7 ปี 11 เดือน 3 วัน “บอส สั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา”
7 วัน “อัยการ” เขี่ย “พยานหลักฐานใหม่?” (2/3)

           นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา หนึ่งในคณะทำงาน: ในการทำงานของคนที่ทำคดีเราสั่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนนั้นคุณภาพความน่าเชื่อถือในการรับฟังเท่าไรนั่นเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เราจะต้องใช้ในการหาพยานหลักฐานที่ดีที่สุดต่อไป

           ประเด็นแรกเรื่องความเร็วในเรื่องนี้ใน ขณะที่นายเนตร นาคสุข สั่งสำนวนเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงในสำนวนเกี่ยวกับความเร็วนั้นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลย ความเห็นดังกล่าวไม่ใช่ความเห็นจากประจักษ์พยานแต่เป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เป็นพยานให้ความเห็นประกอบการพิจารณา

          ผมเรียนว่าคดีขับรถประมาทนั้นพยานผู้เชี่ยวชาญ พยานจากสภาพที่เกิดเหตุ สภาพความเสียหายของรถมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าประจักษ์พยาน

          ประจักษ์พยานที่มีการอ้างว่ามีในสำนวนการสอบสวนนั้นจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อรับฟังได้สอดคล้องกับสภาพพยานทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏเท่านั้น

          สำนวนนี้ในเบื้องแรกความเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสภาพความเสียหายของรถ 2 ปากให้ความเห็นความเร็วของรถไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่านพิจารณาจากสภาพความเสียหายของรถทั้งสองคันเมื่อมีการเฉี่ยวชนกัน พยานทั้งสองปากให้นำหนักความเร็วอยู่ในระยะใกล้เคียงกันโดยมิได้ใช้การคำนวณอย่างเช่น พ.ต.ท.ธนสิทธิ ที่ท่านให้ความเห็นว่าเป็นความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งในความเห็นของพนักงานอัยการที่มีการสั่งคดีเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เมื่อผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าเป็นความเร็ว 177 พนักงานอัยการก็มีความเห็นว่าประมาท

          อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมาผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกัน ท่านก็ให้ความเห็นว่า ขณะที่ให้ความเห็นนั้นมันมีความไม่สมบูรณ์ ไม่ชัดเจนในการพิจารณาความเร็วแล้วท่านก็ให้ความเห็นความเร็วว่าอยู่ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็สอดคล้องกับพยานทั้งสองปากทื่เคยให้การ เพราะฉะนั้นในประเด็นว่าในขณะที่ขับรถมีความเร็วเท่าไรในขณะที่มีการสั่งสำนวนคดีนี้ไม่ปรากฏความเร็วเกินเลยไปกว่านี้

           หลังจากสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากเราไม่สามารถไปหาความเร็วได้จากที่ไหนแล้วจึงมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเร็วในขณะเฉี่ยวชนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากความเห็นที่เราใช้ในความเร็วในเบื้องแรกไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วย่อมถือได้ว่า ข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ในการประมวลความเห็นในการมีคำสั่งนั้นอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงเนื่องจากข้อเท็จจริงประกอบการใช้ดุลพินิจนั้นเปลี่ยนแปลงไป

           กระบวนการเรื่องการหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีต่อไปนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้นานแล้วแล้วเราก็ดำเนินการในคดีที่มีการสั่งไม่ฟ้องแล้วนำคดีขึ้นมาพิจารณาต่อไปได้ "ไม่ใช่การรื้อฟื้น" เพราะคดียังไม่ได้ยุติ เสร็จเด็ดขาดเหมือนคำพิพากษาศาลฎีกา

           ในส่วนของยาเสพติดมีคำถามว่ามีการเสพยาเสพติด มีคำถามว่ามีการเมาสุราในขณะขับรถหรือไม่ นี่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ทำให้กระบวนการสอบสวน ผมใช้คำว่า "ไม่สมบูรณ์"

