"สไลด์-20 (แผ่น)" คำภีร์ต้าน "โควิด-19"

            ผมได้ฟังการแถลงเรื่อง คาดการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พร้อมแนะนำ “Social Distancing” และ “Shelter in Place” อย่างไรจึงจะปลอดภัย วิธีการทำงานโดยแยกเป็นทีมและการ Work from Home เพื่อรับมือ COVID-19 ทางเฟซบุ๊กไลฟ์ ของ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2563 (วันที่ สธ.รายงานตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ของไทยอยู่ที่ 721 คน) เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย จึงขอถอดคำแถลงบางช่วงบางตอน พร้อมนำสไลด์ที่คุณหมอใช้ในการแถลงครั้งนี้มาเป็นภาพประกอบ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยหยุดยั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย 

หมายเหตุ : ไม่ได้ถอดการแถลงครบทุกถ้อยคำ และตัดทอนบางช่วงบางตอนออกไปครับ ใครอยากฟังเต็มตามลิงก์นี้ไปครับ https://www.facebook.com/iptv.mahidol/videos/261856858164919/


           วันนี้เป็นการแจ้งให้ทราบถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และสิ่งที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นจากนี้ไป 1-2 เดือนวันนี้จำเป็นที่จะต้องให้พวกเราทุกคนในศิริราชและมหิดลเห็นสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเราจะได้เตรียมตัวได้ทัน เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เริ่มจากช่วงต้น ผมเล่าให้ฟังว่า ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลของโรคอย่าง จนนำไปสู่การเข้าพบนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัด และกระบวนการต่าง ๆ ที่เริ่มมีออกมาเป็นระยะ ๆ มันเกิดขึ้นจากข้อมูลอะไร เหล่านี้เป็นต้น 

           หลังจากนั้นผมจะขออนุญาตโรงพยาบาลพูดให้ฟังถึงสถานการณ์ความพร้อมของศิริราช จำนวนเตียงต่าง ๆ เหล่านี้อุปกรณ์ต่าง ๆ และการประสานในภาพของประเทศ

           ทั้งหมดนี้ไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่ทุกคนต้องตระหนักกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เราต้องช่วยกันทำ

สไลด์ No.1

            ผมเริ่มด้วยสไลด์แรก เป็นสไลด์ที่รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาว่าจำนวนคนไข้ที่มาตรวจโควิด-19 เป็นการตรวจโดยดูตัวไวรัสโดยตรงด้วยเทคนิคที่เรียกว่า RTPCR แท่งสีน้ำเงินคือจำนวนคนไข้ที่ผลเป็นบวก จะเห็นว่าในช่วงสองเดือนก่อนหน้านี้เราค่อนข้างนิ่ง นี่เป็นเหตุผลในช่วงที่ผ่านมา เรานิ่งที่ประมาณ 40 กว่าราย มีเสียชีวิต 1 รายแล้วนิ่งมาเรื่อย ๆ 

            จุดที่เริ่มเปลี่ยนแปลงจะเห็นว่าจำนวนบวกเริ่มวิ่งขึ้น ใหญ่ ๆ เกิดจาก 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผับ และสนามมวย แต่จริงๆ ที่เริ่มเพิ่มขึ้นเราเริ่มกังวล เพราะที่เพิ่มขึ้นคือ ผมเอาสไลด์นี้ให้ดูนิดนึง 

สไลด์ No.2

            สไลน์นี้สำคัญและเป็นฐานในการวางแผนครั้งนี้ จนถึง ณ วันนี้ โลกเราแบ่งประเทศเกี่ยวกับโควิด-19 เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่คุมไม่อยู่ คือ แถบยุโรป เยอะมากกลุ่มที่คุมอยู่ คือ กลุ่ม 3 ประเทศ ด้านล่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เราพยายามดูว่ามีปัจจัยอะไรในการบอกว่าประเทศไทยจะกลายเป็นกลุ่มไหน อาศัยจากข้อมูลสำคัญที่มีอยู่

