“เด็กติดแล็บ” ช่วงชีวิต ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์


          ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองภายในฝั่งขั้วรัฐบาลร้อนระอุ ผมมีโอกาสติดสอยห้อยตาม คุณณฐา พงษ์ศาศวัต บรรณาธิการข่าว กับ คุณพรนภัส ตะปะสา ผู้สื่อข่าว PPTV ไปสัมภาษณ์พิเศษ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ถึงอนาคตของไทยท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

           ตลอด 1 ชั่วโมงกว่าของการพูดคุยและให้สัมภาษณ์ ดร.สุวิทย์ พาพวกเราย้อนกลับไปในอดีตสมัยวัยเรียน ซึ่งเป็นหัวเชื้อสร้างหลักคิดและแรงบันดาลใจให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ คนแรกของประเทศ ในการทำงานขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 

           นโยบายและโครงการต่าง ๆ ที่รัฐมนตรีสุวิทย์เล่าให้ฟัง นอกจากนี้ยังพูดถึงยุทธศาสตร์รวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19

           อะไร อย่างไร คือ โอกาสในวิกฤตที่ ดร.สุวิทย์เชื่อว่าจะเป็นอนาคตของไทยที่ตอบโจทย์ตัวเองและโลกได้

           หลายเรื่องทำให้ผมปิ๊งแว้บ แต่ที่ว่ามาข้างต้น ขออนุญาตไม่นำมาเล่าในบทความนี้ เอาเป็นว่าขอเรียกน้ำย่อยคุณผู้อ่านได้โปรดติดตามได้ในสกู๊ปพิเศษที่ทีมข่าว PPTV จะนำเสนอในรายการข่าวนะครับ

           บอกใบ้ให้ว่า เป็นเรื่องที่ไทยเก่งอยู่แล้วทั้งนั้นเพียงแค่คลิ๊กนิดหน่อยก็มีโอกาสพุ่งทยานได้ ฟังแล้วจุดประกายความหวังได้เป็นอย่างดี

           ส่วนบทความนี้ ผมขอหยิบบางช่วงบางตอนของการสัมภาษณ์ซึ่งเป็นช่วงชีวิตวัยเด็กของท่านรัฐมนตรีมาเล่าฟังเป็นเรื่องสนุก ๆ หลุดกรอบ ซึ่งผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนรวมทั้ง ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ได้เป็นอย่างดี

           ดร.สุวิทย์พูดถึงนิสัยตัวเองสมัยเด็ก ๆ ว่า เป็นคนที่เรียนรู้แล้วต้อง “พิสูจน์”   

           “ตอนเรียนในหนังสือวิทยาศาสตร์เขาบอก โซเดียมเวลาใช้อันตรายมากมันต้องใส่ในน้ำมันก๊าซ เนื่องจากมันไวมาก เพราะฉะนั้นถ้าเอาโซเดียมไปทำปฏิกิริยาอะไรให้ไปเคลือบปรอทก่อน ผมก็ไม่เชื่อ ไปศึกษาภัณฑ์เลย เอาหลอดแก้ว ซื้อโซเดียม ไปซื้อปรอทมา ทดลองตามนั้น ปรากฏว่าโชคดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ ปรากฏว่าหลอดแก้วนั้นเปียกน้ำซึ่งมันเกิดปฏิกิริยาทันที รุนแรง ทำให้ปรอทที่เป็นของเหลวกลายเป็นของแข็ง

             ปรากฏการณ์นั้นไม่มีอะไรหรอก จริง ๆ ไม่มีอะไรหรอก ปรากฏการณ์คือมันเกิดแก๊สหนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วผมทำใกล้ ๆ สังกะสี ปรากฏว่าสังกะสีร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งงอกอะไรออกมาจนถึงจุดหนึ่งสังกะสีเป็นรูพรุน ตกใจ ตอนนั้นมีความรู้สึก ตอนนั้นอยู่ มศ.1 หรือ มศ.2 รู้สึกว่า วัน ๆ ไม่คิดอะไร คิดจะทำอาวุธสงคราม ที่มันเจาะรถถัง มีความรู้สึกตื่นเต้นกับมัน”

            อีกประสบการณ์วัยเด็กที่บ่งบอกตัวตนจากปาก ดร.สุวิทย์ คือ การทำห้องทดลอง หรือที่เราเรียกติดปากว่า “ห้องแล็บ” ในบ้านตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งทดลองจนระเบิดทำให้ตัวเองเป็นโรคดีซ่าน นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาบเกือบเดือน

            “...ไม่เชื่อไง อยากทำอะมิโน แอซิดที่เป็นโปรตีนเองนอกหลอดทดลอง สนุก แต่อันตราย คืออะไรก็ตามที่หลุดกรอบเราถึงสัมผัสมันได้ คำว่า Out of the box มีมานานแล้วเพียงแต่สังคมไทย วัฒนธรรมไทย ไม่ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนเรามีโอกาสแบบนี้...”

            นี่เป็นสิ่งที่ ดร.สุวิทย์ อยากฝากไว้ให้ช่วย เด็ก ๆ ปลดปล่อยพลังออกมา

            ผมพยายามถอดคีเวิร์ดช่วงวัยเรียนของ ดร.สุวิทย์ ออกมาเป็นคำ ๆ ได้อยู่หลายคำ เช่น “พิสูจน์”, “กล้าคิด กล้าฝัน”, “โอกาส” และ “กรอบ”

            คำเหล่านี้ทำให้ผมนั่งคิดทบทวนถึงระบบการศึกษาของไทยอยู่นาน

            ที่ผ่านมาถ้าพูดถึงการศึกษาไทยก็มีทั้งแง่บวก และลบ ซึ่งคงเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากเรื่องอื่น ๆ มีทั้งตามกรอบ และพยายามออกนอกกรอบ แต่ก็ดูเหมือนว่าวันวนปัญหายังมีอยู่และดูจะซ้ำซากพอสมควร

            ถ้าไม่นับเรื่องฉาวที่เป็นมุมมืดในวงการศึกษาซึ่งมักตกเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่ามี “กับดัก” บางอย่างกำลังฉุดรั้งดึงขากางเกง เด็กที่กล้าคิด กล้าฝัน และอยากพิสูจน์ความสามารถในเส้นทางที่ตัวเองเลือกเดิน

             เขาเลือกหลุดจากกรอบ แต่กลับไปติดอีกกรอบราชการ ไม่แน่ใจว่ากรอบนี้คือ “ตัวระบบ” หรือ “ตัวบุคคล”

             ตัวอย่างที่ทีมข่าวพีพีทีวีทำข่าวสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ครอบครัว น้องเฟียน อัจฉริยะเปียโน ซึ่งมีความบกพร่องด้านการอ่านและสะกดคำ หรือที่เรียกว่า แอลดี ออกมาร้องศาลปกครองขอความเป็นธรรมเรื่องการเลื่อนระดับชั้น (ลิงก์ข่าว https://bit.ly/2ViRLTl)

             คุณพ่อน้องเฟียนขอทำ “โฮมสคูล” ตั้งแต่ปี 2557 ได้รับอนุมัติเมื่อปี 2561 ต่อมามีปัญหาเรื่องการเลื่อนระดับชั้น ตอนแรกประเมินให้จบ ป.6 แต่ต่อมากลับเปลี่ยนให้อยู่ ป.5

             ตอนนี้น้องเฟียน อายุ 16 ปี แต่ยังอยู่แค่ชั้น ป.5 ซึ่งมีผลเวลาสมัครสอบ สมัครแข่งขันเปียโน ต้องไปอยู่ในกลุ่มเด็ก ป.5 หรืออายุประมาณ 10-11 ขวบ

            เรื่องนี้ศาลปกครองกลางพิจารณาตัดสินยกฟ้องคำร้องของคุณพ่อน้องเฟียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แว่ว ๆ มาว่าใช้เวลาอีกเป็นปี

            เรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องใหม่คงไม่ใช่เพราะโฮมสคูลในสังคมไทยมีมานานแล้วแต่ปัญหายิบย่อยยังมีอยู่ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นธรรมดา ไม่ว่าอะไรย่อมมีปัญหา แต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ปัญหาลูกไม่เคยเล็กเลย

            ปัญหาเก่าของระบบการศึกษาไทยที่หมักหมมมานาน อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ เปรียบเทียบการศึกษาไทยเหมือนเป็นโรคหัวใจ เป็นโรคเรื้อรังมานาน รักษายาก หวังยาก และเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้

            เรื่องราวของน้องเฟียน และความเห็นจากผู้คร่ำหวอดแวดวงการศึกษาไทยต่อระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้เป็นอย่างไร ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่ไหน ติดตามได้ในรายการ สารตั้งต้น สารคดีเชิงข่าวจากพีพีทีวี ตอน “อัจฉริยะนอกระบบ” วันศุกร์ที่ 26 มิ.ย.นี้ เวลา 22.30 น. ทาง พีพีทีวี เอชดี (PPTV HD) ช่อง 36.