ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

          สำนวนนี้ พจนานุกรมให้ความหมายเอาไว้ว่า “ต่างฝ่ายต่างรู้ความลับของกันและกัน” เป็นสำนวนที่คนไทยคุ้นหูกันเป็นอย่างดี

          สาเหตุที่นำมาตั้งเป็นชื่อบทความเพราะเป็นส่วนหนึ่งจากคำสัมภาษณ์ของ รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งผมต่อสายสอบถามความคิดเห็น หลังเกิดวิวาทะร้อน “เกาะโต๊ะ” จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

          “นักการเมืองรู้ ๆ กัน ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ไม่ใช่เรื่องอะไรมากนัก แต่บังเอิญครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขา (นายทักษิณ) ใช้เล่นตัวบุคคล เชื่อว่าเป็นสัญญาณแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ และเปิดตัวว่าให้พรรคพวกเขาดำเนินการอย่างไร”          
          “เดิมเขา (นายทักษิณ) ไม่เคยทำ เล่นการเมืองทั่วไป ไม่ได้ตีแสกหน้า อย่างเรื่องนาฬิกาถามว่ารู้ไหม รู้ แต่เขาปล่อยให้เป็นเรื่องภายใน เขาเปิดสัญญาณว่าเขาก็เอานะ ถ้าทำเขามาก ๆ ก็สู้ไป เป็นเรื่อง ๆ ไป ขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจมีแผลให้เล่นเท่าไร”

          นี่เป็นความเห็นบางช่วงบางตอนจากการสัมภาษณ์ รศ.อัษฎางค์

          นักวิชาการอีกคนหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยคือ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

          ผศ.วันวิชิต ให้ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจสำนวน “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” มากขึ้น

          “คุณทักษิณก็ต้องยอมรับว่าตัวเองได้พิจารณาเลือกบุคคลที่เหมาะสมแล้วขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพราะก่อนที่ พลงอ.ประวิตรจะขึ้นดำรงตำแหน่ง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติผู้พี่ของตัวเองเป็น ผบ.ทบ. นั่นอาจเป็นเพราะ พล.อ.ชัยสิทธิ์ อาจขาดการยอมรับจากแม่ทัพนายกอง...                
         “ปัจจัยอีกประการคือปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เลยมองว่าทางเลือกจะเป็นใคร แต่หากมองในรายละเอียดจะเห็นว่า ใน 5 เสือ ทบ. พล.อ.ประวิตร อาวุโสน้อยที่สุด แต่ได้เป็น ผบ.ทบ.นั่นความหมายว่า คุณทักษิณ การันตีว่า พล.อ.ประวิตร มีความเหมาะสม

          “แต่ในทางการเมืองคุณทักษิณต้องการเข้ามามีอำนาจต่อรอง เห็นช่องทาง หากเลือก พล.อ.ประวิตรแล้วจะมีช่องทางในการแต่งตั้งโยกย้าย มีส่วนร่วมในการพิจารณาทำโผบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งจะเห็นตำแหน่งสำคัญ ๆ ตามมาหลายตำแหน่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อร่วมรุ่นคุณทักษิณ ซึ่งสบโอกาสว่านี่คือการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเองในกองทัพ”

          “สิ่งสำคัญคือต้องเลือกคนที่ตัวเองไว้วางใจหรือมาเป็นพวกตัวเองเพื่อคลี่คลายความหวาดระแวงของผู้อำนาจทางการเมืองลง นี่คือสัมการง่าย ๆ ว่า ทำไมคุณทักษิณถึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ทำไมต้องเลือก พล.อ.ประวิตร เพราะต้องการดันเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 เข้ามามีบทบาทในกองทัพ”

          การเปิดไพ่เล่นของนายใหญ่จากต่างแดนผ่านโซเชียลมีเดียครั้งนี้มองได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณหลายนัยแล้วแต่จะวิเคราะห์ แต่เหตุที่ผมนำสำนวนไก่เห็นตีนงู พร้อมกับยกบางช่วงบางตอนจากคำสัมภาษณ์ของนักวิชาการทั้งสองคนมาพูดถึงก็เพื่อเป็นแว่นขยาย ส่องวิวาทะ “ทักษิณ-ประวิตร” ให้เห็นรายละเอียดและที่มาที่ไปของเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย

          และจากกระแสร้อนที่ถูกจุดขึ้นมาครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้แง่คิดจากนักวิชาการทั้ง 2 คนเพิ่มเติม

          “ต้องมั่นใจอย่างหนึ่งว่านักการเมืองไทยไม่เปลี่ยนทัศนคติ ทัศนคติเดิมชอบหาเศษหาเลยกับการบริหารราชการแผ่นดินร่วมกันข้าราชการ ประเทศเจ๊ง เพราะมูลค่าคอร์รัปชั่นไปถึง 2-3 แสนล้าน มันหนักเกินไป คุณต้องลดตรงนี้ลง เปลี่ยนทัศนคติว่า จริงไหมที่จะมีคนรุ่นใหม่ ที่ประกาศออกมาใหม่จริงหรือไม่ เป็นคนใหม่ในทางวิสัยทัศน์ ใหม่ในทางการปฏิบัติ ใหม่ในทางการประพฤติ ในวิถีทางที่ถูกต้อง คือ ซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น ถ้าคุณเป็นนักการเมืองอย่างนี้ประเทศไทยไปรอด แต่ถ้านักการเมืองยังไม่เปลี่ยน ชื่อเดิม ๆ ผมท้าว่า พวกเดิม ๆ มีปัญหาทั้งนั้น...”

           นี่เป็นแง่คิดหนึ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์ของ รศ.อัษฎางค์

           อีกแง่คิดหนึ่งเป็นของ ผศ.วันวิชิต มองว่า การใช้โซเชียลมีเดียแบบนี้จะมีมาอีกเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้หายไปจากพื้นที่ และอาจมีการขยายประเด็นมากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องข้อมูลที่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คโดยไม่กลั่นกรอง เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยกและคุมสถานการณ์ลำบาก          
           ไม่ทันเปิดสนาม แค่คลายล็อก การเมืองก็แสบเผ็ดร้อนเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อปลดล็อกให้ลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งเต็มรูปแบบแล้วจะดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน.