บทเรียนอันล้ำค่า



นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ผ่านมาได้ 5 วันแล้ว พร้อมกับชัยชนะของเรอัล มาดริด ที่อัดลิเวอร์พูลไป 3-1 คว้าแชมป์สมัยที่ 13 ไปครองได้แบบยิ่งใหญ่


แชมป์ 13 สมัยของเรอัล มาดริด ถือว่ามากกว่าใครในรายการนี้ชนิดที่ว่าเทียบกับอันดับ 2 ที่ครองแชมป์มากที่สุดอย่างเอซี มิลาน (7 สมัย) แล้ว ยังห่างกันมากเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว หรือถ้านับเอาจำนวนถ้วยแชมป์ที่ทีมจากอังกฤษทุกทีมเคยคว้าแชมป์ได้ในรายการนี้มาบวกรวมกัน (12 สมัย) ก็ยังมากเท่ากับเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ทีมเดียวไม่ได้


แบบนี้จะไม่เรียกว่ายิ่งใหญ่ เป็นเจ้ายุโรปเบอร์ 1 ตลอดกาลได้อย่างไร


น่าเสียดายนะครับ ที่เกมนี้ชัยชนะของเรอัล มาดริด มันดันมีประเด็นที่ทำให้ดูเหมือนว่า ความสำคัญของแชมป์สมัยที่ 13 ของทีมดูลดความน่าสนใจลงไป


ผมกำลังพูดถึงประเด็นการปะทะของเซร์คิโอ รามอส กับโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และความผิดพลาดชนิดที่เรียกว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นของลอริส คาริอุส นายประตูรูปหล่อของลิเวอร์พูล


การที่ลิเวอร์พูลต้องเสียซาล่าห์จากอาการบาดเจ็บตั้งแต่ต้นเกม คือ ฝันร้ายอย่างแท้จริง ชั่วโมงนี้ซาล่าห์ แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กับทีม ไม่ใช่แค่การยิงประตู แต่มันรวมไปถึงขวัญกำลังใจของแฟนบอล และเพื่อนร่วมทีม เช่นเดียวกันกับการข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วย


จากที่พอจะสู้ได้ และสู้ได้ดีในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก เลยกลายเป็นสู้ไม่ได้ และไม่รู้จะเอาอะไรมาสู้


นาทีนี้ แฟนบอลลิเวอร์พูลก็ยังคงติดใจอยู่ว่า รามอส จงใจเก็บซาล่าห์ หรือไม่ ?


ในมุมมองผม ผมเชื่อว่ารามอสจงใจที่จะหยุดการเคลื่อนที่ของซาล่าห์จริง จังหวะแบบนั้นถ้าซาล่าห์ผ่านเขาไปได้ มันอาจจะได้ลุ้นไปถึงยิงเลยทีเดียว


หน้าที่ของกองหลังยังไงก็คือ ป้องกันประตู และยิ่งเป็นกองหลังสไตล์ถึงลูกถึงคนแบบรามอสด้วยแล้ว ผลมันก็ออกมาอย่างที่เห็นครับ


แต่ถ้าถามว่ารามอสจงใจ ทำให้ซาล่าห์เจ็บจนต้องออกจากสนามไหม ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพราะในโลกนี้คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่จะตอบได้


ตอนนี้ก็ได้แต่หวังหล่ะครับว่า โม ซาล่าห์ จะหายเจ็บกลับมาลงสนามช่วยทีมชาติอียิปต์ได้ เพราะนี่คือ ความฝันของซาล่าห์ ที่จะเป็นตัวแทนพาอียิปต์ไปเล่นฟุตบอลโลกสักครั้ง


ด้วยฟอร์มการเล่นของซาล่าห์ในฤดูกาลนี้ เขาสมควรจะได้ฝันนั้นครับ


เรื่องรามอสกับซาล่าห์ คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ เพราะมันเป็นการกระทำที่จบลงไปอย่างสิ้นสุดแล้ว



แต่กับลอริส คาริอุส นี่สิ ที่น่าเป็นห่วง


ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การมาเกิดความผิดพลาดในเกมใหญ่ที่สุดในชีวิตต่อหน้าผู้ชมทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน แถมไม่ใช่พลาดแค่ครั้งเดียว แต่พลาดถึง 2 ครั้ง !! เป็นใครก็คงทำใจลำบากครับ


เรื่องฝีมือ ผมเลิกสงสัยในตัวคาริอุสไปนานแล้ว ผมเชื่อว่าหมอนี่มีของที่รอวันโชว์ออกมาอีกเยอะ แต่กับเรื่องสภาพจิตใจ ผมไม่ค่อยมั่นใจในนายทวารคนนี้มากนัก