           เรื่องนี้เหตุเกิดประมาณตี 5 แต่พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ขับขี่ที่ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุไปเจาะเลือดได้เวลา 16 นาฬิกา มีระยะเวลาที่หายไป

           ผลการเจาะเลือดได้ความว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 69 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ พนักงานสอบสวนได้สอบผู้เชี่ยวชาญในเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ท่านให้ความเห็นว่า 69 นี่ "เมา" แน่นอน แต่เป็นเวลา 16 นาฬิกา

           จากการคำนวณอัตราการลดลงตามเปอร์เซ็นต์ของแอลกอฮอล์ในเลือดตามเวลาที่ผ่านไป หมอให้ความเห็นว่า แอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงทุกๆ 15% ต่อ 1 ชั่วโมง

           จากการพิจารณาจำนวนแอลกอฮอล์ในเลือด 69 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แล้วย้อนกลับไปจนถึงปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดถ้ามีการดื่มสุรา มีปริมาณเลือดในเวลาตี 5 ขณะเกิดเหตุ หมอให้ความเห็นว่า จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 389 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดขนาดนั้นจะไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะขับรถได้แน่นอน

          ด้วยเหตุนี้ข้อเท็จจริงในขณะที่พิจารณาเรื่องในความเห็นเรื่องขับรถด้วยอาการเมาสุราในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการเราเห็นว่า "ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ มิใช่ยืนยันว่าไม่อยู่ในอาการเมาในขณะเกิดเหตุ"

          ส่วนยาเสพติดนั้นมีการเจาะเลือดไปตรวจพร้อม ๆ กับแอลกอฮอล์ สิ่งที่พบในเลือดพบสารหลายตัว แต่สารที่น่าสนใจมี 2 ตัว "เบนซอยเลคโทนีน" (Benzoylecgonine) กับ "โคคาเอธลีน" (Cocaethylene)

          เบนโซเลคโทนีน สารนี้ไม่ใช่ยาเสพติด ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นสารที่พบในร่างกายเมื่อร่างกายทำปฏิกิริยากับ "โคเคน" ถ้าพบสารตัวนี้ในเลือดต้องถือว่าร่างกายได้รับ "โคเคน"

           ส่วนโคคาเอธลีน สารนี้หมอให้ความเห็นว่า สารนี้ก็ไม่ใช่ยาเสพติด แต่จะพบสารนี้ถ้าเสพ "โคเคน" พร้อมกับ "แอลกอฮอล์"

           เพราะฉะนั้นในข้อเท็จจริงนี้ที่คุณหมอให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นโคเคน เป็นยาเสพติดประเภท 2 แต่สองตัวนี้ไม่ใช่ยาเสพติด อย่างไรก็ดีพนักงานสอบสวนก็ได้ไปสอบสวนผู้เชี่ยวชาญต่อไปว่าการพบสารประเภทนี้มันสามารถยืนยันได้ถึงการ "เสพโคเคน" หรือไม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ คุณหมอเอง โดยเฉพาะคุณหมอวิชาญ เปรี้ยวนิ่ม ท่านให้ความเห็นว่า ผลการพบสารตัวนั้นมันยืนยัน 100% ไม่ได้ มันอาจจะเกิด ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า "ผลบวกลวง" ถ้าการตรวจเลือดนั้นเป็นการผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หรือเสพสารบางประเภท ซึ่งคุณหมอให้ความเห็นเลยว่า ถ้าเสพยาแก้ปวด หรือยาปฏิชีวนะที่เรียกว่า อะม็อกซี่ฯ ก็อาจให้ผลอย่างที่กล่าวได้

            พนักงานสอบสวนได้ไปสอบต่อมีทันตแพทย์ในขณะนั้น ข้อเท็จจริงในภายหลังเราจะว่ากัน ทันตแพทย์ยืนยันว่าก่อนที่จะมีการเจาะเลือดได้ให้ยาอะม็อกซี่ฯ กับผู้ต้องหาที่ 1 ในขณะที่ไปรักษาฟัน เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเจ้าของสำนวนหรือแม้แต่พนักงานสอบสวนถึงไม่ดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด

           แต่อย่างไรก็ดีคณะทำงานเราไม่เห็นด้วย เราเห็นว่าเรื่องนี้ต้องไปเข้าสู่กระบวนการสอบสวนว่ามันเกิดขึ้นจากการเสพยาปฏิชีวนะหรือเกิดจากการเสพโคเคน ตรงนี้เป็นข้อเสนอที่เราไปเสนอภายหลัง

          ส่วนเหตุผลอย่างอื่นที่เราพบ ในความสับสนวุ่นวาย ความรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมกลับมองว่าเป็นโอกาสดีที่เราได้เห็นปัญหาเชิงระบบ เราพบว่าในกรณีการสอบสวนเรื่องนี้ การเจาะเลือดของพนักงานสอบสวน การสอบสวนความเห็นผู้เชี่ยวชาญจาก 177 กลับมาเหลือ 76 โดยไม่ลงไปสอบให้ชัดเจนมันเกิดขึ้นจากดุลพินิจของพนักงานสอบสวนฝ่ายเดียว เป็นเรื่องที่เราพูดกันมานานแล้วว่าควรจะได้มาดูด้วยกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นในความเห็นเราก็เลยมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่การทำงานของพนักงานอัยการกับพนักงานสอบสวนควรได้ร่วมกันสอบสวนเรื่องนี้อย่างทันท่วงที ถ้าเรื่องนี้มีการเจาะเลือดในขณะที่มีการขับรถความเห็นในเรื่องความผิดอาจเปลี่ยนแปลงไป

          สอง ผมเรียนเรื่องการร้องขอความเป็นธรรม เรื่องนี้เสียเวลากันมากมาจากการร้องขอความเป็นธรรม ถามว่าการร้องขอความเป็นธรรมคืออะไร การร้องขอความเป็นธรรมเป็นกระบวนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นความสำคัญของการให้สิทธิผู้ต้องหาในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ถ้าใครไม่ได้เป็นผู้ต้องหาอาจไม่เข้าใจกระบวนการนี้ แต่คนที่เคยผ่านเรื่องพวกนี้มาจะทราบว่ากระบวนการนี้ช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมได้อยู่บ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมในความหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด หมายความว่า ถ้าผู้ต้องหาหรือแม้กระทั่งผู้เสียหายเห็นว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในหลาย ๆ เรื่องยังไม่ได้ให้ความเป็นธรรมอย่างที่รู้สึก ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายสามารถที่จะนำเรื่องนั้นมาขอให้พนักงานอัยการสั่งให้มีการสอบสวนในประเด็นเหล่านั้นได้

          สิ่งที่เรากำหนดเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหาแต่ในหลาย ๆ เรื่องกลายเป็นปัญหาเสียเองเราไม่สามารถควบคุมการร้องขอความเป็นธรรมให้ยุติหรือมีกรอบเวลาในการดำเนินการได้ด้วยเหตุผลเดียวคือ "ความเป็นธรรม"

          เรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดต้องไปถอดบทเรียนว่าเราอาจต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการร้องขอความเป็นธรรมกันใหม่ อาจจะต้องกำหนดให้มีการร้องขอความเป็นธรรมกันได้เพียงครั้งเดียว อาจต้องมาพบพนักงานอัยการทุกครั้ง กระบวนการร้องขอความเป็นธรรมก็เป็นเรื่องที่สองที่่เราเสนอความเห็น

         สาม เรื่องนี้เราพบมานานแล้ว ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ในปัจจุบันเรามีผู้เชี่ยวชาญมาก และหลายด้าน แต่ละด้านเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เมื่อก่อนเราใช้ผู้เชี่ยวชาญจากกองพิสูจน์หลักฐาน ต่อมามีนิติวิทยาศาสตร์แต่ก็มีความลักลั่นว่าเราจะใช้ความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านใด หนักไปกว่านั้นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญแตกต่างกันแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร จึงเสนอว่าควรให้มีการตรวจพิสูจน์ในหลายเรื่องที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญในสถานที่ใดที่หนึ่งหรือจะต้องเช็คบาลานซ์กันอย่างไร เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจว่าในกระบวนการยุติธรรมเราจะต้องไปถอดบทเรียนเรื่องนี้ด้วย

