ถอด 2 สลัก ตัดวงจร “ระเบิดป่วนเมือง”


          

          ควันระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ จางหายไปแล้ว แต่ผลกระทบยังตลบไปทั่ว

          โดยเฉพาะ “ชนวนเหตุ” ซึ่งหลายฝ่ายพยายามวิเคราะห์เบื้องลึกเบื้องหลังการวางระเบิดกลางเมืองหลวงครั้งนี้

          ปมหลักที่ฝ่ายความมั่นคงพุ่งเป้าไปคือ กลุ่มเครือข่ายก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่ก็ยังไม่ตัดปมการเมืองทิ้ง หรืออีกสมมติฐานคือ ทั้งสองปมผสมผเสกัน

          ได้ยินแว่ว ๆ ว่า ตำรวจจะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้ จริงหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน พยานหลักฐานเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์

          แต่ถ้าลองย้อนกลับไปพิจารณาเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ผ่านการถอดรหัส ตัดชนวนจากนักอาชญาวิทยาแล้วจะพบว่า

          “นัยระเบิดก็ยังมีระเบิดอีกหลายลูกซ่อนอยู่”

          ..........

          รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา ถอดบทเรียนจากเหตุระเบิด 5 จุดในกรุงเทพฯ และนนทบุรี เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อย่างตรงไปตรงมา

          “การข่าว” ต้องทำงานหนักขึ้น

          กลุ่มคนร้ายวางระเบิดถึงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ราชการ รวมทั้งทางขึ้น BTS ได้ แสดงว่า มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังเหตุอาชญากรรมร้ายแรงจำเป็นต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


 

         อาจารย์กฤษณพงค์ บอกว่า หัวใจสำคัญของการป้องกันและเฝ้าระวังอาชญากรรมคือ “ประชาชน” ซึ่งการจะสร้างควมร่วมมือให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ต้องมาจากความ “เชื่อมั่น ศรัทธา และไว้ใจ” ไม่ใช่ “การสั่ง”

         คำถามส่งตรงไปถึง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ว่า ให้ความสำคัญกับชุมชน หรือท้องถิ่น มากน้อยเพียงใดที่จะให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการงานตำรวจ

         ตอบของคำถามนี้จะบอกเองว่า เหตุใดเราถึงป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงไม่ได้

         แล้วมิติด้านการปราบปรามหละเป็นอย่างไร



         ที่ผ่านมาสถิติการจับกุมคดีระเบิดในภาพรวมจับได้ไม่ถึง 50% ซึ่งนอกจากเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายก็ต้องปรับปรุงด้วย เพราะทุกวันนี้ในการจับกุม ควบคุมตัวของตำรวจก็มักถูกสังคมตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงในหลาย ๆ กรณีก็ปฏิเสธยาก ใช่ ไม่ใช่


          “เทคโนโลยีเปลี่ยนแต่วิธีคิดเหมือนเดิม ข้อกฎหมายตำรวจให้ความสำคัญน้อย ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ประชาชนจะไม่ศรัทธา ต่อไปก็จะไม่ร่วมมือส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ”

         

          “ปฏิรูป” ล้มเหลว

          ทั้งปัญหาด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมล้วนสะท้อน ย้อนกลับมาเรื่องปัญหาการ “ปฏิรูปสีกากี” 

          ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ในอ่าง ไม่ไปถึงไหนเสียที

          อาจารย์กฤษณพงค์ ถามง่าย ๆ ว่า

          ใครแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ และตำรวจจะฟังใคร ระหว่าง “นายกรัฐมนตรี” กับ “ประชาชน”

          ไม่ต้องฟังคำตอบ ความรู้สึก “ท้อแท้-สิ้นหวัง” ก็แวบขึ้นมาแล้ว แต่อาจารย์เหมือนจะรู้ว่าคิดอะไรอยู่จึงรีบพูดสวนทันควันว่า “เราต้องอยู่อย่างมีความหวังครับ”

          ขอเพียงมี “เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ที่อยากจะปฏิรูป” เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรุ่นของเรา อาจารย์ว่าอย่างนี้

          .........

          ทั้ง “การข่าว” และ “ปฏิรูป” เป็นปัญหาที่ถูกซุกอยู่ใต้พรม แถมหมักหมมปัญหาไปเรื่อย ๆ

          ถ้ายังถอดสลัก 2 ตัวนี้ไม่ได้ แล้วยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปมันก็เหมือน “ระเบิดเวลา” ต่างกันที่ไม่ต้องให้ใครมาวางไว้ เดี๋ยววันดีคืนดีมันก็ระเบิดตัวเอง.