7 ปี 11 เดือน 3 วัน “บอส สั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา”
7 วัน “อัยการ” เขี่ย “พยานหลักฐานใหม่?” (1/3)

          ถึงวันนี้ 6 ส.ค.2563 คดี “บอสสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา” ผ่านมาแล้วกว่า 7 ปี 11 เดือน 3 วัน ฝากบาดแผลใหญ่ แหวกรอยแผลเดิมในกระบวนการยุติธรรม และระบบแบบไทย ๆ ให้เหวอะหวะ เผยสนิมเนื้อในให้เห็นกันไปทั่วโลก

          ทันทีที่สำนักข่าวต่างประเทศเปิดประเด็นออกมา กระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะ “ต้นน้ำ” และ “กลางน้ำ” ก็ล้มทั้งยืน

          คนกลางน้ำอย่างอัยการ อยู่ดี ๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ เงียบกริบอยู่หลายวัน ก่อนจะออกมาบอกว่าตั้งคณะทำงานตรวจสอบเรื่องนี้ใน 7 วัน

          คนต้นน้ำอย่างตำรวจ ออกมายอมรับว่า “จริงตามข่าว” ต่อมาปรากฏข่าว พนักงานสอบสวนทำเรื่องขอถอนหมายจับออกจากระบบเฝ้าระวังตามด่านตรวจคนเข้าเมือง และอินเตอร์โพล เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนบอส จะลอยชายไปไหนมาไหนก็ได้แล้วนับจากนี้ แต่ก็แก้เกี้ยวด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการเออออกับอัยการ ขอเวลา 15 วัน

          ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศที่เพิ่งพูดเสียงดัง ๆ ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ผมฟัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบ” คงแบกหน้าต่อไปไม่ไหว สั่งตั้งชุดทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาโดยให้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ มาช่วย ขอเวลาอีก 30 วัน

          เรื่องร้อนลามไปถึงกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบเรื่องนี้ เรียกคนนั้นคนนี้ที่เกี่ยวข้องมาซักถามกันเต็มไปหมด หนำซ้ำขุดเอาชวเลขเก่าเก็บเมื่อครั้ง สนช.ที่เป็นช่องทางร้องขอความเป็นธรรมของ “บอส” ออกมาแบบกันหน้าต่อหน้า

          ท่ามกลางกระแสร้อนเรื่องฉาวกลับเลวร้ายลงเมื่อ นายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานปากสำคัญที่เป็นกุญแจปลดล็อกทุกข้อหาดันมาเสียชีวิตบนถนนใน จ.เชียงใหม่ กว่าจะเคลียร์ข้อสงสัยว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังการเสียชีวิตหรือไม่ก็ต้องชันสูตรกันถึง 2 ครั้งจนได้ข้อยุติว่าเป็นอุบัติเหตุ

          นี่ยังไม่นับข้อถกเถียงเรื่องการคำนวณหาความเร็วรถตามหลักฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ หรือกับวาทกรรม “โคเคนทำฟัน” ซึ่งสะเทือนไปถึงวงการแพทย์ และทันตแพทย์ หรือกับกระแสเรียกร้องจากแวดวงวิชาการหรือแม้กระทั่งจดหมายจากคนในตระกูล “อยู่วิทยา” ด้วยกันเองก็ออกมาเรียกร้องให้คนต้นเหตุออกมาชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ใจเสียที

          นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกหลายต่อหลายคน หลายฝ่ายที่ถูกตามหาเพื่อหวังคำชี้แจงแถลงไขจะช่วยทำข้อเท็จจริงในคดีนี้ให้กระจ่างชัด คืนความเป็นธรรมกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ กับญาติ รวมทั้งสังคมไทย

          ต่อมาเมื่อครบกำหนด 7 วัน คณะทำงานอัยการตั้งโต๊ะแถลงผลการตรวจสอบเป็นหน่วยงานแรกจึงสมควรแก่การบันทึกการแถลงครั้งประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยครั้งนี้เอาไว้โดยละเอียด แม้จะไม่ทุกถ้อยคำหรือทุกเหตุการณ์แต่ส่วนใหญ่เป็นคำพูดแบบคำต่อคำของอัยการแต่ละคนบนโต๊ะแถลง นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

          คณะทำงานอัยการคดี “บอส วรยุทธ” ตามคำสั่ง พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 ก.ค.2563 มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ส่วนคณะทำงานประกอบด้วย

          นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา (ติดราชการ)

          นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี

          นายชาติพงศ์ จีระพันธุ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจฯ (ติดราชการ)

          นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา และเลขานุการคณะทำงาน

          นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา

          นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงาน ได้แถลงสรุปผลการตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2563 ใช้เวลาในการแถลงราว ๆ 1 ชั่วโมงครึ่ง ดังนี้

          นายประยุทธ เริ่มแถลงชี้แจงไล่ลำดับไปตามประเด็นที่กำหนดไว้ 3 ข้อ คือ

          1.การสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ว่าการสั่งดังกล่าวเป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างไร

          2.คนที่สั่งมีเหตุผลในการพิจารณาสั่งคดีนี้อย่างไร

          3.เมื่อได้ดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 แล้วคณะทำงานมีข้อเสนอแนะหรือแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไร

          นายประยุทธ: เกี่ยวกับคดีมีข้อเท็จจริงเบื้องต้น คือ คดีนี้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เมื่อ 4 มี.ค.2556 เป็นคดีระหว่าง พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี เป็นผู้กล่าวหา ส่วนผู้ต้องหามี 2 คน ผู้ต้องหาที่ 1 คือ นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งพนักงานสอบสวนตั้งเป็นผู้ต้องหามาตั้งแต่ต้นเริ่มคดี คือ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้เสียชีวิต

         ข้อกล่าวหานายวรยุทธ 5 ข้อกล่าวหา ดังต่อไปนี้

         1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย

         2.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย

         3.หลังเกิดเหตุหลบหนีไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที

         4.ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด

         5.ขับรถขณะเมาสุรา

         ทั้ง 5 ข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนเห็นควร ลงความเห็นทางสำนวนเสนอพนักงานอัยการมาว่า

         เห็นควร "สั่งฟ้อง" ข้อหา "ขับรถชนคนตาย"

         เห็นควร "สั่งฟ้อง" ข้อหา "ทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย"

         เห็นควร "สั่งฟ้อง" ข้อหา "หลบหนี ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ และแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที"

         และเสนอเห็นควร "สั่งไม่ฟ้อง" 2 ข้อหา คือ "ขับรถขณะเมาสุรา" และ "ขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด"

         ส่วน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 ถูก แจ้งข้อหา ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย สั่งไม่ฟ้องเพราะผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย

         นี่คือท้องสำนวน (น. เนื้อหาของเรื่อง) ที่ทางพนักงานสอบสวนเสนอพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ อาญากรุงเทพใต้ 1 เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ได้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีนี้ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าคดีสำคัญต้องพิจารณาในรูปขององค์คณะทำงาน

         เหตุคดีนี้เกิดวันที่ 3 ก.ย.2555 เวลา 05.20 น. ท้องที่ คลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร บนถนนสุขุมวิท ขาออก ช่องทางมุ่งหน้าไปทางพระโขนง

         เมื่อสำนวนมาถึงพนักงานอัยการ คณะพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กรุงเทพใต้ 1 ก็ตั้งคณะทำงาน วันที่ 7 ได้มีความเห็นทางสำนวนดังต่อไปนี้

         ความเห็นในส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย หลบหนี พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องตามที่พนักงานสอบสวน เสนอมา ข้อหาขับรถเร็วกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่พนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง อัยการมีความเห็นแย้ง ให้สั่งฟ้อง ข้อหานี้ ส่วนข้อหาขับรถขณะเมาสุรา พนักงานอัยการเห็นด้วยกับพนักงานสอบสวนในการสั่งไม่ฟ้องข้อหานี้

         สำนวนคดีนี้เนื่องจากมีการสั่งไม่ฟ้องบางข้อหา ระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุดจะต้องเสนอจำนวนตามลำดับชั้นไปถึงอธิบดีอัยการเป็นคนสั่งสำนวนคดีนี้ พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 เสนอสำนวนไปยังอัยการพิเศษฝ่าย อัยการพิเศษฝ่ายเห็นพ้องด้วยในวันที่ 8 วันรุ่งขึ้น เสนอต่อไปยังรองอธิบดีอัยการเห็นด้วยช่วงประมาณเดือนเมษายน

         สำนวนนี้เสนอไปถึงอธิบดี อธิบดีก็เห็นด้วยในวันที่ 2 พฤษภาคม ไทม์ไลน์ที่ไล่เรียง จะเห็นว่าสำนวนที่อัยการสั่งไปในแนวทางเดียวกันมีการสั่งไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมดจนถึงอธิบดี มีข้อหาหนึ่งที่สั่งไม่ฟ้องเหมือนกันหมดคือขับรถขณะเมาสุรา

