วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า... แอมะซอน : ชีวิตที่ผ่านน้ำ(แอมะซอน) 1 



นอนไป ได้ 4- 5 ชั่วโมง เสียงเก่งมาปลุก บอกจะไปตลาดปลา ในใจก็คิดว่า ค่อยไปตอนเย็นก็ได้ ขอนอนต่อได้มะ คือยังไม่หายเมื่อยเลย


ไม่รู้เพราะชื่อของปิรันย่า อาราไพม่า หรือ ของกิน ท้องถิ่นในเมืองมาเนาส์กันแน่ ที่สุดท้ายก็พาขาใหญ่ๆ ที่ยังเมื่อยเพราะนั่งเครื่องบินยาวนานถึง 32 ชั่วโมงของฝ้าย มายืนอยู่หน้าตลาดจนได้



หน้าตาของตลาดที่นี่ ถ้าไม่นับโครงสร้างอาคารที่มีกลิ่นไอของความเป็นตึกโบราณสมัยโปรตุเกสปกครอง สีสันโดดเด่น สวยสะพรึง ตรึงตา ตั้งอยู่ริมท่าเรือขนาดใหญ่ของเมือง และตัวหนังสือภาษาโปรตุเกสที่ชวนหลงไหลไม่แพ้สายตาหวานๆ และหน้าคมๆของคนที่นี่ ตลาดปลาแห่งนี้ก็คงเหมือนตลาดปลาทั่วไป


พื้นที่ข้างนอกตลาดที่ดูก็รู้ว่านี่คือชุมชนคนหาปลาคือ ร้านขายอุปกรณ์ เครื่องมือหาปลา สารพัด ตั้งแต่แห หอก คันเบ็ด เรื่อยไปจนถึงตะขอสารพัดรูปแบบ ที่เอาไว้ใช้กับปลาต่างชนิดต่างขนาดและต่างฤดูกาล



สิ่งที่สะกดใจให้เราเดินต่อเข้าไปข้างใน และกระตุ้นความตื่นตาของมอฝอเอาไว้ คือปลาตัวใหญ่ยักษ์ อย่างอาราไพม่า หรือปลาช่อนอเมซอนที่คุ้นหู ฝูงปลาช่อนยักษ์ ขนาดความยาวของลำตัว ราว 1.20 -1.50 เมตร (เอาจริง ไม่มีตัวไหนเล็กกว่านี้เลย) ปลาพวกนี้วางเรียงอยู่ทั่วเกือบทุกแผงในตลาดปลานี้ มีทั้งแบบสด แบบที่ยังไม่ได้แล่ แบบแบ่งเป็นชิ้นๆ เพื่อให้คนเลือกซื้อ หันไปทางไหนก็เจอ ราวกับเป็น ปลาดุก ปลานิล ที่หาได้ไม่ยากนักในตลาดบ้านเรา



สำหรับอาราไพม่า ปลาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ในตำนาน เพราะรูปร่างหน้าตาพี่แกยังคงเดิมมานับล้านปีตั้งแต่ยุคที่มีไดโนเสาร์ (คิดดูละกันว่าต้องสตรอง เบอร์ไหนถึงยังอยู่ได้จนทุกวันนี้ ) ที่เมืองไทยบ้านเราปลาแบบนี้ราคาตัวละเป็นแสนบาทผู้นิยมชมชอบก็จะสรรหามาครอบครอง แต่สำหรับคนที่นี่ พี่อาราไพม่า หรือชื่อท้องถิ่นคือพิราอูรูคู เป็นปลาที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนแถบนี้มาหลายชั่วอายุคน เพราะเขาบอกว่า ปลา 1 ตัว คือ หนึ่งชีวิตที่ธรรมชาติให้มาเพื่อดูแลคนอีกหลายสิบชีวิตนั่นเอง



นอกจากอาราไพม่า ยังมีปลาอื่นๆ อีกมากมายที่เคยเห็นแต่ในสารคดี และในหนัง อย่างปลาปิรันย่าที่ว่าดุนักดุหนา กัดกินคน และสัตว์อื่นๆ เลือดกระจายท่วมจอ ก็ถูกเอามาวางขาย ปลาปิรันย่าพุงแดง เป็นสิบเป็นร้อยนอนนิ่งพร้อมฟันคมๆ (ปิรันย่าในแอมาซอนมี 3 ชนิด คือ ปิรันย่าขาว ปิรันยาดำ และปิรันย่าพุงแดง ) พ่อค้าปลาชุดขาว เปื้อนเลือด (ที่เขาว่าไฮจีนนิกมาแล้ว)จับแล่ แบบสบายใจ เราก็เฮ้ยย!!! เอางี้เลยเหรอ ยังไม่ทันได้ถามต่อ



เอดูอาโด้ หรือตุ๊ดตู่ เพื่อนชาวบราซิลก็รีบบอกว่านี่ยังน้อย ในหมู่บ้านที่ มาราอา เป้าหมายปลายทางที่ฉันจะพาเธอไปมีเยอะกว่านี้อีก ใจร่มๆ ยังไม่ต้องตื่นเต้นเล่นใหญ่กันให้เยอะ

เออ ก็ได้วะ เลิกตื่นเต้นก็ได้

นี่แค่ครึ่งวัน ในมาเนาส์ เราก็ได้เห็นอะไรตื่นตาเยอะแยะเต็มไปหมด อีก 10 กว่าวันในบราซิล และอีก เดือนนึงตลอดการเดินทางทริปนี้ มันต้องมีอะไรให้เราเก็บมาเล่าอีกแน่นนอน

รอติดตามกันนะจ๊ะ

เดี๋ยวพี่จะเข้าป่ากันแล้ว

รัก