ตอน “ล่าแสงเหนือ” ตอนที่ 1

        เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค ที่ผ่านมาจิ๊กได้เดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์  โดยทริปนี้เป้าหมายของจิ๊กและคณะคือ ตั้งใจจะไปดู “แสงเหนือ” หรือ “Northern Lights” เคยได้ยินคำเล่าลือถึงความยากกว่าจะเจอ และมีเรื่องของความโชคดีเข้ามาเกี่ยวข้อง   เพราะแสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ที่มีแสงเป็นสีเขียว สีม่วง หรือบางทีเป็นสีแดง  พาดอยู่บนท้องฟ้าในตอนกลางคืน บางครั้งก็มีมาให้เห็น  แต่บางครั้งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหัน “แสงเหนือ” ก็หายไปดื้อๆ หลบผู้คนไปซะอย่างนั้น

          ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีเฉพาะแสงเหนือเท่านั้น  แต่ยังมีแสงใต้ด้วย  แล้วแต่คนจะเรียกตามสถานที่เกิด “แสงเหนือ” เกิดที่ขั้วโลกเหนือ  ส่วน “แสงใต้” เกิดแถบขั้วโลกใต้

          ก่อนไปทริปนี้เรามีการวางแผนกันล่วงหน้าหลายเดือนเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายทั้งการออกกำลังกาย การหาความรู้เกี่ยวกับแสงเหนือ เสื้อผ้าที่จะสวมใส่เพื่อให้เพียงพอต่ออากาศหนาวแบบติดลบ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เตรียมไปเพื่อถ่ายเก็บภาพแสงเหนือ ฯลฯ เพราะในคณะที่เราไปกันมีเด็กอายุต่ำสุดคือ 7 ขวบแก่สุดคือ 70 ปี ไปกันทั้งหมด 12 คน(เด็ก 4 ผู้ใหญ่ 8) เป็นการไปเที่ยวแบบครอบครัว

          เดือนที่จะเห็นแสงเหนือได้ชัดเจนที่สุดของนอร์เวย์คือ ตุลาคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ที่สำคัญจะต้องเป็นคืนข้างแรม(คืนเดือนมืด)  เพราะท้องฟ้าจะเคลียร์จนสามารถเห็นแสงเหนือได้อย่างชัดเจน  คณะเราประเมิณสภาพอากาศและจำนวนสมาชิกในทีม   จึงลงมติว่าไปเดือนมีนาคมน่าจะดีที่สุดเพราะเด็ก ๆ ปิดเทอมกันแล้วและอากาศเดือนมีนาคมไม่หนาวจนเกินไป  ร่างกายของเด็กวัย 7 ขวบและผู้ใหญ่วัย 70 ปีน่าจะทนได้

          เมื่อเลือกช่วงเวลาได้แล้ว  เราจึงเลือกเส้นทางที่จะไปเที่ยวยังประเทศนอร์เวย์  โดยจุดหมายแรกคือ เมืองออสโล(Oslo) เป็นเมืองหลวงของนอร์เวย์ 

          ออสโล นอกจากเป็นเมืองหลวงแล้วยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การศึกษา การท่องเที่ยว และยังติดอันดับเมืองหลวงที่เติบโตเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายในเมืองออสโลมีทั้งพิพิธภัณฑ์  แกลลอรี่ นิทรรศการแสดงศิลปะ โรงละคร โอเปร่าเฮ้าส์เป็นเมืองที่คนชอบเสพงานศิลป์ในแขนงต่าง ๆ มักจะมาเที่ยวที่นี้ 

            อีกทั้งสถาปัตยกรรมของเมืองออสโลที่จะมีทั้งแบบเก่าและใหม่ผสมผสานกันอย่างลงตัว 

          อีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดคือ  สวนสาธารณะฟ็อกซ์เนอร์ (Forgner Park) หรือ บางคนอาจจะเรียกว่า วิกเกอร์แลนด์   ซึ่งเป็นชื่อของ กุสตราฟ วิกเกอร์แลนด์ ศิลปินชาวนอร์วิเจียน เป็นผู้เนรมิตสวนสาธารณะแห่งนี้ให้เป็นสวนประติมากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก  โดยไฮไลท์ของสวนนี้อยู่ที่ “เสาโมโนลิท” ซึ่งใช้เวลาในการแกะสลักเสาหินนี้ถึง 22 ปี เป็นรูปคนปีนป่ายเพื่อต้องการจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของชีวิต  บริเวณโดยรอบ ๆ เสาก็จะมีรูปแกะสลักจากหินแสดงอารมณ์และท่าทางต่างๆ  ของมนุษย์

      นอกจากนั้นภายในสวนนี้ยังมีรูปหล่อสำริดที่ล้อเลียนกิริยาท่าทางของมนุษย์ด้วย

         ประเทศนอร์เวย์  ขึ้นชื่อเรื่องของค่าครองชีพที่แพงอันดับต้นๆ ของโลกขณะเดียวกันประชากรที่นี้ก็เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่อื่น ๆ  แต่ถ้ามองเรื่องของคุณภาพชีวิตและผู้คนที่จิ๊กพบเจอ  ต้องบอกว่าคุณภาพชีวิตของคนที่นอร์เวย์อยู่ในระดับที่ดีมาก  ผู้คนอัธยาศัยดี  มีความเป็นมิตรสูง  ชนิดที่ว่าจิ๊กถามเส้นทางคนท้องถิ่น  เขายินดีที่จะตอบหรือบางทีสละเวลาเดินพาเราไปยังสถานที่ที่เราต้องการจะไป ซึ่งจิ๊กและคณะเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้งจนคณะเราชื่นชมในความมีน้ำใจของคนนอร์วิเจียน 