         สำนวนนี้ถูกส่งต่อไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งต่อมาในเดือนมิถุนายน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็เห็นพ้องด้วย กับคำสั่งของพนักงานอัยการ ก็เป็นอันว่าในส่วนของข้อหานี้เป็นอันเสร็จเด็ดขาด

         ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดต้องสั่งยุติคดี เมื่อผู้ต้องหาถึงแก่ความตายสิทธิในการฟ้องอาญาเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ อาญามาตรา 39 พนักงานอัยการสั่งระงับคดีในส่วนนี้

         จะเห็นว่าคำสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ติดอยู่ในทำนองนี้มาโดยตลอด แต่ปรากฏว่าเมื่อสำนวนกลับมาจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เราไม่สามารถยื่นฟ้องได้เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะฟ้องผู้ต้องหาต้องมีตัวอยู่พร้อมกับที่อัยการจะไปส่งฟ้องต่อศาล เพราะผู้ต้องหาคนนี้ยังไม่ได้อยู่ในอำนาจการควบคุมของศาล

         เมื่อนายวรยุทธไม่มาพบก็มีการร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งหลายหน แต่เอาเป็นว่าในกระบวนการเอาเป็นว่ากระบวนการร้องขอความเป็นธรรมมีพยานทั้งอยู่ในสำนวนและนอกสำนวน เป็นกระบวนการที่อัยการเรายังยืนคำสั่งฟ้องนายวรยุทธตลอดมา

         จนกระทั่งหลายข้อหาที่อายุความ ปีหนึ่งก็ดี 5 ปีก็ดี 1 ปีสำหรับขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด 1 ปีสำหรับข้อหาขับรถทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ปี 2522 ส่วนนี้ขาดอายุความ

          หลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือฯ อายุความ 5 ปี ก็ขาดไปด้วยเช่นกัน ระหว่างนี้เรียนว่า พนักงานอัยการร้องขอความเป็นธรรมก็ร้องแต่ไม่ได้ระงับยับยั้งในการติดตามให้เอาตัวมาฟ้อง อัยการแจ้งหลายครั้งหลายหนให้พนักงานสอบสวนนำตัวมาเพื่อฟ้องศาล เมื่อไม่ได้ก็แจ้งให้ออกหมายจับ และในสุดท้ายก็มีการออกหมายจับ

          จนกระทั่งในท้ายที่สุดคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2563 นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธในข้อหาที่เหลือคือ ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่เหลือและได้เสนอความเห็นและคำสั่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก "คำสั่งนี้ไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด"

           เมื่อไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยผู้รักษาการ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ "คำสั่งไม่ฟ้องในส่วนนี้จึงเสร็จเด็ดขาด" และเป็นประเด็นที่ทางสังคมให้ความสนใจในขณะนี้ 

           ดังนั้นประเด็นที่คณะทำงานตรวจสอบจึงอยู่ในกรอบ 3 ประเด็นที่เกริ่นนำตอนต้น ดังต่อไปนี้

           ประเด็นที่ 1 การสั่งสำนวนของ นายเนตร นาคสุข เรื่องกรอบอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง เรียนอย่างนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด มีบทบัญญัติของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรอัยการ และพนักงานอัยการ ปี 2553 วางกรอบว่าให้มีการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานอัยการสูงสุด ต่อมาปี 2554 กอ.ได้มีประกาศของคณะกรรมการ แบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานอัยการสูงสุดออกเป็น 60 หน่วยงานภายใน มีระดับอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วยงาน

          เช่นเดียวกันในการขึ้นรับตำแหน่งของอัยการสูงสุดเป็นแนวปฏิบัติตลอดมาของสำนักงานอัยการสูงสุดคือว่า เมื่ออัยการสูงสุดขึ้นมารับตำแหน่งก็จะมอบหมาย มอบอำนาจ ภารกิจทั้งหลายในแต่ละด้านให้ระดับรองอัยการสูงสุดไปกำกับดูแลแต่ละด้าน

          สมัยปัจจุบันคือ ปี 2562 อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 1515/2562 มอบหมายภารกิจ สรุปสั้น ๆ คือว่า "งานร้องขอความเป็นธรรม" อยู่ภายใต้การรับผิดชอบดูแลของนายเนตร นาคสุข

          นอกจากนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของพนักงานอัยการอย่างนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 60 มาตรา 248 บอกว่า "อัยการมีอิสระในการสั่งสำนวน จะต้องพิจารณาสั่งสำนวนโดยอิสระ เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง"

          ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ปี 2547 ข้อ 51 ข้อ 52 ก็จะแบ่งให้อัยการแต่ละชั้นมีอำนาจสั่งคดีภายใต้อัตราโทษอะไรอย่างไรชัดเจน ยึดโยงกับความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ

          ประการสุดท้าย บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการทั่วประเทศ หากบุคคลที่เกี่ยวข้องเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมย่อมสามารถร้องขอความเป็นธรรมได้ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ 2547 ข้อ 48

           เพราะฉะนั้นในคดีนี้นายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งหลายครั้งหลายหน...ก็อยู่ภายใต้กรอบของระเบียบตรงนี้

          ดังนั้นกระบวนการยึดโยงมาถึงสุดท้ายนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดสั่งคดีนี้จึงเป็นตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของสำนักงานอัยการสูงสุดทุกประการ

          ประเด็นที่ 2 นายเนตรมีการพิจารณาสั่งสำนวนคดีนี้อย่างไร จะฉายภาพรวมกว้าง ๆ ไม่ลงรายละเอียด

          ณ เวลาที่เกิดเหตุ 3 ก.ย.2555 จนกระทั่งสำนวนมาถึงพนักงานอัยการ 4 มี.ค.2556 6 เดือนนิด ๆ พยานในท้องสำนวนจะมีพยานที่สำคัญอยู่หลายปาก หนึ่งในนั้นคือประเด็นความเร็วของรถ พยานเรื่องความเร็วของรถ ได้ความในเบื้องต้นจากการสอบสวน

          ช่องทางที่เกิดเหตุเป็น 3 ช่องทาง ข้อเท็จจริงทางการสอบสวนปรากฏว่ารถนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่ช่องทางขวาสุดติดกับเกาะกลางถนน มีรถกระบะคันหนึ่งซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของนายจารุชาติ มาดทอง อยู่ช่องกลาง ซ้ายสุดจะเป็นรถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาที่ 2 คือ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ

          นายจารุชาติ มาดทอง ให้การกับพนักงานสอบสวนทันที 3 วันหลังเกิดเหตุว่า เห็นรถผู้ต้องหาที่ 2 ผู้เสียชีวิต ขับจากเลนซ้ายสุดมาเลนกลาง ตัวเองแตะเบรกแล้วหลบไปทางซ้ายแซงขึ้นไป 3 วินาทีมีเสียงการเฉี่ยวชนกันด้านหลังแต่ตัวเองไม่เห็น และพยานปากนี้มาให้การตอนหลังว่าตัวเองขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นก็มีการชนกันเกิดขึ้น

           พยานที่ไปถึงที่เกิดเหตุในทันทีในฐานะผู้เกี่ยวข้อง เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญพิเศษของตำรวจก็คือ พ.ต.ท.สมยศ แอบเนียม และ พ.ต.ท.สุรพล เดชรัตนวิชัย สองปากนี้ไปตรวจสภาพรถให้ความเห็นเบื้องต้นว่ารถ ร่องรอยการเฉี่ยวชนกันไม่ได้เสียหายมาก น่าเชื่อว่าไม่ได้ขับเร็ว ความเห็นของตำรวจแต่แรก

          ต่อมามีพยานที่เกี่ยวข้องอีกปากหนึ่งคือ พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น (ยศในขณะนั้น) ปากนี้เป็นตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานกลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับทีมงานลงไปที่เกิดเหตุได้กล้องวงจรปิด วัตถุพยานบริเวณนั้น จากนั้นออกมาทำรีพอร์ต รายงานการตรวจพิสูจน์ และลงความเห็นทางวิชาการในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษว่า รถคันนี้แล่นด้วยความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

          นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญในตอนแรกที่ทางพนักงานอัยการเป็นเหตุผลในการเชื่อปากนี้ในการสั่งฟ้อง และในท้องสำนวนยังมีพยานอีกชุดหนึ่ง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา เข้ามามอบตัวในเวลา 16.00 น. ของวันเกิดเหตุแล้วส่งตรวจเลือดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