สไลด์ No.3       

            จากกราฟจะเห็นว่า ศูนย์คือวันที่เริ่มมีจำนวนรายงานของประเทศนั้น ๆ ว่ามีตรวจพบโควิด-19 จำนวน 100 เคส ขึ้นไปเป็น 200 เคส ส่วนเส้นข้างล่างคือจำนวนวัน 

            วงนี้เป็นวงสำคัญคือวง Golden period เป็นจุดผกผันของประเทศว่าจะวิ่งไปแนวทางไหน 

            สังเกตประเทศ 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เป็นประเทศที่อัตราการเพิ่มขึ้นของ โควิด-19 ที่เป็นบวก น้อยกว่ากลุ่มบน โดยกลุ่มบนถ้าลากจาก 200 ไปชนจำนวนวันจะอยู่ที่ 5 วัน หมายความว่า จากวันที่เราเจอว่ามีเชื้อบวกในคนประเทศนั้นจาก 100 เป็น 200 คนอยู่ที่ประมาณ 5 วันแต่กลุ่มประเทศที่คุมไม่อยู่ทั้งหมด เราจะพบว่าตัวเลขจาก 100 เป็น 200 ตัวเลขอยู่ประมาณ 3 วันโดยเฉลี่ย 

สไลด์ No.4

             ตัวเลขของไทยเวลานี้ ตัวเลขที่เราเริ่มแตะจาก 114 เป็น 200 คือ 3.5 วัน แปลว่ามีแนวโน้มไปทางกลุ่มพวกนี้ (กลุ่มคุมไม่อยู่) แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไปดูข้อมูลจริงๆ 3.5 วันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ข้อมูลของเราตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบรายงานทันที หมายความว่าบางรายที่ตรวจเจอจะต้องรีคอนเฟิร์มโดยกรมวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงสาธารณสุขว่าใช่ เพราะฉะนั้นเราจะรายงานช้ากว่าความเป็นจริง ครึ่งหรือหนึ่งวัน ว่าไปแล้วเราเองจาก 100 ถึง 200 เราอยู่ในกลุ่ม 3 วัน 

             กลุ่ม 3 วันที่เราพลอตมาขณะนี้ (สไลด์ No.4) เคิร์ฟเราคล้าย ๆ ของเยอรมนี นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่ทำอะไร ปล่อยไว้แบบนี้ เราคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่ทำอะไรเลยเส้นนี้จะวิ่งไปแบบเดียวกับประเทศที่คุมไม่อยู่ เฉลี่ยแต่ละวันจะมีราย (ผู้ป่วย) ที่ผลเป็นบวก เพิ่มขึ้น 33% 

สไลด์ No.5  

           ผมอยากชวนทุกคนย้อนหลังไปเมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมา เราจาก 30 50 88 89 และ188 จะเห็นว่า ณ วันนี้เราวิ่งไปเร็ว ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เราอยู่ในตัวเลขนี้จริง ๆ ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ขณะเดียวกันถ้าเราคุมอยู่ แทนที่จะโตเพิ่ม เราต้องการจะดึง อย่างน้อยเป็นเส้นนี้ (เส้นประสีเหลือง สไลด์ No.5) ให้ได้ โอกาส ณ เวลานี้ เราจะคุมมาเป็นเส้นแบบญี่ปุ่นยากละ เราเริ่มต้นช้า แต่ทำยังไง อย่างน้อยให้อยู่เส้นนี้ 

           เส้นนี้ (เส้นประสีเหลือง) คือ เส้นที่เราคาดหวังว่าถ้าเราทำได้เราจะดึงจาก 33% ลงมาให้ไม่ถึง 20% 

สไลด์ No.6

           ถ้าเราเพิ่ม 33% ทุกวัน ๆ เราจะมีนิวเคสที่ตรวจพบโควิด-19 เป็นแบบ exponential คือ จะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขแนวดิ่งคือจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 เราเริ่มตั้งแต่ 15 มี.ค. วันที่มีการรายงานผู้ป่วยโควิด-19 เกิน 100 คน ให้ดูตัวเลขว่าถ้าหนึ่งเดือนนับจากนี้จะเป็นอย่างไร