          ประเทศนอร์เวย์ เป็นประเทศที่ทางรัฐบาลและชาวนอร์วิเจียนให้ความสำคัญกับห้องสมุดและร้านหนังสือมาก  เพราะเดินไปทางไหนก็เห็นร้านหนังสือ  แต่ละที่มีขนาดใหญ่  แล้วก็มีผู้คนเข้าไปใช้บริการกันจำนวนมากจึงทำให้คนนอร์วิเจียนมีอัตราการรู้หนังสือที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ผู้คนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี

          อ้อ..ใครที่จะมาเที่ยวประเทศนี้  การแลกเงินใช้สกุลโครนนอร์เวย์ (NOK)  (1 Kr = 3.71 บาท เมื่อวันที่ 23 มี.ค’62 หรือ * 4 ไปเลยค่ะ  ง่ายดี) แต่สำหรับจิ๊กเลือกใช้บัตรเครดิตค่ะเพราะทำการบ้านจากคนที่เคยไปมาว่าที่นอร์เวย์รับบัตรเครดิตทุกร้านแม้กระทั่งซื้อลูกอมในร้าน 7/11 ที่สำคัญเงินสกุลโครนนอร์เวย์สามารถใช้ที่นอร์เวย์ที่เดียวในโลกเท่านั้น !! ไม่สามารถไปใช้ที่ไหนได้เหมือนเงินสกุลยูโร  แต่ก็มีบางร้านที่เปิดรับสกุลยูโร  ไอ่ครั้นจะแลกไป-แลกกลับ ก็เสียเวลา  แถมเสียค่าส่วนต่างอีกต่างหาก  ใช้บัตรเครดิตสบายใจกว่า  ไม่ต้องพกไปเยอะให้วุ่นวาย

          การเดินทางไปนอร์เวย์จะต้องไปขอวีซ่าเชงเก้น  แต่นอร์เวย์ไม่อยู่ในสหภาพยุโรป (EU) ก็เลยไม่ใช้เงินสกุลยูโร  

          สิ่งหนึ่งที่เห็นได้บ่อยตามร้านค้า  ร้านขายของที่ระลึกและตามท้องถนนในนอร์เวย์ไม่ว่าจะไปเมืองไหนก็ตาม  นั่นคือ “ตุ๊กตาโทรล”  ลักษณะเป็นเหมือนมนุษย์หินก็ไม่ใช่ ภูต หรือ อสูรกาย ก็ไม่เชิงแต่เจ้าโทรลนี่ล่ะค่ะที่อยู่ในตำนานของแถบสแกนดิเนเวีย!

          มีจมูกยาวๆ หูใหญ่ ๆ ฟุงป่อง ๆ ทรงผมรกรุงรัง ทั้งตัวผู้หญิงและผู้ชายเอาเป็นว่าเมื่อเทียบกับตุ๊กตาทั่วไปที่จิ๊กเคยพบ  ถือว่าหน้าเกียจมากกว่าน่ารัก  บ้างก็ว่าเป็นตุ๊กตาแห่งความโชคดี  บ้างก็ว่าเป็นตุ๊กตาปกป้องคุ้มครองเราให้รอดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดี  แล้วแต่จะว่ากันไปในแต่ละความเชื่อนะคะ  แต่นี่ล่ะค่ะที่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของนอร์เวย์  ....เขียนไป บ่นไป  แต่ก็แอบซื้อมาเหมือนกันค่ะ 5555 

        จากเมืองออสโล  จุดหมายต่อไปของคณะเราคือการเดินทางไปยังเมืองไกโล่(Geilo) เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา  ซึ่งในฤดูหนาวที่มีหิมะตก  เมืองนี้จึงคับคั่งไปด้วยนักเล่นสกี  ตลอดจนร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับสกี  ที่พักรวมถึงรีสอร์ทต่าง ๆ ก็จะเต็มไปด้วยนักสกีที่มาพักเพื่อเตรียมตัวเล่นสกีในฤดูหนาว  ส่วนช่วงฤดูร้อนที่หิมะละลายหมดแล้ว  เมืองนี้เป็นเมืองที่นักปีนเขา เดินป่า ชอบสำรวจธรรมชาติจะพากันมาที่นี้เรียกว่าไม่ว่าฤดูไหนเมืองนี้ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวล่ะค่ะ  

         มานอร์เวย์ถ้าไม่ล่องเรือชมฟยอร์ดก็เหมือนมาไม่ถึงค่ะ  อ้อ ลืมบอกไปว่า “ฟยอร์ด”คือ การกัดเซาะของธารน้ำแข็งเข้าไปยังแผ่นดินใหญ่ทำให้พื้นที่นั้นมีลักษณะเว้าๆ แหว่ง ๆ ซึ่งถือเป็นความสวยงามตามธรรมชาติและเราเลือกมาล่องเรือชมฟยอร์ดกันที่เมืองออลแลนด์(Aurland)  ภายในเรือลำนี้ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ถือว่าเป็นเรือที่ขนาดกำลังดี  ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป ค่าล่องเรือตกคนละประมาณ 465Kr. คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,860 บาท (คิดง่าย ๆ เอา * 4 บาทไทย) 

      คราวหน้ามาติดตามเรื่องราวสนุก ๆ และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับล่าแสงเหนือ(2) กันต่อนะคะ