          เรื่องนี้ถ้ามองด้านดี เราพบหลายเรื่องที่มีปัญหา เรื่องนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากอะไรจะทำให้เราได้แนวคิดที่จะไปแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น ผมเรียนว่าเราได้ไปตรวจจริง ๆ แล้วเราไปพบสิ่งที่เราเห็นอยู่ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราไปดูได้แท้จริงทั้งหมดเนื่องจากระยะเวลาผ่านมานานแต่ผมยืนยันว่าในสิ่งที่เราเสนอขอให้มีการนำไปพิจารณาเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการสำนวนในอนาคต

              นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี หนึ่งในคณะทำงาน: เกิดความสับสนในข้อกฎหมายเยอะมาก เช่น คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องของอัยการมีคนพูดว่าคดีถึงที่สุด ผมบอกกลับไปดูกฎหมายกันใหม่ได้ไหม คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหมายถึงว่า งดการสอบสวนเรื่องนั้นจนกว่าจะมีพยานหลักฐานใหม่ ไม่ได้บอกว่าคดีนี้เสร็จเด็ดขาด

              คดีที่เสร็จเด็ดขาดแล้วตกไปมีเพียง 2 กรณี 1.ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เอามาฟ้องใหม่ไม่ได้ 2.คดีขาดอายุความ ฟ้องไม่ได้เพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย แต่คดีนี้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหมายความว่า งดการสอบสวนในเรื่องนี้ เพราะการสอบสวนเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของคนพอสมควร แต่ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ที่จะลงโทษผู้กระทำได้ตามความในมาตรา 147 ก็ไปสอบสวนใหม่แล้วอัยการก็สั่งใหม่ได้ ถ้าพยานหลักฐานพอฟ้องก็ต้องสั่งฟ้อง

              ปัญหาที่ท่านชาญชัยพูดความเร็วเป็นปัญหาและมีพยานหลักฐานใหม่ อาจารย์สธนก็ดี หรือแม้กระทั่งอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในสำนวนการสอบสวน พนักงานอัยการเอาเรื่องนอกสำนวนมาสั่งไม่ได้จะเป็นการสั่งตามอำเภอใจ

              เราก็เสนออัยการสูงสุดว่าให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานเหล่านี้ถ้าเป็นพยานหลักฐานใหม่ สอบ แล้วส่ง อันนี้ไม่ใช่รื้อฟื้นคดี คนละเรื่องกัน ถ้ารื้อฟื้นคดีหมายความว่าศาลตัดสินเสร็จเด็ดขาดแล้วยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีถ้ามีหลักฐาน อันนี้อยู่ระหว่างชั้นสอบสวนฟ้องร้อง

             คดีแบบนี้เราเคยมีที่สั่งไม่ฟ้อง กรณีคนต่างชาติ เรื่องเพชรซาอุ สั่งไม่ฟ้องไปแล้วแต่ต่อมามีการสอบสวนมีพยานหลักฐานใหม่ ดีเอสไอไปสอบพบแหวนของผู้ตายอยู่ในเซฟเฮ้าส์ในโรงแรม เราก็สั่งใหม่ หยิบคดีนี้ขึ้นมาฟ้อง นี่เป็นเรื่องปกติของการสอบสวน

             มีหลายท่านพูดจบแล้ว จบแล้ว ยัง ตราบใดที่ยังไม่หมดอายุความ ขอเรียนว่ายัง เอาพยานหลักฐานใหม่เข้ามา นี่คือกระบวนการที่จะเดินต่อไป

             เรื่องนี้ร้องขอความเป็นธรรมกันหลายรอบ เราบอกว่าจริง ๆ ต้องหยุดได้แล้ว เรื่องนี้สุดท้ายเหมือนกับมีการตรวจสอบ ร้องที่อัยการ และมีอีกมาตรการหนึ่งที่อยากให้ทำความเข้าใจบางทีเรามองข้าม

