รางวัลแด่คนช่างฝัน


เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนะครับ แป๊ปเดียวเท่านั้น ผมก็อยู่ที่อังกฤษมาครบ 1 สัปดาห์เต็มแล้ว ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งมาถึงเมื่อวานอยู่เลย


จากวันแรกถึงวันนี้ ผมเข้าสนามไปดูฟุตบอลไปแล้ว 3 เกมครับ ไล่ตั้งแต่ลิเวอร์พูล – แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน – ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ... แหม่แต่ละคู่เด็ดดวงทั้งนั้น อาจจะยกเว้นคู่เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ ไว้คู่นึง แต่เอาจริงๆตลอดเกมก็มีจังหวะได้ลุ้นตลอดนะ โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมนี่ แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยหล่ะครับ


วันนี้ตามแพลน คือ ผมจะไปดูเกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ ลิเวอร์พูล ด้วย แต่ด้วยชัยชนะในนัดแรก 3-0 ของทีมเยือน ทำให้ผมเปลี่ยนใจ ขอออกไปเก็บบรรยากาศนั่งดูในผับดีกว่า น่าจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าสนใจ

 

คือ พอลิเวอร์พูลชนะ 3-0 มาในเกมแรก เกมวันนี้คงไม่ใช่เกมที่ลิเวอร์พูลมาเปิดเกมแลกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบหมัดต่อหมัดแน่นอน รูปเกมน่าจะออกมาเหมือนครึ่งหลังของเกมที่แอนฟิลด์สัปดาห์ที่แล้ว คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครองเกมได้เกือบหมด ปูพรมบุกใส่ลิเวอร์พูล ส่วนลิเวอร์พูลก็ตั้งรับรอสวน ขอเพียงแค่จังหวะเข้าล็อก โม ซาล่าห์ และผองเพื่อนพร้อมยิงประตูดับความหวังทีมเจ้าบ้านทันที



เอาจริงๆ ผมว่าเกมนี้น่าจะเข้าทางลิเวอร์พูลนะฮะ เจอเกมบุก ที่ลงสนามมาโดนบังคับให้บุกตั้งแต่นาทีแรกแบบนี้ ลิเวอร์พูลชอบนักแล

 

ผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร เดี๋ยวคืนนี้คงได้ทราบกันครับ แน่นอนว่า พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 จะถ่ายทอดสดการแข่งขันคู่นี้ให้ได้ชมกันถึงหน้าจอทีวีบ้านคุณ ตี 1.45 ตั้งนาฬิกามือถือเตือนไว้ได้เลย



กลับมาที่เรื่องเกมคืนนี้ เมื่อวานนี้ผมดูข่าวการแถลงข่าวของผู้จัดการทีมทั้ง 2 ฝั่งอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มาแถลงข่าวความพร้อมของทีมก่อนดวลกันคืนนี้


เอาจริงๆ ผมสังเกตเห็นความเครียดจากฝั่งคล็อปป์อยู่พอสมควรเลยนะ แม้ว่าจะตุนความได้เปรียบจากนัดแรกอยู่ถึง 3 ประตูก็ตาม


ต้องบอกว่าผลการแข่งขันในช่วงต้นฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะลิเวอร์พูลไปอย่างท่วมท้น 5-0 มีผลต่อเรื่องความกลัวของทั้งทีมและแฟนบอลอยู่พอสมควรครับ ทีมอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่กับแฟนบอลต้องบอกเลยว่าเป็นภาพหลอนที่ติดตาอยู่ถึงทุกวันนี้


ผมดูฟุตบอลมานานพอควร แต่ยังไม่เคยเห็นทีมไหนที่นำเลกแรก 3-0 แล้วแฟนบอลต้องมานั่งเครียดเท่ากับแฟนบอลลิเวอร์พูลเกมนี้เลย ให้ตายเถอะ !!

 

ส่วนตัวผม ค่อนข้างมั่นใจครับว่าไม่ว่าผลการแข่งขันเลกที่ 2 จะออกมาเป็นเช่นไร ทีมที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไปอย่างไรก็ต้องเป็นลิเวอร์พูล


ถามว่าทำไมมั่นใจ ... เอ้า ลิเวอร์พูลตุนความได้เปรียบอยู่ 3 ประตูเลยนะ และถ้าหากยิงได้สัก 1 ประตูในเกมวันนี้ เท่ากับว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะต้องยิงถึง 5 ประตูเป็นอย่างน้อยหากจะการันตีเข้ารอบต่อไป

 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตอนนี้ไม่ใช่ทีมเดิมเมื่อตอนต้นฤดูกาลอีกต่อไป พวกเขามีปัญหา โดยเฉพาะเกมรับที่หลังจากได้กัปตันทีมอย่างแวงซอง กอมปานี กลับมาลงสนาม เห็นได้ชัดว่ากัปตันทีมรายนี้เหมือนจะตามความเร็วของเกมบุกคู่แข่งไม่ค่อยทัน เช่นเดียวกับคู่หูอย่างโอตาเมนดี้ ที่ชอบเติมเกมบุกเป็นชีวิตจิตใจ ก็หลุดตำแหน่งบ่อยครั้งมาก