สไลด์ No.7

           ตัวเลขที่เราวิเคราะห์ สไลด์ชุดนี้เป็นชุดเดียวกับที่เราเสนอนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการจังหวัด ถ้าเราเพิ่มที่ 33% แล้วเราไม่ทำอะไร ไม่ช่วยกันจำนวนตัวเลขภายใน 30 วัน คือ 15 เม.ย. เราจะมีตัวเลขผู้ป่วยอยู่ที่ 351,948 ราย ถ้าเราช่วยกันทำได้สำเร็จเราดึงจาก 33% ลงมาเหลือ 20% ได้เราจะมีคนไข้ที่เป็นโควิดอยู่ที่ 24,269 ราย นี่คือเป้าหมายเวลานี้ คุมให้ไม่เกินที่ 24,000 ราย

สไลด์ No.8                        นี่คือกราฟ (สไลด์ No.8) ที่เอาสมมติฐานเมื่อสักครู่ใส่กลับเข้ามาเทียบกับทั่วโลกว่าเราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้สิ่งที่ตามมาไม่แค่จำนวนรายที่มีผลเป็นบวก จำนวนคนที่เสียชีวิตจะมีสัดส่วน....แต่ถ้าเราทำสำเร็จเราจะได้กราฟอีกแบบ ไม่ได้ดีกว่าที่อื่น แต่อย่างน้อยดีขึ้นในระดับหนึ่งที่เราจะควบคุมกันได้

สไลด์ No.9

            นี่คือตัวเลขจากทั้งหมดที่พูดเมื่อกี้ คำนวณทางคณิตศาสตร์แล้วออกมาเป็นจำนวนถ้าไม่ทำอะไร ปล่อยแบบเดิม ทุกคนออกจากบ้าน ใช้ชีวิต ยังอยู่ในสังคม ยังเจอกัน ยังพูดคุยกัน ยังทำงานแบบที่ทำอยู่ในเวลานี้ 15 เม.ย. คาดว่าจะมีคนไทยที่เป็นโควิดกว่า 350,000 ราย 

             ตอนนี้เรารู้ธรรมชาติและนิสัยโควิดว่าจะรุนแรงกี่เปอร์เซ็นต์ หนัก ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ อัตราการตายกี่เปอร์เซ็นต์ เอาตัวเลขทั่วโลกทอนกลับมาเป็นจองไทย จะมีคนที่นอนอยู่โรงพยาบาล 52,000 รายภายในวันที่ 15 เม.ย. ในจำนวนนี้จะมีคนไข้หนัก นอนไอซียู 17,000 ราย ตาย 7,000 ราย 

             แต่ถ้าเราช่วยกันดึงลงมาอยู่ที่ 20% ได้ตัวเลขจะอยู่ที่ตรงนี้ (กลุ่มตัวเลขบนพื้นหลังสีฟ้า) คือ พบผู้ติดเชื้อ 24,000 ราย นอนโรงพยาบาล 3,600 ราย อยู่ ไอซียู 1,200 ราย ตาย 485 ราย 

              ผมเอารูปนี้ (ขวาล่างของสไลด์No.9) มาให้ดูเพราะไม่อยากให้เป็นแบบอิตาลี เมื่อจำนวนคนเจ็บป่วยทะลักเข้ามาโรงพยาบาล สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกินศักยภาพของโรงพยาบาลเมื่อไร เราจะต้องเกิดเหตุการณ์โรงพยาบาลสนาม หรือการักษาพยาบาลนอกพื้นที่ 

             ที่สำคัญคนไข้หนัก ถ้าเราปล่อยให้ถึง 17,000 รายมันจะเกินตัวเลขที่ประเทศไทยทั้งประเทศจะช่วยกันดูแลได้ 

             "ผมย้ำว่าไวรัสโควิดเมื่อเข้าสู่ร่างกายเราสิ่งที่มันทำลายเราก่อนตั้งแต่ต้นหากเข้าไปแล้วเราคุมมันไม่อยู่คือภูมิต้านทานเราไม่เกิดขึ้นมันจะทำลายปอด"