             มาตรา 134 วรรคท้าย ผู้ต้องหามีสิทธินำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์โดยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ แต่ที่ผ่านมาในคดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ทำให้แล้วมาสิ้นสุดที่อัยการ อัยการก็เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม ร้องแล้วเราไม่ได้ เราไม่ทำให้ เขาก็ไปร้องคณะกรรมาธิการฯ ที่สภาฯ นี่คือข้อเท็จจริงที่่เกิดขึ้น จนในที่สุดกรรมาธิการก็ส่งมาที่เรา เราก็ไม่เชื่อกรรมาธิการฯ เราก็สอบสวน ซึ่งพยานที่เขาอ้างในชั้นกรรมาธิการฯ เป็น "พยานเก่า" ทั้งสิ้น

             มีใหม่ ๆ ก็ทหารอากาศ ที่เพิ่มเติมมาจากชั้นกรรมาธิการ ก็เรียกมาสอบยืนยันอีกที ตัวพยานที่เสียชีวิต จารุชาติให้การในครั้งแรก ให้การหลังเกิดเหตุ 5 วัน มาให้การว่ารถมอเตอร์ไซค์ของดาบตำรวจผู้ตายอยู่ข้างหน้าแล้วตัดเข้ามาเค้าแล้วขยับไปเลนเดียวกับรถเฟอร์รารี แต่เขาไม่ได้บอกความเร็ว

            ส่วนนายตำรวจที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจรถ ก็บอก ชนกันอยู่เนี่ยไม่น่าจะเกิน 80 เราอ่านแล้วเข้าใจว่าชนเสร็จ ดาบตำรวจกระเด็นตกมาหน้ากระจกรถแล้วรถมอเตอร์ไซค์กับรถเฟอร์รารียังคงวิ่งต่อไปโดยไม่มีคนขับ พอรถเฟอร์รารีเบรค มอเตอร์ไซค์หลุด

            เพราะฉะนั้นความเข้าใจว่าชนแล้วกระเด็นไป 200 เมตร ผมว่ายังคลาดเคลื่อนกันข้อเท็จจริง ชน 177 มันต้องแหลกมากกว่านี้แต่ผมว่าไม่ใช่ 80 ส่วนศพดาบตำรวจก็ตกไปอีกข้างหนึ่ง คือไม่อยากให้ไปบอกว่ารถลากศพไป ไม่ใช่ ถ้าลากศพไปผมว่าเละไม่มีชิ้นดี แต่สภาพศพดูแล้วยังเรียบอยู่แต่มันชนแน่นอน

            ที่เราพูดถึงพยานใหม่ก็เพราะเราฟังสื่อสารมวลชน ฟังทุกคนที่พูดในโซเชียล ในทีวีเราฟังหมด เราคิดว่าเนี่ยพยานหลักฐานใหม่ ถ้าพยานหลักฐานเหล่านี้ท่านอาจารย์สธน ถ้ามีรายงานท่านอาจารย์สธนในสำนวนมาตั้งแต่ต้นเราจะสบายใจกว่านี้ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันไม่มี มันมีกระดาษใบเดียวของท่านธนสิทธิบอกคำว่าเดียวว่า 177 ผิดพลาดไม่เกิน 17 แล้วต่อมาความเร็วก็ลดลงมาเรื่อย ๆ สองท่านแรก 80 ท่านธนสิทธิไปบอกในชั้นกรรมาธิ การเราก็เรียกสอบอีก 

           สอบครั้งแรกท่านก็บอกว่า 177 นะ พนักงานสอบสวนก็บอกเอาซีดีไปดูใหม่ คำนวณใหม่ มาใหม่ทีนี้กลายเป็น 79.23 ท่านแสดงวิธีคิดมา แต่ขณะเดียวกันท่านสายประสิทธิ์ก็ทำมาอีกเป็น 76 เพราะฉะนั้นโดยสรุปในสำนวน ณ เวลาที่ท่านเนตรพิจารณา ความเร็วไม่เกิน 80 นี่ประเด็นที่หนึ่ง ท่านเนตรเลยสั่งสอบเพิ่มเติม คือ จารุชาติ ซึ่งไม่เคยระบุเรื่องความเร็ว จารุชาติบอกเขาวิ่ง 60-70 เพราะฉะนั้นความเร็วมาลงมาอยู่ที่ไม่เกิน 80

