ล่องเรือ



 จิ๊กมีโอกาสไปล่องเรือสำราญของ คุณเอ๋ ภูวดี  คุนผลิน   กรรมการผู้จัดการ เรือสำราญเจ้าพระยาครุยส์  ซึ่งการไปครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ธุรกิจการให้บริการนักท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพมหานคร กับการทานอาหารมื้อค่ำและการชมการแสดงบนเรือสำราญ รวมทั้งได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง  ในบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า ไปจนถึงยามค่ำคืนที่มีการตกแต่งประดับประดาไฟสวย ๆ ตามสถานที่ต่าง ๆ


ซึ่งการขึ้นเรือของทางเจ้าพระยาครุยส์ผู้โดยสารจะต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือริเวอร์ซิตี้  ในเวลา 19.00 น.  จากนั้นก็จะใช้เวลาอยู่บนเรือสำราญลำใหญ่นี้เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง  ซึ่งวันที่จิ๊กไปสังเกตุเห็นนักท่องเที่ยวเป็นชาวจีน, อินเดีย, ยุโรป และคนไทย



คุณเอ๋  ภูวดี เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของธุรกิจนี้เล่าให้ฟังว่า  เมื่อก่อนการแข่งขันในตลาดล่องเรือสำราญริมแม่น้ำเจ้าพระยายังมีไม่มากไม่เหมือนในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยเธอเน้นย้ำว่าธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด  จนเกิดการบอกต่อหรือถ้าจะให้ดีขั้นสุด คือ การกลับมาใช้บริการซ้ำ


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีน ถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่นิยมมาใช้บริการล่องเรือสำราญมากที่สุด แต่ในปัจจุบันหลายคนคงทราบดีว่าตลาดจีนได้ลดลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มาแรง คือ ตลาดนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และตลาด AEC 


โดยความแตกต่างของตลาดอินเดีย และตลาด AEC คือ นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย มักจะชอบใช้เวลาบนเรือสำราญอย่างเต็มที่  ทั้ง กิน ดื่ม ร้องเพลง และเต้นรำ แต่ตลาด AEC ส่วนใหญ่เป็นตลาดที่เข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในเมืองไทย  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาสั้น ๆ ไม่ถึง 2 ชั่วโมง และต้องการล่องเรือสำราญในโอกาสพิเศษ  ฉะนั้นทางเรือสำราญเจ้าพระยาครุยส์จึงจัดให้มีบริการล่องเรือในช่วงยามเย็น หรือ Sunset  ที่เป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นสถานที่ต่างๆ ตามแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงพระอาทิตย์ตก  ซึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง



คุณเอ๋บอกว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจบริการ ก็คือ “คน” นั่นเองค่ะ 

อืม.....จิ๊กเห็นด้วย 100% เลยค่ะ  เพราะตั้งแต่ชมการแสดงก่อนขึ้นเรือ  จนถึงขึ้นเรือมายังไม่เห็นพนักงานคนไหนทำหน้าบึ้งตึงเลยสักคน  ทุกคนยิ้มแย้ม ถามไถ่ หรือเข้ามาให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี 

   

ขอยกตัวอย่างที่จิ๊กเห็นนะคะ  เช่น หากนักท่องเที่ยวจะถ่ายรูปพนักงานต้อนรับบนเรือ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็จะเข้ามาช่วยถ่ายภาพให้  โดยที่ไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวเอ่ยปากขอเลยสักคำ  หรือ ในช่วงท้ายของการล่องเรือหลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว  ก็จะมีทั้งร้องเพลงและเต้นรำ  โดยมีพนักงานต้อนรับที่เป็นผู้หญิงทำหน้าที่ Entertain นักท่องเที่ยว  ลองคิดดูซิคะ  หากคุณเอ๋นำ “หุ่นยนต์” มาให้บริการตรงจุดนี้จิ๊กเชื่อว่าคงไม่ได้อารมณ์และความรู้สึกเท่ากับ “คน” หรอกค่ะ 



ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับตัวเราไม่ว่าจะวงการธุรกิจหรือการใช้ชีวิตประจำวัน แต่จิ๊กเชื่อว่าบางอย่าง “เทคโนโลยี” ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ “อารมณ์และความรู้สึก” ได้