             "หลายคนคงเห็นนะครับว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่เดินมาเหมือนไม่มีอาการ ไม่มีไข้อะไร มีไข้ต่ำแล้วมาตรวจ เอ็กซเรย์ปอดธรรมดาไม่เห็น แต่พอเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ปอดปรากฏว่าเริ่มทำลายปอดแล้ว แปลว่าเรามีคนไข้แบบนี้ที่ไม่รู้ตัวเองเพราะเข้าใจว่าฉันยังสบายดี แต่ไวรัสตัวนี้มันแทรกเข้าไปในเซลล์เนื้อปอด ทำลายเนื้อปอด จนเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งถึงเริ่มมีอาการออกมาให้เห็น มีไข้ เริ่มมีอาการเหนื่อย นั่นหมายความว่าปอดอาจไปถึงจุดที่ว่าถูกทำลายไปเยอะแล้ว"

             ถ้าอาการเป็นมากขึ้นคนไข้เหล่านี้อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เครื่องช่วยการทำงานของปอดและหัวใจที่เราเรียกว่าเอ็กโม่ 

             ถ้าแตะถึงตรงนี้แล้วคนหล่านี้จะเกิดเหตุการณ์เหมือนที่อิตาลีคือต้องเลือกว่าจะรักษาใคร ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น

สไลด์ No.10        

            ผมเอาตัวเลขให้ดูศักยภาพของประเทศไทยว่าในกรุงเทพฯ ที่ทำไมเราจับกรุงเทพฯก่อนเพราะ 70% ผู้ป่วยโควิดอยู่ในกรุงเทพฯ ในกรุงเทพฯ เรามีห้องแยกผู้ป่วยเดี่ยว 237 ห้อง 

            ห้องแยกผู้ป่วยรวมหลายเตียง เป็นที่พักของคนไข้ที่เจอโควิดบวก พวกนี้อาการไม่เยอะ ในกรุงเทพฯ เรามี 143 เตียง ต่างจังหวัดมี 3,000 กว่าเตียง 

            ห้องที่เป็นเนคคาทีฟ ห้องควบคุมความดันไม่ให้เชื้อกระจายทั้ง กทม.มี 136 เตียง ต่างจังหวัดมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าเตียง

            ดูตัวเลขนี้แล้วย้อนกลับไปดูตัวเลขเมื่อกี้ (สไลด์No.9) ว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรจะเห็นว่าตัวเลขเกินศักยภาพของประเทศไทย (ตัวเลขไอซียู 17,597 ราย) ทั้งประเทศ และคนไข้โควิดที่เข้ามายังโรงพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหนัก คนไข้เหล่านี้ถ้าไม่เสียชีวิตจะอยู่ในห้องผู้ป่วยหนักเป็นสัปดาห์ ๆ นั่นหมายความว่า คนไข้สะสมจะเข้ามาอีก ทำให้เกิดกระบวนการที่เราต้องเลือกจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอเพราะมันจะเริ่มไม่พอ ถ้าเราไม่ช่วยกัน 

             ตัวเลข 1,213 ราย ที่เราพยายามคุมลงมาที่ 20% เพราะเป็นตัวเลขที่ เราพอจะเอาอยู่ ทั้งประเทศพอจะมีเตียงผู้ป่วยหนักรองรับได้

             นอกจากตัวเลขที่เราทำแล้วจำนวนบุคลากรสาธารณสุขเป็นอีกสิ่งที่เรากังวลมาก ในอิตาลีที่เสียชีวิตไป 8% ที่ตายเพราะโควิดเป็นบุคลากรด้านสุขภาพ เพราะเข้ามาจนกระทั่งอุปกรณ์ที่จะช่วยในการป้องกันตัวต่าง ๆ ไม่พอ ชุด หน้ากากป้องกัน มันจะเริ่มไม่พอ ถ้าจำนวนคนไข้หนัก ๆ วิ่งเข้ามาเยอะ ถ้าเราไม่ดักตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายทางนี่ อุปกรณ์ต่าง ๆ เราสู้รบปรบมือไม่ทัน 