           ถ้าไม่เกิน 80 ก็ฟังเหมือนกับว่ารถตัดหน้าเป็นเหตุสุดวิสัย แต่เราเองคณะทำงานว่า ถ้าอย่างที่ อาจารย์สธนว่า ความเร็วน่าจะมากกว่า 80 ถ้ามากกว่า 80 เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมันก็อาจจะหยุดไม่ทัน บางคนก็บอกไม่มีรอยเบรค เราพยายามหาทำไมไม่มีรอยเบรค คำตอบคือ เอบีเอส เอบีเอสจะไม่มีรอยเบรคเพราะมันหยุดไม่เหมือนรถหยุด ดีสเบรค นี่คือระบบ เราพยายามดูทุกมุมที่ดู ดูว่ามีความบกพร่องในพยานหลักฐานที่ประกอบการสั่งหรือไม่ หลังจากเปิดเผยข้อเท็จจริงท่านวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรพวกผมรับฟัง

           ทีนี้มาตั้งข้อสังเกตเราก็ดูท่านสายประสิทธิ์ พักหลังมีข่าวออกมาอีก ใบอนุญาตไม่มี ใจเย็น ๆ ตรงนั้นอีกอันหนึ่ง แต่ความจริงท่านสายประสิทธิ์เคยทำคดีท่านชูวงษ์กับท่านบรรยิน คนนี้เป็นคนให้ความเห็นคือเครดิตมีกันอยู่ ไม่รู้จะทำยังไง แต่ผมเห็นด้วยกับท่านชาญชัยที่เราสรุปต่อไปการพิสูจน์หลักฐานต้องชัดเจน

            เราบอกว่าท่านเนตรสั่งไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏตามสำนวน ยืนยันว่าคดีนี้ยังไม่จบ เราต้องเสนอต่อไปว่า พนักงานสอบสวนต้องไปดูพยานหลักฐานใหม่ว่าใช่เป็นพยานหลักฐานใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีแล้วสั่งใหม่ตามมาตรา 147 ได้หรือไม่ เรียนว่าไม่ใช่การรื้อฟื้น นี่คือกระบวนการสอบสวนในประเทศไทย

           นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา และเลขานุการคณะทำงาน: สำหรับข้อเสนอแนะของคณะทำงานประการสุดท้ายคือคณะทำงานมองว่า สื่อฯ ประชาชนทั่วไปมีความเคลือบแคลงสงสัยคำสั่งของพนักงานอัยการเป็นอันมาก อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคล แต่เนื่องจากว่าคณะทำงานไม่มีอำนาจพิจารณาในส่วนของตัวบุคคล เราพิจารณาได้แต่เฉพาะสำนวนเท่านั้น เรามีความเห็นเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ต่อไปว่า มันจะมีความบกพร่องอะไรยังไง นั่นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการ

            สุดท้ายนี้ผมคิดว่า ถ้าสื่อมวลชน ประชาชน มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ในเรื่องเกี่ยวกับความเร็วรถยนต์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วเท่าไร ขอให้ท่านแจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อเป็นข้อมูล ขอยืนยันว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะทำความจริงให้ปรากฏโดยไม่ละทิ้งคดีนี้หรือจะถือว่าคดีนี้จบไปไม่ได้

            จากนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

            ผู้สื่อข่าว: ที่สรุปบอกว่าไม่เคยปรากฏหลักฐาน 2 อย่างเรื่องความเร็วของ อาจารย์สธน และสารโคเคน หลักฐานใหม่นี้ให้ตำรวจกลับไปสอบสวนใหม่ ถ้าทำแล้วส่งกลับมาอัยการสั่งคดีในข้อหาที่ยังมีอายุความอยู่

