กุญแจที่ต้องค้นหา

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา ประเทศไทยเจอแต่คดีที่มีความรุนแรงทั้งสิ้น

ธ.ค.2562

สมคิด พุ่มพวง อดีตจำเลยคดีฆ่าหญิงสาวหลายคนจนถูกจัดเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรมต่อเนื่องหญิงสาว ก่อนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้งกับหญิงคนหนึ่งใน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น

อ่านข่าว ขังเดี่ยว !! “สมคิด พุ่มพวง” นอนคุกคืนแรก ใส่ตรวนห้ามคุยนักโทษคนอื่น

ม.ค.2563

อภิชัย องค์วิศิษฐ์ หรือ ไอซ์ หีบเหล็ก ผู้ต้องหาฆาตกรรมอำพรางหญิงสาวหลายศพ โดยพบโครงกระดูกที่ถูกฝังดิน มัดกับเหล็กดัดถ่วงน้ำ และยัดหีบเหล็กถ่วงน้ำภายในบริเวณบ้าน

อ่านข่าว ย้อนรอย !! “ไอซ์ หีบเหล็ก” ฆาตกรรมอำพรางหญิงสาวหลายราย

ประสิทธิชัย เขาแก้ว ผอ.โรงเรียนใน จ.ลพบุรี ก่อเหตุฆ่า 3 ศพชิงทองร้านทองภายในห้างฯ กลางเมืองลพบุรี

อ่านข่าว วิเคราะห์คำสารภาพ “ประสิทธิชัย เขาแก้ว” กรณียิงคนเสียชีวิต!

อ่านข่าว สพฐ.ตั้งคกก.สอบ ปมผอ.โรงเรียนตกเป็นผู้ต้องหาปล้นร้านทองลพบุรี

ก.พ.2563

จ่าทหารก่อเหตุยิงผู้บังคับบัญชา ยศ พ.อ. กับหญิงคู่กรณีผู้มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ก่อนบุกขโมยอาวุธสงครามไปกราดยิงชาวบ้านและตำรวจที่เข้าระงับเหตุตามทาง รวมไปถึงประชาชนภายในศูนย์การดังกลางเมืองนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 29 คน บาดเจ็บ 58 คน ส่วนคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม

แม้ว่าคดีเหล่านี้จะถูกปิดลงด้วยการจับกุมตัวคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือในผู้ต้องหาบางคนต้องจบชีวิตไป แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นจะถือว่าเป็นการปิดคดีโดยสมบูรณ์แล้วก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะตามปกติการ “สืบสวน” และ “สอบสวน” นั้น ต้องค้นหา “มูลเหตุจูงใจ” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการนำไปสู่เบาะแสและแนวทางการปฏิบัติเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างถูกต้อง

จากนั้น “มูลเหตุจูงใจ” ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการมัดตัวผู้กระทำความผิดเมื่อขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล

แต่ภารกิจของ “มูลเหตุจูงใจ” ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ มันมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะ

“มูลเหตุจูงใจ” คือ “กุญแจที่ต้องค้นหา” เพื่อนำไปสู่การ “ป้องกัน”

ผมคงไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด แต่จะขอทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร โดยนำบทความของ พ.ต.ต.ธนธัส กังรวมบุตร สารวัตรฝ่ายวิชาการ ILEA Bangkok เขียนเอาไว้มาเผยแพร่ให้ได้ศึกษากัน โดยหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

อ่านข่าว เปิดไทม์ไลน์ เหตุกราดยิงโคราช

.....................................................................................................................