          ผลค่าเลือดมี 2 ตัวซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญเชื่อมโยงข้อเสนอแนะของทางอัยการ ตัวแรกคือพบปริมาณแอลกอฮอล์ 68 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ซึ่งตรงนี้มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเป็นนายแพทย์ลงความเห็นไว้บอกว่า นายแพทย์วรนิตย์ คงมีผล ให้เหตุผลว่า ค่าเลือดตรวจในเวลา 16.00 น. ได้เท่านี้ หากเป็นการดื่ม ณ เวลาเกิดเหตุ ปกติธรรมชาติร่างกายจะขับเลือดออกจากร่างกายจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ตอนนั้นเกือบ 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 380 กว่ามิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้หมดสติ ครองสติไม่ได้ ประกอบกับมีพยานในบ้านเห็นว่า คนนี้ดื่มเหล้าอยู่ก่อนหน้าจะมีการเข้ามามอบตัวหลังเกิดเหตุจึงเป็นที่มาของหลักฐานในส่วนของพนักงานสอบสวนและอัยการเห็นพ้องต้องกันในส่วนนี้

          แต่เลือดสำคัญในกลุ่มหนึ่งที่มีการตรวจในวันนั้นมีพบสารแปลกปลอม มีสารอยู่ในร่างกายนายวรยุทธ หรือบอส หลายตัว หนึ่งในนั้นคือ "โคเคน" ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 หากใครเสพย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 58 มีโทษตามมาตรา 91 อัตราโทษ 6 เดือนถึง 3 ปี ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่คณะทำงานของเราจะยึดโยงและอธิบายทางออกว่า ส่วนนี้จะมีนัยทางคดีอย่างไร

          ย้อนกลับมาคดีนี้พยานที่รวบรวมทั้งหมดนี้เป็นพยานที่อัยการชุดแรกเชื่อว่าความเร็วของผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นความมั่นคงน่าเชื่อถือกว่า 2 ปากแรกคือ พ.ต.ท.สุรพล และพ.ต.ท.สมยศ เพราะสองปากนี้เป็นคนตรวจรถ ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องความเร็ว อัยการหยิบยกประเด็นนี้ ไม่เชื่อ แต่สุดท้ายหลังจากนั้นผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมมีการสอบสวนเพิ่มเติมปรากฏข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ได้เปลี่ยนความเร็วจาก 177 มาเหลือไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เป็นพยานส่วนแรกเข้ามา

           หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้มีการเรียกร้องขอความเป็นธรรม รวบรวมพยานมากมายเข้ามาในสำนวน รวมทั้งไปผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีพยานหลายอย่างเข้ามา

           ผมกำลังจะไล่เรียงให้เห็นว่า พยานทั้งชุดเก่าและชุดใหม่ ณ เวลาที่สำนวนอยู่ความรับผิดชอบของนายเนตร นาคสุข ไม่มีความเร็วของพยานปากใดเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ระหว่าง 90 80 70 จะเฉลี่ยอยู่ช่วงนี้

           ดังนั้นคณะทำงานจึงเห็นว่าสิ่งที่นายเนตร นาคสุข หยิบเอามาประกอบการวินิจฉัยในสำนวนเป็นพยานหลักฐานในสำนวนนั้นเอง ไม่ได้อยู่นอกสำนวน และการพิจารณาคดีของพนักงานอัยการก็ต้องว่าไปตามพยานหลักฐานในสำนวน มีพยานชุดเก่าและชุดใหม่ นี่คือที่มาที่ไปของสั่งคดีของนายเนตรและเสนอไปยัง ผบ.ตร.ได้มีความเห็นชอบในเวลาต่อมา

           จากการสั่งของนายเนตร และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบอย่างที่ไล่เรียง เกิดประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยมากมายคณะทำงานจึงพิเคราะห์สำนวนโดยละเอียดแล้วพบข้อเท็จจริงและมีข้อเสนอแนะนำกราบเรียนท่านอัยการสูงสุด 2 ประเด็นหลักต่อไปนี้

           ประการแรก ผลการตรวจเลือดตั้งแต่วันเกิดเหตุพบสาร "โคเคน" อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ถือว่าการกระทำผู้ต้องหาส่วนนี้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ตามมาตรา 58 มีอัตราโทษตามมาตรา 91 ข้อหาส่วนนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีผู้ต้องหาที่ 1 คือนายบอส หรือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา คณะทำงานจึงมีความเห็นเสนอท่านอัยการสูงสุดให้แจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ในข้อหานี้ และคดีนี้ยังไม่ขาดอายุความ