             เวลานี้เราทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เราพูดถึงจำนวนคนทั้งหมดที่ตัวเลขนี้ (สไลด์ no.10) แต่ขณะเดียวกัน ไม่ใช่แพทย์ทุกคนสามารถดูแลผู้ป่วยหนักของโควิดก็ต้องเป็นแพทย์ที่รู้ลึกเฉพาะด้านลงไปอีก

สไลด์ No.11

            อันนี้มาจากสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ที่่ได้ทำตัวเลขเหมือนกันคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกัน ลงไปในรายสัปดาห์เลยว่า ถ้าถึงตอนนี้ถ้าเราไม่ทำอะไร ปลายเดือนมีนาคมนี้เราเห็นตัวเลขทะลุพันเลย 

           ตัวเลขที่สมาคาฯ คาดการณ์อาจถึง 2,500 ราย 30 มีนา ถึง 5 เมษา จะขึ้นไปถึง 7,500 ราย...เวลาเราคาดการณ์ไปในอนาคตโดยอาศัยข้อมูลทางระบาดวิทยา ข้อมูลทางสถิติ อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เป็นการบอกแนวทาง บอกทิศทางว่าน่าจะเป็นอย่างไร

          (ขอข้ามช่วงที่คุณหมออีกสองคนแถลงแล้วตัดกลับมาที่คุณหมอประสิทธิ์แถลงต่อ)

           ระบบสาธารณสุขตอนนี้ คนไข้หนักส่วนหนึ่งอยู่บำราศนราดูร ราชวิถี และโรงเรียนแพทย์ ศักยภาพของราชวิถี บำราศนราดูร ทำได้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งมา ศิริราช รามา จุฬาฯ ส่วนต่างจังหวัดก็ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกัน เราจะต้องตั้งรับกับรายหนัก ๆ ถ้าเราไม่ช่วยกันวันนี้เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งเราขยายยังไงก็ไม่ไหว 

           วันนี้ที่เรามาคุยกันเพื่อทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นที่ว่าเข้ามาจนไม่ไหว สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้อยากให้ใครก็แล้วแต่ที่ได้เห็น เริ่มตั้งแต่วันนี้ อย่ารอจนทุกอย่างช้า เพราะตอนนี้จะไม่ทันแล้ว

สไลด์ No.12           

           เราแบ่งเป็นมาตรการแรก ป้องกันคนติดเชื้อจากข้างนอกมาสู่พื้นที่ของเรา คือการปิดกั้นไม่ให้เข้า จะเห็นว่า ณ วันนี้รัฐบาลทำแล้วระดับหนึ่ง การระงับการเดินทางจากคนในพื้นที่เสี่ยงเข้าประเทศไทย ณ วันนี้ปิดแล้ว 

           ต้องบอกว่า ณ วันนี้ประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมาก ๆ ตอนนี้อยู่ในทวีปยุโรป คนเหล่าถ้าเราไม่ปิด สกัดกั้นเขาเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้ว หลายคนตอนเดินเข้าสนามบินไม่ได้มีไข้ เพราะการวัดไข้สนามบินมีความไวในการตรวจคนเหล่านี้ได้อย่างมาก 48% ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว คือ ต้องมีหนังสือรับรองว่าปราศจากเชื้อนี้ และเมื่อเข้ามาแล้วต้องถูกจำกัดพื้นที่ 14 วัน ผมเชื่อว่าด้วยวิธีนี้คนจำนวนหนึ่งไม่เข้า

           ตอนนี้รัฐบาลได้ควบคุมการเข้าประเทศที่ไม่ใช่เครื่องบินคือชายขอบทั้งหลายการเดินทางด้วยรถยนต์ก็ปิดพื้นที่ ด่านทั้งหลายที่จะปล่อยให้คนต่างประเทศโดยเฉพาะเพื่อนบ้านเราเข้ามา.....ประเทศไทยเราเนื่องจากไม่ได้ทำในช่วงแรกแต่ตอนนี้ดำเนินการแล้วครอบคลุมทุกประเภทการเดินทางแล้ว