            นายปรเมศวร์: ท่านธนสิทธิมีกระดาษเพียงใบเดียว ไม่มีรายงานวิธีการคิด วิธีการตรวจ ไม่มีคำอธิบายเหมือนออกทีวีหรือสื่อมวลชนทั้งหลาย ส่วนท่านสายประสิทธิ์มีวิธีการคิด วิธีคำนวณ มีสแควรูท คำนวณแล้วออกเป็นตัวเลข 76 กว่า ๆ แล้วมีจุดทศนิยม ทีนี้ท่าน อาจารย์สธน มาอธิบาย ท่านอธิบายก็มีตัวเลขแต่หลักฐานการคิด การคำนวณ แม้แต่คำให้การท่านอาจารย์สธนไม่ปรากฏในสำนวน ประเด็นอยู่ตรงนี้ ไม่มี ถ้ามันมีอย่างที่ท่านว่าแล้วยืนยันได้ โอเคความเร็วขณะที่พิสูจน์ห่างจากจุดเกิดเหตุ 100 เมตร 177 เราอาจต้องถามต่อไปว่า ถ้า 177 ณ เวลานั้น 100 เมตร ลดความเร็วลงไปถึงจุดนั้น เท่าไร แล้วจริง ๆ เรานั่งนึกว่า ถ้าอาจารย์สธนจะช่วยพวกผมต่อไปในการยืนยันมาตรฐานความเร็ว รถทุกคันฝากคำนวณมาเลย จะได้ไม่บอกว่า เดี๋ยวเข้าข้างกัน เอาตามใจ ไม่ใช่ ถ้าเป็นผมสั่งสำนวนตอนนี้ก็ต้องบอกว่าตรวจหมดเลยทุกคันที่ผ่านหน้าจอ แม้แต่ มอเตอร์ไซค์ของตำรวจ กระบะคันนั้นออกมาเลยนั่นหละที่บอกว่าทำความจริงให้ปรากฏแล้วจะเป็นพยานหลักฐานใหม่ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่จะพิสูจน์การลงโทษผู้ต้องหาได้ ฟ้องครับ

             นายชาญชัย: ขอทำความเข้าใจกันก่อน ความเร็ว 80 ไม่ใหม่ 80 คือความเห็นที่ปรากฏในสำนวน เดิม 177 แล้วมีการอ้างว่าความเห็นที่คำนวณไม่ถูกไปจบที่ 80 แต่ ณ วันนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่อ้างว่าพบว่า ความเร็วมันน่าจะประมาณ 170 กว่าขึ้นมา ความเร็วนี้ไม่ได้ปรากฏในสำนวน ยังไม่ได้บอกว่าใช่หรือไม่ใช่ ถ้าอัยการฟังแล้วได้ความว่า 170 ตามความเห็นน่าจะแน่นอนกว่า 80 อันนี้คือพยานหลักฐานใหม่ ต้องไปเปลี่ยน

             ส่วนยาเสพติด เรียนว่า สองตัวที่บอกไม่ใช่ยาเสพติด หมอบอกว่า เบนซอยเลคโทนีน โคคาเอธลีน ไม่ใช่ยาเสพติดแต่เป็นหลักฐานของการเสพยาเสพติด

            หมอไม่ได้บอกว่า คือ มันไม่เหมือนกับเสพเฮโรอีนแล้วพบเฮโรอีน เสพยาบ้าแล้วพบยาบ้า มันพบหลักฐาน แต่หมอให้ความเห็นว่า หลักฐานที่พบ อาจจะเกิดขึ้นได้จากเหตุอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นในความเห็นของเจ้าของสำนวนก็เลยมองว่าพยานหลักฐานว่าเสพไม่มี ซึ่งคณะเรามองว่า หลักฐานมีหรือไม่มีต้องเอามาพิสูจน์กัน เราจึงเห็นว่าคดียาเสพติด ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ พยานหลักฐานแบบนี้เราจะสั่งให้ดำเนินคดี ผิดไม่ผิดว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