ในโซเชียลมีเดียช่วงที่ผ่านมา หลายคนมีความเห็นเชิงพร่ำบ่นเกี่ยวกับเดือนมกราคมที่รู้สึกว่ายาวนานกว่าปกติ  ในส่วนของตำรวจเองก็คงจะรู้สึกไม่แตกต่างกัน ทั้งคดีสมคิด พุ่มพวง คดีไอซ์ หีบเหล็ก และคดีชิงทรัพย์ร้านทองที่ลพบุรี ในแต่ละคดีไม่มีอะไรง่าย ประกอบกับทุกคดีเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตำรวจเองก็ได้ทุ่มเทสรรพกำลัง ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ สมกับเป็นกำลังสำคัญหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การทำงานสืบสวนสอบสวนนั้น นอกจากต้องหาพยานหลักฐานให้ครบถ้วนจนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมคนร้ายแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการค้นหาแรงจูงใจ ค้นหาสาเหตุที่คนร้ายตัดสินใจกระทำความผิด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจับกุมคนร้าย

แรงจูงใจแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1.ปัญหากลุ่ม (Group Cause) เช่น ผู้ก่อการร้าย, นักเรียนตีกัน, แข่งรถบนท้องถนน ฯลฯ

2.ปัญหาส่วนตัว (Personal Cause) เช่น ฆาตกรต่อเนื่อง, คนร้ายที่มีปัญหาทางจิต การใช้ยาเสพติด ฯลฯ

3.เรื่องผลประโยชน์ (Criminal Enterprise) เช่น คนร้ายที่จี้ปล้น, การค้าของเถื่อน ฯลฯ

4.เจตนาทางเพศ (Sex Intent) เช่น คดีข่มขืน, คดีอนาจาร ฯลฯ

ในทางวิชาการปัจจุบันพบว่า แทบจะไม่มีคดีใดเลยที่คนร้ายมีแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว เกือบทุกคดีจะเกิดจากแรงจูงใจผสมกัน (Hybrid Motivation) ยกตัวอย่างการวิเคราะห์กรณีของไอซ์ หีบเหล็ก ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ต้องหาน่าจะมาจาก ปัญหาส่วนตัว (Personal Cause) ผสมกับ เจตนาทางเพศ (Sex Intent) ถ้าเจาะลึกลงไปอีก ก็ต้องบอกว่าคดีนี้เป็นการฆาตกรรมประเภทคลั่งไคล้เหยื่อ ขณะก่อเหตุผู้กระทำผิดจะหลงใหล คลั่งไคล้ เต็มไปด้วยจินตนาการต่อเหยื่อ สุดท้ายนำมาสู่ความตายของเหยื่อในท้ายที่สุด

คดีนี้ถือว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer) โดยมีแผนประทุษกรรม (Modus Operandi หรือ M.O.)  คือ การใส่หีบ

ส่วนลายเซ็นอาชญากรรม (Crime Signature) อาจจะเป็นคำพูดที่คนร้ายพูดต่อเหยื่อในระหว่างที่มีกิจกรรมทางเพศก็สามารถเป็นไปได้ นอกจากนั้นต้องค้นหาความจริงว่าทำไมคนร้ายถึงบังคับให้เหยื่อเข้าไปอยู่ในหีบเหล็ก หากมองในมุมของหลักจิตวิทยาอาจเป็นเพราะภายหลังจากที่คนร้ายเกิดความหลงใหล คลั่งไคล้ในตัวเหยื่อก็กลัวเหยื่อจะหนีไป เหมือนสมัยในวัยเด็กที่แม่กับน้องสาวของคนร้ายหนีไปต่างประเทศ ซึ่งคดีนี้กับคดีของสมคิด พุ่มพวง จะมีลักษณะคล้ายกันคือเกิดจากปัญหาส่วนตัว ผสมกับเจตนาทางเพศ แต่อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของแผนประทุษกรรม เช่น วิธีการที่คนร้ายใช้ในการลงมือกระทำความผิด หรือคนร้ายอาจมีการพัฒนารูปแบบการลงมือกระทำความผิดที่เรียกว่า แผนประทุษกรรมที่ฉลาด (Clever Modus Operandi)