          ประเด็นที่ 2 เรื่องความเร็ว ผมไล่เรียงโดยภาพรวมให้เห็นภาพจะเห็นว่า ความเร็วเดิมทีเดียว พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น บอกว่า 177 แต่เอาไปเอามา สุดท้ายไม่มีความเร็วมากกว่านั้นเลย ความเร็วตรงนี้เป็นที่มาของหนึ่งในเหตุผลที่นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา

          ผมขออธิบายข้อกฎหมายเพื่อสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนอย่างนี้

          การสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เมื่อเสนอไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องนั้นย่อมเสร็จเด็ดขาดในเรื่องของคำสั่ง แต่คดียังไม่ถึงที่สุด

          คำว่า "คดียังไม่ถึงที่สุด" หมายความว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 บอกว่า หากมีการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้วไม่ให้สอบสวนคดีนั้นอีก เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ และพยานนั้นเป็นพยานสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การนำสืบให้ศาลลงโทษผู้นั้นได้ นี่คือหลักกฎหมาย

           เมื่อความเร็วมันยังไม่นิ่ง ปรากฏว่าหลังจากที่ข่าวนี้สะพัดออกไปมีพยานสำคัญชิ้นหนึ่ง อันนี้อยากให้พี่น้องสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบและเช็คได้ มีการให้ข้อเท็จจริงของพยานปากหนึ่งในการไปร่วมรายการสื่อมวลชนหลายรายการคือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ เป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านให้ข้อเท็จจริงอย่างนี้ ขณะเกิดเหตุท่านได้รับการว่าจ้างหรือเป็นสัญญาจ้างจากส่วนราชการก็คือกองพิสูจน์หลักฐานกลางให้เป็นที่ปรึกษาแล้วให้ความเห็นทางวิชาการกรณีมีคดีสำคัญ (อาจารย์สธนโพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า "ผมเป็นที่ปรึกษาแต่ไม่ได้รับการว่าจ้างนะครับ ไม่ได้เงินสักบาท") ในคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ชนรถจักรยานยนต์ ด.ต.วิเชียร ทาง ดร.สธน ให้การว่าได้รับการประสานงานจาก พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ให้ลงที่เกิดเหตุพร้อมกันแล้วไปตรวจจากกล้องวงจรปิดซึ่งเป็นวัตถุพยานด้วยกันกับ พ.ต.ท.ธนสิทธิ ได้ไปวัดบริเวณที่เกิดเหตุร่วมกันกับ พ.ต.ท.ธนสิทธิ และทีมงาน จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำรีพอร์ต ทำรายงานเกี่ยวกับลงความเห็นทางวิชาการของซึ่งกันและกัน

           ผมได้เรียนพี่น้องสื่อมวลชนตอนแรกว่า พ.ต.ท.ธนสิทธิ ได้บอกว่าความเร็วที่ตัวเองทำครั้งแรก 177 ดร.สธนก็ได้ความเร็วที่ใกล้เคียงกันมาก 177 กว่า แล้วก็ส่งรีพอร์ตนั้นให้กับ พ.ต.ท.ธนสิทธิเอาไปไว้ในสำนวน

           คณะทำงานของเราตรวจสำนวนโดยละเอียดแล้วไม่มีหลักฐานชิ้นนี้ ไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ จาก ดร.สธน นี่คือพยานหลักฐานใหม่ตามนัย ป.วิ อาญา มาตรา 147 เป็นพยานหลักฐานและจะนำไปสู่การพิสูจน์ผิดถูกคดีนี้ได้

           ทางคณะทำงานจึงมีความเห็นกราบเรียนท่านอัยการสูงสุดให้แจ้งไปยังพนักงานสอบสวนให้เริ่มต้นสอบสวนคดีนี้ใหม่เพื่อดำเนินคดีนายบอสในข้อหานี้ต่อไป

           สรุปก็คือว่า แม้จะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายบอส หรือวรยุทธ อยู่วิทยาแล้วแต่คดียังไม่จบ เพราะคณะทำงานเห็นว่าเมื่อกฎหมายบอกว่ามีพยานหลักฐานใหม่ดำเนินการได้เราก็จะแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไปภายอายุความเหลืออีก 7 ปี

           ในส่วนเสพโคเคนยังไม่มีการแจ้งข้อหา ไม่ดำเนินคดีก็จะแจ้งให้ดำเนินคดีควบคู่กันไปนั่นคือในความเห็นของคณะทำงานของเรา 


โปรดติดตามต่อ
:::ตอนที่ 2:::