ฤดูกาลก่อน คาริอุส ก็ปล่อยให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งแรกมารบกวนจิตใจ ทำให้พลาดติดๆกันหลายเกม จนสุดท้ายเจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องดรอปเจ้าตัวเป็นตัวสำรอง เพื่อป้องกันไม่ให้จิตหลุดไปมากกว่านี้


กับครั้งนี้ ผมเชื่อว่าในความคิดของคาริอุส สิ่งที่เขารู้สึกตอนนี้คงเหมือนโลกมันแตกไปเป็นเสี่ยงๆแล้วครับ ดูได้จากอาการร้องไห้เดินขอโทษแฟนๆหลังจบเกม สีหน้าคาริอุสเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น


ไม่รู้ว่าครั้งนี้ คาริอุส จะใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะกลับมาได้ แต่เชื่อว่ากลับมาครั้งนี้ เขาจะเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นแน่นอน


แต่จะดีพอจะเป็นมือ 1 ให้กับทีมต่อไปหรือไม่ อันนี้ มีแค่เจอร์เก้น คล็อปป์ เท่านั้นครับ ที่ต้องตัดสินใจ



จริงๆทุกคนทราบอยู่แล้วว่า ตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ยังไงลิเวอร์พูลก็ซื้อผู้รักษาประตูคนใหม่มาแน่นอน เพราะของเดิมอย่าง ไซม่อน มินโญเล่ต์ และแดนนี่ วอร์ด คงไม่อยู่เป็นสำรองอดทนต่อไปแน่ๆ ดังนั้นเรื่องที่คาริอุสจะต้องเจอก็คือ การกดดันจากผู้รักษาประตูคนใหม่ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เดิมทีผมคิดว่า คล็อปป์อาจจะไม่เอาผู้รักษาประตูค่าตัวแพงมา อาจจะเป็นแบบพวกจอมเก๋า มาช่วยกันสลับลงกับคาริอุส แต่ถึงตอนนี้ อาจจะไม่ใช่เสียแล้ว คล็อปป์อาจจะแก้ปัญหานำเข้าประตูมือ 1 คนใหม่ไปเลยให้มันจบๆไป


แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผมเชื่อว่าอนาคตของคาริอุสยังอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไปแน่นอนครับ


คาริอุส อายุยังน้อย ค่าเหนื่อยเองก็ไม่ได้แพงมาก ที่สำคัญยังพัฒนาได้อีก ยังไงคล็อปป์คงเลือกเก็บคาริอุสไว้มากกว่าพวกไม้แก่ดัดยากอย่างมินโญเล่ต์


ก็อยู่ที่คาริอุสแล้วครับ ว่าจะเรียนรู้กับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วปีนข้ามความทุกข์ที่ถาโถมมาที่ตัวเองได้หรือไม่ ถ้าทำได้อนาคตของเขาก็ยังพอมี


ให้ความผิดพลาดเป็น “บทเรียนอันล้ำค่า” ที่จะสอนให้ตัวเองแกร่งขึ้น


ไม่ใช่แค่คาริอุสเท่านั้นนะครับ แต่คงต้องบอกว่า ลิเวอร์พูลเอง มาถึงตรงนี้ พวกเขาได้ทั้งบทเรียนและประสบการณ์ที่ล้ำค่าเอามากๆ



ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมาถึงตรงนี้ โดยเฉพาะช่วง 4 ปี หลังสุด ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ 5 เท่านั้นที่ได้สิทธิ์เข้ามาถึงรอบนี้ ต่อจาก เรอัล มาดริด, แอดเลติโก มาดริด, บาร์เซโลน่า และยูเวนตุส


ลิเวอร์พูลมาถึงตรงนี้ได้ ต้องปรบมือให้แล้วครับ


เหลือแค่พวกเขากลับไป ปรับปรุงข้อด้อยของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องขนาดของทีม ให้มันใหญ่ขึ้น มีผู้เล่นที่สามารถทดแทนกันได้มากขึ้น การมาของนาบี เกอิต้า และฟาบินโญ่ แน่นอนว่าจะยกระดับทีมให้ดีกว่าของเดิมแน่นอน แต่นั่นยังไม่พอครับ ยังต้องมีอีก 


ตอนนี้ใช้ความเจ็บช้ำจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เปลี่ยนเป็นแรงกระหาย พาพวกเขากลับมาอีกครั้งในฤดูกาลหน้า


คิดจะเป็นนักรบ มันต้องมีบาดแผลครับ ให้บาดแผลที่มีเป็นเครื่องเตือนใจ


ขอแค่แฟนๆยังไม่ทิ้งกันไปไหน อดทนรอต่อไป เดี๋ยวสิ่งดีดีจะตามมาเองครับ



ต้น วโรดม

#ต้นทางฟุตบอล

https://www.facebook.com/tontangfootball