สไลด์ No.13

          ระยะที่ 2 เป็นระยะที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกัน...มาตรการคือตรวจคนติดเชื้อให้เจอให้ได้ .... (อ่านรายละเอียดตามสไลด์No.13)

          ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ มาตรการที่เราพยายามรณรงค์ ให้คนไทยช่วยกัน ถ้าเข้ามาตรวจที่ศิริราชก็บอกว่าไปในพื้นที่เสี่ยงมาเราจะได้รู้ แต่ถึงวันนี้มีเรายังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อตรวจไปจนเจอทีหลัง นั่นหมายความว่าคนศิริราชจำนวนหนึ่งอาจจะได้รับเชื้อนี้ไปแล้ว....

สไลด์ No.14

          อีกวิธีหนึ่งคือการปิดพื้นที่ ต้องเด็ดขาด เพราะแค่คน ๆ เดียวมีเชื้อเข้าไปในพื้นที่ มีเชื้อ ไอ จาม 

          ผมให้ข้อมูลนิดนึง ปกติคนธรรมดาพูดออกไปจะมีละอองออกไป 3,000 ละอองในระยะ 1 เมตร นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงบอกให้ห่างกัน 2 เมตร ถึงแม้ไม่ได้ไอ หรือจาม ไม่มีสารคัดหลั่ง ก็ตาม  ดีที่สุดคือใส่หน้ากาก ถ้าเราคุยกันใส่หน้ากากละอองจะติดอยู่ที่หน้ากาก.... ตอนนี้ รัฐบาล-กทม. ดำเนินการแล้ว 

          "โรคติดต่อจะไม่ติดต่อถ้าคนไม่ติดต่อกัน" จำหลักแค่นี้

           ระยะที่สาม คนในพื้นที่เราจะขยายวงแพร่ออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ต้องบอกว่าเรามาอยู่แบบนี้แล้ว มาตรการในต่างประเทศหลายแห่งปิดประเทศ ปิดเมือง ไม่ให้คนติดเชื้อใหม่เข้ามาและไม่ให้คนติดเชื้อออกไป ร่วมกันให้คนในประเทศพยายามอยู่ในบ้าน ไม่เดินทางพร่ำเพรื่อ

           นาทีที่เราออกจากบ้านเราอาจไม่มีเชื้อแต่เราไปคุยกับใครก็ไม่รู้ว่าเขามีหรือไม่มีเชื้อก็มีโอกาสที่เชื้อเข้ามาในตัวเรา 

           เชื้อพวกนี้ต้น ๆ ไม่มีอาการ เราอาจนำเชื้อนี้กลับมาในครอบครัว คนที่เรารักโดยที่เราไม่รู้ มารู้อีกทีกลายเป็นครอบครัวติดเชื้อไป....

สไลด์ No.15           

            แล้วมีคำอยู่ 3-4 คำที่อยากให้พวกเราเข้าใจ (สไลด์ no.15) หากเรารีบทำด้วยการตัดวงจรการระบาดได้ ด้วยการทำสิ่งเหล่านี้คือการไม่ออกไปเจอคนเยอะแบบนี้ อย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ โดยทั่วไปเราแนะนำ 3 สัปดาห์ จะเห็นว่าในต่างประเทศเวลาพูดกันคือการทำ Shelter in Place อย่างน้อย 3 สัปดาห์ ตัวเลขนี้มาจากระยะฝักตัว 14 วัน + ระยะหลังจากฝักตัวอีกระยะหนึ่ง...จากนั้น คุณหมออธิบายคำศัพท์ 3 คำตามสไลด์ No.15