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเรื่องแรงจูงใจผสมอีกคดีคือ คดีชิงทรัพย์ร้านทองที่ลพบุรี แรงจูงใจของคนร้ายมาจาก ปัญหาส่วนตัว (Personal Cause) ผสมกับเรื่องผลประโยชน์ (Criminal Enterprise) หากวิเคราะห์ตามหลักวิชาการแล้วนั้น คนร้ายในคดีนี้มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ คือ หลงรักตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder), คิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญ (Grandiosity), หยิ่งยโส (Haughtiness), ถือสิทธิว่าตนเองควรได้รับสิทธิพิเศษ (Sense of Entitlement), อิจฉาริษยา (Envy) และมีอารมณ์โกรธที่รุนแรง (Intense Anger) เป็นต้น ส่วนแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ชัดเจนอยู่แล้วในที่นี้คือต้องการทรัพย์สิน    

การสืบสวนคดีลักษณะนี้ต้องใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และหลักฐานทางพฤติกรรมศาสตร์ ควบคู่กันไป แต่ที่ผ่านมาคดีดัง ๆ ในหลายคดี อาจพบได้ว่า ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป จึงนำมาสู่การหามาตรฐานในการดำเนินคดี

Dr.Michael Welner นักนิติจิตเวชชาวอเมริกันจึงได้พยายามรวบรวมผลการตัดสินคดีที่มีความรุนแรงเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินคดีอื่น ๆ ตามรูปแบบคดีที่คล้ายคลึงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินที่มีอคติต่อตัวบุคคล หรือการมีอคติต่อการกระทำที่โหดร้ายทารุณของผู้ต้องหา จึงเป็นที่มาของมาตรฐานการตัดสินคดีที่เรียกว่า "Depravity Standard" แบ่งออกเป็น 4 ข้อ

1.เจตนา (Intent) ในกรณีคดีไอซ์ หีบเหล็ก ต้องวิเคราะห์ในประเด็น การบังคับให้ลงไปอยู่ในหีบล็อกกุญแจ  การใช้เครื่องพันธนาการ เป็นเจตนาฆ่าหรือไม่เจตนาฆ่า การปล่อยปละละเลยทำให้ขาดอากาศหายใจหรือว่าประมาท

2.เหยื่อ (Victimology) จะแสดงถึงความชอบส่วนตัวของคนร้าย เช่น เหยื่อเป็นผู้หญิงหรือเด็ก เหยื่อประกอบอาชีพอะไร สาเหตุที่ทำไมคนร้ายถึงเลือกเหยื่อรายนี้

3.ทัศนคติ (Attitude) แสดงถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจของคนร้าย กรณีไอซ์ หีบเหล็ก คนร้ายเป็น Psychopathy มีความผิดปกติทางจิต มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง สามารถใช้อาวุธปืนไล่ยิงชาวบ้านและผู้อื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่พอใจได้

4.การกระทำ (Action) คดีไอซ์ หีบเหล็ก คนร้ายใช้วิธีกักขังหน่วงเหนี่ยวและเป็นเหตุให้เหยื่อเสียชีวิต

เมื่อนำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้ในการวิเคราะห์คดีไอซ์ หีบเหล็ก ก็จะเข้าหลักเกณฑ์ถึง 3 ใน 4 แม้คนร้ายจะปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจลงมือฆ่า ประกอบกับมีพยานให้การในภายหลังว่า หลังจากที่คนร้ายรู้ว่าเหยื่อเสียชีวิตก็แสดงอาการเสียใจร้องไห้ฟูมฟาย ก็เข้าไปสู่เรื่องของการปล่อยปละละเลย ดังนั้นสามารถนำพยานหลักฐานการวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่ออัยการและศาลเพื่อลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้

การศึกษาเพื่อหาเหตุผลและเพื่อให้ทราบถึงแรงจูงใจจึงจะสามารถแก้ไขและป้องกันได้ ซึ่งคดีทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นแรงจูงใจแบบผสม Hybrid Motivation หากเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงแล้วก็จะทำให้ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ลดลงไปได้มาก การกระทำความผิดในหลายๆ คดีนั้น ความรู้จากวิทยาการสมัยใหม่จะช่วยให้มองภาพได้ชัดเจนขึ้น สามารถแก้ปัญหาความสลับซับซ้อนของคดีและมีวิธีวิเคราะห์อย่างเป็นหลักการ บางอย่างคล้ายกับวิธีการของนักจิตวิทยา แต่ตำรวจสามารถนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ จับกุมคนร้าย รวมถึงการวางแนวทางป้องกันในอนาคตเพื่อให้มีความเข้าใจมากขึ้น เพราะจะมีคดีลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีกแน่นอน ดังนั้นจึงต้องพยายามค้นหากุญแจสำคัญสำหรับไขเข้าสู่ห้วงความคิดของอาชญากร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในอนาคตอีกต่อไป

.......................................................................................................................

