SAVE "กองหนุน" สู้วิกฤตโควิด-19

           ภาพหนึ่ง แทนคำพูดนับพัน ... ภาพนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาฯ มหาวิทยาลัยรังสิต นำมาโพสต์เอาไว้ 

           เป็นภาพที่บ่งบอกอะไรได้มากมาย นับตั้งแต่ที่เกิดกับ ประชาชนไม่มีหน้ากากอนามัย จนถึงวันนี้ก็ยังหาซื้อยากมาก บางพื้นที่เชื่อว่ายังหาซื้อไม่ได้ ลามถึง  "กองหน้า" คือบุคลากรการแพทย์ขาดอุปกรณ์ป้องกัน ลามไปถึง "กองหนุน" ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อสม. อาสากู้ภัย ฯลฯ ซึ่งช่วยเหลือประชาชนต่อสู้กับวิกฤติโรคโควิด-19 ระบาดในครั้งนี้ที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักรบมือเปล่า

           ประชาชนอย่างเรา ๆ ว่า เครียดกับสถานการณ์โรคระบาดแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยต่าง ๆ ที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่เครียดกว่าเราเป็นไหน ๆ  

           พวกเขาเก็บตัวอยู่บ้านไม่ได้ แถมต้องออกปฏิบัติหน้าที่เผชิญความเสี่ยง เป็นด่านหน้าให้เรา แต่เอาเข้าจริง ๆ พอถึง "หน้างาน" ต้องใช้ "ใจ" ล้วน ๆ 

           ใครอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ลองตรองดู ถ้าโรงพักแห่งหนึ่ง ตำรวจติดโควิดต้องกักตัวกันหมด อะไรจะเกิดขึ้น

           แล้วสมมตินะครับสมมติ ตำรวจคนนั้นปฏิบัติงานอยู่กับอาสากู้ภัย หรือไปอยู่กับพนักงานดับเพลิง หรือไปอยู่กับ อสม. และใครต่อใคร ความวุ่นวายมันจะเบอร์ไหน แถมไปเพิ่มภาระให้แพทย์ พยาบาลอีก

           ข้อกังวลเหล่านี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน 

           อาจารย์ยกตัวอย่าง ตำรวจประจำด่านตรวจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดเรียกตรวจรถยนต์ แล้วคนขับซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ และตำรวจก็ขาดอุปกรณ์ในการป้องกัน เช่น ถุงมือ ก็จะสัมผัสเชื้อและมีโอกาสไปแพร่ต่อคนใกล้ตัวได้

           ถ้าไม่มีตำรวจในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ แม้จะมีข้อกำหนดเวลาเข้าออกเคหะสถาน แต่มันใช้ไม่ได้กับโจรผู้ร้าย ซึ่งอาจฉวยโอกาสนี้ก่ออาชญากรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ได้สะดวกขึ้น

           นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่เป็น "กองหนุน" ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากโรคระบาดด้วย 

           โดยเฉพาะปัญหาความเครียดสะสมจากสถานการณ์โรคระบาด ผสมโรงกับปัญหาเดิมที่มีอยู่ในแต่ละคน เช่น ตกงาน ขาดรายได้ ซึ่งจะส่งผลให้คน ๆ นั้นก่อเหตุรุนแรงทั้งกับตัวเองและผู้อื่นได้ 

           หรือแม้กระทั่งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งหลายคนคงคาดไม่ถึงว่า อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ จะเกิดปัญหาเหล่านี้จริงหรือ 

           จริงครับ หลายประเทศที่เผชิญกับโรคโควิดระบาดมีรายงานปัญหาเหล่านี้แล้วว่ามีตัวเลขสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น 

           ข้อเสนอแนะของอาจารย์กฤษณพงค์ เห็นว่า ควรมีอาสาสมัครระดับพื้นที่หรือชุมชนเข้าไปรองรับ ช่วยเหลือ และพูดคุยบรรเทาปัญหาดังกล่าว และพยายามถอดบทเรียนจากต่างประเทศเพื่อนำมาปรับใช้ ขณะเดียวกันคนในสังคมก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลานให้เข้าใจและร่วมมือในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ 

           ที่สำคัญคือการบริหารจัดการที่มีปัญหาต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้ทรัพยากรและองค์ความรู้ต่าง ๆ กระจายลงไปให้ถึงระดับพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขามีแต่ "ตัว" กับ "หัวใจ" ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ นักรบการวิ่งตัวเปล่าฝ่าดงกระสุน

           นี่เป็นเศษเสี้ยงหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นและเชื่อว่าจะมีเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นระลอก แถมยืดเยื้อ ยาวนาน สถานการณ์อาจหนักหนาสาหัสกว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 40 หรือมหาอุทกภัย ปี 54 ด้วยซ้ำ 

           หลายคนเริ่มถามหาแผนกู้วิกฤตหลังจากนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมการ แต่สิ่งที่ต้องเร่งลงมือทำตอนนี้คือ ดูแล กองหน้า กองหนุน เครื่องไม้เครื่อง ให้พร้อมสรรพ ถ้ากองกำลังภาคปฏิบัติ กายพร้อม ใจพร้อม จะแผนไหนก็เชื่อว่าขับเคลื่อนฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้.