สไลด์ No.16

           คำอีกหนึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่องค์การอนามัยโลกย้ำว่าขอให้ทุกคนบนโลกใบนี้ช่วยกันทำสิ่งนี้ เราเรียกว่าการทำ Social Distancing หลักการคือ โรคติดต่อ จะไม่ติดต่อ ถ้าคนไม่ติดต่อกัน (สไลด์ no.16) .... ที่สำคัญเราเดินทางจากบ้านไปที่ที่มีกิจกรรมซึ่งระหว่างเดินทางทำ social distancing ก็ยากเหมือนกัน ในหลายประเทศปิดขนส่งมวลชนเพราะเป็นอีกที่ที่ทำให้เกิดการกระจายของเชื้อ เพราะคนอยู่ในที่ปิดประตูหมด ผมยกตัวอย่าง บีทีเอส ...นี่คือเหตุผลของมอตโต้ที่ว่า "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ" 

สไลด์No.17            คุณหมอให้ข้อมูลตามสไลด์No.17 เป็นการถอดบทเรียนเพื่อเตรียมการ โดยคุณหมออ่านข้อความตามสไลด์ดังกล่าว

สไลด์ No.18            

            ข้อเสนอเชิงนโบยายสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าเราช่วยกัน คาดการณ์ อย่าไปคาดหวังว่าทำวันนี้ พรุ่งนี้คนติดเชื้อจะน้อยลง ไม่ใช่ น่าจะเห็นการติดเชื้อของคนน้อยลงประมาณ 4 สัปดาห์ การเพิ่มจะค่อย ๆ ลดลง ชะลอการระบาดของโรค ผมเชื่อว่าประเทศไทยที่เราคาดการณ์ตัวเลข กว่าโควิดจะหายไปจากเราคงใช้เวลาอย่างน้อย ๆ ประมาณ 9 เดือน ถ้าเราช่วยกัน 

            สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ณ วันนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาออกจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัด รัฐบาลก็ประกาศแล้ว มีหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยไปให้ทุก ๆ หมู่บ้าน ตำบล ควบคุมการกระจายขณะนี้ดำเนินการอยู่ 

สไลด์ No.19

           ผมย้ำตัวเลขนี้อีกครั้ง คนไทยจะเป็นผู้เลือก เราจะเลือกแบบที่ต้องการ 3.5 แสน หรือ 2.4 หมื่น จะเลือกคนที่นอนโรงพยาบาล 5.2 หมื่น หรือ 3.6 พัน ... ตาย 7,000 หรือ ตายน้อยกว่า 500 (สไลด์ no.19) เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ

สไลด์ No.20   

         ส่วนของการทำงานที่บ้าน (สไลด์ no.20) ผมย้ำว่า แต่ละพื้นที่ มหาวิทยาลัยแต่ละคณะ คงทำงานไม่เหมือนกัน ขอให้ยึดหลักแล้วไปโมดิฟายเอา สังเกตลักษณะงานตัวเอง ถ้าบริการสาธารณะยังจำเป็นต้องมีคนทำงาน ผมแนะนำการบริการสาธารณะหยุดไม่ได้ เพื่อป้องกันการหยุดชะงัก เราแบ่งคนทำงานออกเป็นกลุ่มหรือทีมมากว่า 1 ทีม สลับกันทำงาน ถ้าคนใดคนหนึ่งในทีมนั้นติดเชื้อเข้าทั้งหมดจะต้องถูก quarantine ส่วนคนติดเชื้อถูก isolate และต้องสืบสวนต่อไปอีกว่าไปติดต่อใคร ส่วนอีกทีมหนึ่งก็จะเข้ามาทำงาน แต่ก่อนเข้ามาต้องทำความสะอาดก่อน ด้วยวิธีเรายังสามารถให้บริการสาธารณะหรือมวลชนได้ อันนี้แล้วแต่แต่ละแห่ง สิ่งที่สำคัญคือต้องใช้เทคโนโลยีทำงานทางไกลมาช่วย นับวันนี้แต่ละคณะ มหาวิทยาลัยสัมพันธ์กันแล้ว เท่าที่ผ่านมาที่ผมทราบทำได้ดีทีเดียว...(ดูรายละเอียดในสไลด์แผ่นที่ 20)