"รู้จักตัวเอง"



จิ๊กเชื่อว่าตอนเด็ก ๆ ทุกคนคงเคยถูกผู้ใหญ่ถามว่า

 “โตขึ้นมา  อยากจะเป็นอะไร ?”


ความฝันที่ว่าฉันอยากจะเป็นอย่างโน้นอย่างนั้น  หรืออย่างนี้  ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันแล้วบางช่วงบางตอนของชีวิตก็ทำให้ความฝันตอนเด็ก กับ ตอนโต หรือ ปัจจุบันแตกต่างกัน 


คนที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร  ถนัดอะไร หรือเรียกง่ายๆ ว่ารู้จักตัวเองได้เร็วกว่าคนอื่นย่อมได้เปรียบตรงที่สามารถมองเห็นเส้นทางที่จะเดินไปสู่ฝันได้อย่างชัดเจน  จิ๊กขอยกตัวอย่างทฤษฎีระดับโลกของศาสตร์ตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้เสนอแนวคิดในเรื่องของสติปัญญาและความถนัดของมนุษย์  จริงๆแล้วมีการแยกประเภทออกมาหลายด้าน  จิ๊กจะมาเล่าสู่กันแบบให้เข้าใจง่ายๆ นะคะ


ความฉลาด 8 ด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญา 8 ( 8 Multiple Intelligences ) 

   1. ความฉลาดด้านภาษา : มีความสามารถเกี่ยวกับภาษา ทั้งการพูด อ่าน เขียนเช่น พิธีกร ผู้ประกาศข่าว นักเขียน ล่าม ไกด์

   2. ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาตร์ : มีความสามารถเรื่องคิดคำนวน  ชอบตัวเลข หรือวิทยาศาตร์ เช่น นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์

   3. ความฉลาดด้านดนตรี : รู้จังหวะดนตรี หรือ มีสามารถเล่นดนตรีได้

   4. ความฉลาดด้านร่างกาย : ชอบเคลื่อนไหวไม่ชอบอยู่นิ่ง  ควบคุมร่างกายเก่ง  เช่น นักกีฬา นักกายกรรม บางครั้งหมายถึงนักดนตรี หรือ นักเต้น

   5. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ : สามารถสร้างภาพหรือจิตนาการได้ ดูแผนที่ได้ ชอบวาดภาพ หรืองานศิลปะ เช่น ช่างแต่งหน้า สไตล์ลิสต์ ดีไซนเนอร์

   6. ความฉลาดด้านมนุษย์สัมพันธ์ : เข้ากับคนง่ายมีเพื่อนเยอะ ชอบอยู่เป็นกลุ่ม หรือทำงานเป็นทีม  นักกีฬาที่เล่นเป็นทีม เช่น นักบาสเก็ตบอล ฟุตบอล ฯลฯ  นักการฑูต  นักการเมือง

   7. ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง : รู้จักและเข้าใจตัวเอง รู้ว่าอะไรชอบหรือไม่ชอบและพร้อมปฏิเสธได้ทันที  เป็นคนชัดเจนในตัวเอง สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแบบสันโดษ  ชอบทำอะไรคนเดียว หากเป็นนักกีฬาก็มักจะชอบทำอะไรด้วยตัวเองเช่น นักว่ายน้ำ  โยคะ

   8. ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ: รักสัตว์  รักธรรมชาติ  สนใจเรื่อง ลม ฟ้า อากาศ ดวงดาว รวมถึงรู้จักต้นไม้ต่างๆ ที่ตัวเองชื่นชอบ เช่น นักดาราศาสตร์


เป็นยังไงบ้างคะอ่านมาถึงบรรทัดนี้คงพอจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าตัวเราเองเป็นคนแบบไหน บางคนมีแค่ข้อเดียวแต่โดดเด่นที่สุด หรือบางคนมีหลายอย่างหลายด้านผสมผสานกันไป แต่ถ้าถามว่าควรจะเป็นแบบไหนถึงจะดีที่สุด! เจ๋งที่สุด!จิ๊กว่าไม่มีใครตอบได้หรอกค่ะ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ 100 %   มันมีทางเลือกอยู่ 2 แบบ ที่มันจะพัฒนาตัวคุณเองได้


 แบบที่ 1 : ฝึกฝนในสิ่งที่คุณเก่งอยู่แล้ว  ทำมันให้ดี ทำมันบ่อย ๆ จนชนิดที่ใครๆ ก็สู้คุณไม่ได้ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจสิ่งที่เรายังทำได้ไม่ดี เพราะสิ่งที่เราไม่ถนัดเราก็แค่หาคนที่เหมาะสมมาทำแทน เหมือนภาษิตฝรั่งที่ว่า “Put the right man on the right job” หรือแปลเป็นไทยว่า “ใช้คนให้ถูกกับงาน” แบบนี้ใช้เวลาไม่นานมันจะทำให้เราทำงานหรือประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น  


ยกตัวอย่างนะคะ  แจ็ค หม่า ก็ไม่สามารถทำงานคนเดียว เช่น ออนไลน์ บัญชี จัดซื้อ ส่งของ ฯลฯ ด้วยตัวเองได้เขาก็แค่หาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มาทำให้ธุรกิจเขาประสบความสำเร็จ หรือ อย่างเจ้าสัวซีพี ก็คงไม่มานั่งเลี้ยงไก่เพื่อธุรกิจของตัวเองจนเติบโตเป็นบริษัทส่งออกอาหารระดับโลก  อย่างนี้เป็นต้น  


แบบที่ 2 : เรียนรู้และฝึกฝนในสิ่งที่เราขาด หรือสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้ชีวิตมีการพัฒนาก้าวหน้าไปอีกขั้นได้  แต่วิธีนี้ค่อนข้างจะใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนจนกว่าจะชำนาญ


ซึ่งวิธีหลังนี้  จิ๊กว่ามันช้าและสูญเสียพละกำลังเวลาของเราเยอะไปค่ะ  แต่ทั้ง 2 วิธีที่แนะนำไปก็ไม่มีใครตอบได้นะคะ  ว่าอันไหนจะดีกว่ากันหรือยั่งยืนกว่ากัน  เพียงแต่มันบอกได้ว่าในสมัยนี้ถ้าเราจะแข่งขัน  เรื่องของ “เวลา” ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด


แต่สุดท้ายแล้วจิ๊กว่าเลือกเป็นในสิ่งที่เราทำแล้ว  ‘มีความสุขที่สุด พอใจที่สุด  โดยไม่สร้างปัญหาให้ใคร’  เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ  เพราะชีวิตมันสั้น  เกินกว่าจะแคร์คนทั้งโลก.....นะคะคุณขา