังจากที่รอดเจอร์สพลาดคว้าตัวเมมฟิช เดอปาย เพราะโดนแมนฯยูไนเต็ดปาดหน้า เอ็ดเวิร์ดส์ก็ได้นำรายชื่อนักเตะคนหนึ่งขึ้นมาเสนอต่อทีม Transfer Committee ทันที เพื่อเป็นตัวแทนของเดอปาย


ใช่แล้วครับ นักเตะคนนั้นชื่อ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ นั่นเอง !!


และไม่ใช่แค่ฟีร์มิโน่นะครับที่เป็นฝีมือของเอ็ดเวิร์ดส์ ... ในช่วงขวบปีสุดท้ายของเอียน ไอร์ อดีต CEO ของสโมสร ที่ปกติจะรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการเจรจาการซื้อขาย เอ็ดเวิร์ดส์เองก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาด้วย ในฐานะทายาทที่จะต้องมาทำงานแทนไอร์ เมื่อไอร์ปลดเกษียณ ถ้าจำไม่ผิด ซาดิโอ มาเน่ คือ นักเตะคนแรกที่เอ็ดเวิร์ดส์นำเข้ามาในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาฝึกงาน


ว่ากันว่า 11 ตัวจริงลิเวอร์พูลในยุคปัจจุบัน นอกจากเจมส์ มิลเนอร์ และเทรนท์ อาร์โนลด์ แล้ว คืนอื่นๆล้วนเป็นฝีไม้ลายมือของเอ็ดเวิร์ดส์ทั้งสิ้นครับ 


โดยเฉพาะ 2 รายล่าสุด ที่คล็อปป์ออกโรงมาชื่นชมและยกเครดิตให้ นั่นก็คือ การที่เอ็ดเวิร์ดส์ นำเสนอแอนดี้ โรเบิร์ตสัน และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ให้กับคล็อปป์พิจารณาพร้อมเหตุผล 108 เพื่อโน้มน้าวใจให้คล็อปป์สนใจ 2 คนนี้


"ผมอยากจะยกเครดิตทั้งหมดให้กับทีมงานแมวมองของทีม พวกเขาทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมากในการพาซาล่าห์มาที่นี่ พวกเขาพูดกรอกหูผมเสมอว่า เขาพร้อมที่จะมาที่นี่แล้ว เขาพร้อมแล้ว" คล็อปป์พูดถึงเหตุการณ์ก่อนที่ซาล่าห์จะย้ายมา


ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว ในเมื่อเอ็ดเวิร์ดส์เป็นคนอยากได้ซาล่าห์ แล้วแบบนี้จะแตกต่างจาก Transfer Committee ในสมัยรอดเจอร์สที่ทำหน้าที่ซื้อขายตัวผู้เล่นอย่างไร คำตอบก็คือ ต่างตรงที่ ทีมงานและเอ็ดเวิร์ดส์จะทำหน้าที่แนะนำเท่านั้น อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายจะอยู่ที่คล็อปป์เป็นหลัก ... ถ้าคล็อปป์ไม่ ทุกอย่างก็คือไม่ !!


คล็อปป์และเอ็ดเวิร์ดส์ทำงานประสานกันได้อย่างลงตัว คล็อปป์อยากได้อะไร เอ็ดเวิร์ดส์จัดให้ตลอด ไม่มีขัด จะยากจะง่ายขอให้บอก อาจจะมีเสียเหลี่ยมเรื่องฟาน ไดจ์ค ไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดี เช่นเดียวกับกรณี เกอิต้า ที่แม้จะต้องรอถึงฤดูกาลหน้ากว่าจะได้ตัวมาร่วมทีม แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นการเจรจาที่ฉลาดมากๆของทีมงาน ที่สามารถมัดจำเกอิต้าไว้ก่อนได้สำเร็จ


เล่ามาถึงตรงนี้อยากจะให้เห็นภาพว่า "ทีมของคล็อปป์" ทั้งในและนอกสนามเป็นอย่างไร


ในสนามคล็อปป์เริ่มหาคนที่ใช่สำหรับตัวเองได้แล้ว ส่วนนอกสนาม ทีมงานสายสนับสนุนต่างทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายเดียว คือ สนับสนุนคล็อปป์ให้พาลิเวอร์พูลกลับมาเป็นแชมป์ให้ได้ไวที่สุด


ถึงตรงนี้ ลิเวอร์พูลอยู่ในหนทางที่ดีที่จะติด 1 ใน 4 ของตารางพรีเมียร์ลีกได้เมื่อจบฤดูกาล เช่นเดียวกับเส้นทางในฟุตบอลยุโรป ที่ก้าวขาไปรอในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 


หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ... และเวลาเท่านั้นครับที่จะพิสูจน์ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ คนนี้ จะพาลิเวอร์พูลกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดได้หรือไม่ครับ 


เริ่มต้นเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่มันวันเสาร์ที่จะถึงนี้นี่แหละ 


เจอกันวันเสาร์ครับ ทุกคน



ต้น วโรดม     #ต้นทางฟุตบอล


AFP Photo