อีกบทความหนึ่งเป็นคำอธิบายการก่อคดีแบบกราดยิง

.......................................................................................................................

คนร้ายกราดยิง (Active Shooter) ที่โคราชอาจเรียกว่า “ฆาตกรรมหมู่ประเภทเคลื่อนที่” (Spree Mass Murder) เนื่องจากผู้กระทำผิดก่อเหตุลงมือฆาตกรรมมากกว่า 4 คนขึ้นไปในเหตุการณ์เดียวกัน มีสถานที่เกิดเหตุมากกว่าหนึ่งสถานที่และไม่มีช่วงเวลาหยุดพักขณะลงมือกระทำผิด (Cooling Off Period) อาจใช้เวลาลงมือเพียงไม่กี่นาทีหรืออาจใช้เวลาเป็นวัน

หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ของหน่วยงานสอบสวนกลางประเทศสหรัฐอเมริกาหรือ FBI ได้มีการเก็บรวบรวบข้อมูลเพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับคดีคนร้ายกราดยิงในประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงปี ค.ศ.2000 ถึง 2013 ผลการวิจัยพบว่า

คนร้ายประเภทนี้มักมีความผิดปกติทางจิตประกอบกับความกดดันจากสภาพแวดล้อม เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคนร้ายจะมีความรู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม มีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า มีชีวิตที่ย่ำแย่ รวมไปถึงการถูกกดดันที่มากขึ้น จนก่อให้เกิดความรู้สึกต้องการที่จะแสดงออกและตัดสินใจลงมือก่อเหตุเพื่อระบายความโกรธแค้น ภายหลังก่อเหตุคนร้ายจะรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป การเลือกเป้าหมายของคนร้าย อาจเป็นเป้าหมายที่คนร้ายเจาะจงและเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญอยู่ในที่เกิดเหตุ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวพอดี การก่อเหตุในแต่ละครั้งมักจะมีการวางแผนล่วงหน้า มีการจัดระเบียบแบบแผน (Organized) โดยคนร้ายเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีชีวิตรอดภายหลังจาการก่อเหตุ เพราะส่วนใหญ่คนร้ายจะฆ่าตัวตายหรือถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ

ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมของคนร้ายเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การเจ็บป่วยทางจิตเวช ปัญหาในการสื่อสาร การใช้ความรุนแรง การถูกกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม พฤติกรรมการใช้อาวุธ รวมไปถึงการแสดงความก้าวร้าว โดยก่อนเกิดเหตุคนร้ายจะมีพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ อาจมีการส่งสัญญาณไปยังเป้าหมายหรือคนใกล้ชิดก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เช่น คำพูดที่แสดงความโกรธแค้น การข่มขู่ เป็นต้น ภายหลังการก่อเหตุคนร้ายอาจมีการสื่อสารออกมาอีกครั้งทั้งเป็นคำพูดโดยตรงหรืออาจเป็นการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โซเชียลมีเดีย เพื่อแสดงความพึงพอใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไป

อย่างไรก็ตามควรมีการนำเอาพฤติกรรมของคนร้ายมาศึกษาหาสาเหตุแรงจูงใจเพื่อประเมินภัยคุกคามในอนาคต และหาแนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นซ้ำอีก

............................................................................................................................

ถึงบรรทัดนี้ต้องย้ำว่า เรา (ผู้เขียนและเจ้าของบทความ) ไม่ได้ค้นหาแรงจูงใจเพื่อหาเหตุผลไปสร้างความชอบธรรมให้คนร้าย แต่ที่ต้องศึกษาเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียในลักษณะเช่นนี้อีกในอนาคต.