ผมไม่แน่ใจว่าครั้งสุดท้ายที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสีย 3 ประตู 2 ติดกัน มันเมื่อไหร่ แต่ที่แน่นอนคือ สำหรับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แล้ว นี่เป็นครั้งแรกของเขากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผมเองมีโอกาสเป็นสักขีพยานทั้ง 2 เกมที่ว่านั่น และเห็นชัดเจนเลยว่าซิตี้ มีปัญหา


กลับกันลองมามองที่ลิเวอร์พูลวันนี้ ดีกว่าลิเวอร์พูลตอนต้นฤดูกาลค่อนข้างเยอะครับ ไอ้ที่จะมาเสียประตูง่ายๆแล้วโดนยิงที 3-4 ประตู แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว


สาเหตุสำคัญก็คือ การเข้ามาของนักเตะที่ชื่อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ครับ

 

ปราการหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนนี้ พิสูจน์ว่าตัวเองเป็น “ของจริง” ได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามในเสื้อสีแดง



สำหรับแผงหลังของลิเวอร์พูล การมีฟาน ไดจ์ค กับไม่มีมันแตกต่างกันเยอะเลยครับ แต่ก่อนที่ฟาน ไดจ์ค จะมาร่วมทีม ดูเกมรับไม่มีทรงเลยจริงๆ ไม่ว่าจะโดนบุกแบบพับสนามหรือโดนสวนกลับไว้ ดูมันปวกเปียกป้อแป้ไปหมด แต่พอมีฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีม เหมือนมีเคสแข็งๆเข้ามาครอบแผงหลัง ลองคิดภาพตามนะครับ เหมือนเคสมือถืออะ ที่มันเป็น 4 เหลี่ยม ครอบมือถืออีกที


ตอนนี้กองหลังลิเวอร์พูลก็เป็นแบบนั้นครับ อาจจะไม่ได้เป๊ะ แต่พอเราดู เรารู้ว่านี่มันมีทรง 4 เหลี่ยมนะ ไม่ใช่ไหลลื่นป้อแป้เป็นของเหลวเหมือนแต่ก่อน


การมาของฟาน ไดจ์ค มันไม่ใช่แค่ยกระดับเกมของตัวเองเท่านั้น แต่ยังยกระดับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นด้วย มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ลอริส คาริอุส, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และขออนุญาตรวมเดยัน ลอฟเรน เข้ามาในรายชื่อนี้ด้วย จู่ๆก็พัฒนาฟอร์มขึ้นมาอย่างน่าชื่นชม

 

พอความมั่นใจมา อะไรก็ดีไปหมดครับ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆเลยก็ไอ้หนุ่ม ลอริส คาริอุส เลย จากเดิมที่แฟนบอลต่างร้อยยี้ กลายมาเป็นนายทวารที่มีสถิติการเซฟดีอันดับต้นๆของลีก ตรงนี้ต้องชื่นชมความอดทน และความพยายามของตัวนักเตะด้วย ที่พาตัวเองลบเสียหัวเราะของแฟนบอลฝั่งตัวเอง กลายเป็นเสียงชื่นชมได้



ลิเวอร์พูลชุดนี้ เป็นทีมคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจครับ การมาถึงรอบ 8 ทีม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ ถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ และถ้าหากทะลุเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายได้หลังจากจบเกมนี้ ผมเชื่อว่าความมั่นใจของเด็กๆชุดนี้จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก


ในฐานะนักเตะอาชีพ ทุกคนอยากเป็นแชมป์ครับ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ตามความฝัน

ในเมื่อเล่นกันมาถึงรอบนี้แล้ว ถ้าบอกว่าเป้าหมายของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ คือ คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองให้ได้ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ผมว่าคงประสาทหรือสติไม่ดีน่าดู


ไม่มีอะไรที่จะต้องกั้กครับ ใส่ให้เต็มที่ เพื่อเกียรติยศ เพื่อสโมสร และเพื่อแฟนๆ


ผมเชื่อว่าสุดท้ายแม้ปลายทางจะจบลงที่มีถ้วยหรือไม่ แต่เท่านี้แฟนบอลก็มีความสุขแล้วครับ


ว่าแต่คืนนี้แฟนๆลิเวอร์พูลพร้อมกับโปรเจค ล่าฝันของหนุ่มๆเสื้อแดงกันรึยังฮะ

 

“รางวัลแด่คนช่างฝัน” ทั้งหลาย รอพวกเราอยู่ที่ปลายทางครับ



ต้น วโรดม     #ต้นทางฟุตบอล


AFP Photo