            ให้แยกว่า "โคเคน" ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ โคเคนยังไม่เคยสั่งคดีเลย โคเคนกำลังจะไปดำเนินคดี

           ส่วนขับรถประมาทสั่งไปแล้ว คำสั่งไม่ฟ้องคือ "พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง" คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการไม่ได้แปลว่า เขาไม่ได้กระทำผิด คำสั่งไม่ฟ้องคือ พยานหลักฐานยังฟ้องเขาไม่ได้ ฟ้องไปแล้วอัยการก็ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่มันสามารถเข้ามาได้ตลอด

            นายประยุทธ: ประเด็นที่ผมเน้นย้ำคือ ดร.สธน ที่คณะทำงานเราเห็นเป็นพยานหลักฐานใหม่เพราะท่านไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงในฐานะที่ปรึกษากองพิสูจน์หลักฐานกลางและลงไปตรวจที่เกิดเหตุด้วย ทำรายงานความเห็นด้วยแต่สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในสำนวน เมื่อไม่อยู่ในสำนวน ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวเราสั่งสอบเพิ่มไม่ได้ สิ่งที่อุบัติขึ้นภายหลังเรารู้ว่าเป็นสิ่งใหม่และเป็นสิ่งสำคัญเพราะท่านบอก 170 ตรงนี้คือเงื่อนไขที่คณะทำงานเรามองอย่างนั้น ส่วนยาเสพติดปรากฏในสำนวนแต่ต้น ตรวจเจอสารโคเคนแต่แรกแต่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อกล่าวหา เราจึงจะย้อนสำนวนไปให้แจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีว่าไปตามรูปเรื่อง

            นายปรเมศวร์: เข้าใจอย่างนี้ก่อน ในสำนวนมีตั้งแต่ต้น 80 ไม่เกิน 80 คนตรวจสภาพกันชน หลังจากนั้น 23 วัน ท่านธนสิทธิส่งเอกสารเข้ามาในสำนวน 177 พนักงานสอบสวนมีความควรสั่งไม่ฟ้องมาตั้งแต่ต้นว่ารถวิ่งแค่ 80 แต่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ไม่เชื่อ เราไปยืนที่ 177 จะจริงหรือไม่ ไม่รู้ เพราะนั่นก่อนเกิดเหตุ 100 เมตร แต่เราเชื่อว่าต้องเร็วมันถึงหยุดไม่ทัน ไม่น่าจะเป็นเหตุสุดวิสัย

            ต่อมาเขาไปร้องก็มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องในชั้นกรรมาธิการฯ บอกว่าคนนี้เห็น คนนี้เห็น หลังจากที่กลับงานเลี้ยง กรรมาธิการฯ ส่งมาให้เรา ให้เราดำเนินการต่อไป เราก็ไม่เอาคำให้การของท่านที่ให้การต่อชั้นกรรมาธิการฯ

            อัยการสมัยนั้นไม่ใช่ท่านเนตร ก็สั่งสอบนายทหาร ดูเหมือนจะว่าไปไม่ได้ก็ยุติการร้องขอความเป็นธรรม จนในที่สุดมันมาครั้งสุดท้ายขึ้นมาอีก ก็ยังเหลืออยู่คนเดียวที่เรายังไม่ได้ยืนยัน เราอยากจะสอบนายจารุชาติ แต่นายจารุชาติไม่อยู่ พนักงานสอบสวนบอกไม่อยู่ มาทราบทีหลังเป็นข่าวว่าไปอยู่ไต้หวันแล้วต่อมาก็ไปสอบได้ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้วเขาก็ส่งมาให้เรา ข้อเท็จจริงในสำนวนมันรีดิวซ์จนไม่เกิน 80 เข้าใจตรงนี้ก่อน เราก็บอกว่านี่หละเขารับฟังอย่างไรแล้วแต่คนเขาสั่ง แต่ในสำนวนมาฟังว่าไม่เกิน 80


โปรดติดตามต่อ
:::ตอนที่ 3 (จบ):::