“ล่าแสงเหนือ” ตอนที่ 2

         เสร็จจากการนั่งเรือชมฟยอร์ดซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง  คณะเรานั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังเมืองแบรเก้น  หรือ บางคนเรียกติดปากว่า เบอร์เก้น (Bergen) เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองออสโล 

          เมืองแบรเก้น อยู่ทางตะวันตกของนอร์เวย์  เป็นเมืองท่าติดทะเลนอร์วิเจียน ซึ่งอุตสาหกรรมประมงเป็นรายได้หลักของเมืองนี้  คณะเราออกสำรวจโดยเริ่มจุดแรก  คือ ตลาดปลา(Fish Market) ดูแล้วละลานตามากมาเที่ยวเมืองติดทะเลแบบนี้ต้องห้ามพลาดอาหารทะเล  โดยเฉพาะพวกซีฟู้ดน้ำลึกจากขั้วโลกเหนือ  ซึ่งหากินไม่ได้ง่าย ๆ  ที่นี่ทั้งสดและอร่อย

        เรามาสะดุดตรงปลามังค์ฟิช (Monkfish) ซึ่งเป็นปลาหน้าตาน่าเกียจ  หัวโต ปากกว้าง  ฟันซี่เล็ก ๆ แต่แหลมคม ลำตัวเล็กกว่าส่วนหัว  ผิวหนังขรุขระ  แต่เชฟแนะนำว่ามาที่นี่แล้วต้องทาน  เพราะมังค์ฟิชถึงแม้จะดูน่าเกียจ  แต่เนื้อของมันนิ่ม อร่อย เหมือนกับเนื้อของกุ้งมังกรและที่สำคัญเป็นปลาน้ำลึก  หาทานยาก.....เชฟพูดมาซะขนาดนี้  จะเหลือเหรอคะจัดไปค่ะ 

         พอท้องอิ่ม  เราก็พร้อมออกเดินเท้าสำรวจในเมืองแบรเก้น  ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากตลาดปลาเป็นอาคารเก่าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้  คือ “อาคารบริกเก็น”  เป็นอาคารไม้แบบโบราณ มีอายุกว่าหลายร้อยปี  ด้านหลังของอาคารยังเป็นโกดังเก็บสินค้า  มีที่โล่งมีร้านอาหารเปิดให้บริการส่วนด้านบนอาคารบางแห่งยังเป็นที่ทำงานด้วย  เมื่อก่อนที่นี่ถูกใช้เป็นท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปเหนือ  อาคารเหล่านี้เจอไฟไหม้อยู่หลายครั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้รับการซ่อมแซมให้คงรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแบบเดิมเอาไว้  ขณะที่บางหลังกำลังซ่อมแซมบูรณะอยู่ด้านหน้าก็ยังปิดผ้าใบโดยมีการใช้ภาพกราฟฟิคแบบอาคารเดิม  เพื่อไม่ให้ดูขัดหู-ขัดตาของผู้คน  รวมทั้งเรื่องของทัศนียภาพในการมองเห็น 

         อาคารบริกเก็นได้ขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกด้วย 

          คราวนี้ก็ได้เวลาที่เราจะไปตามล่าแสงเหนือซึ่งเป็นไฮไลท์ของทริปนี้กันแล้วคณะเรานั่งเครื่องบินจากเมืองแบรเก้นไปยังเมืองทรอมโซ  เป็นการบินภายในประเทศ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 

          เมืองทรอมโซ (Tromso) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ห่างจากขั้วโลกเหนือเพียงแค่ 200 กิโลเมตรเท่านั้น  อยู่ในเส้น Arctic Circle หรือ พื้นที่เขตขั้วโลกเหนือ

          จึงทำให้อากาศที่เมืองนี้มี 2 ฤดูค่ะ คือ หนาว กับ หนาวมาก ใครที่จะมาเที่ยวที่นี่ต้องเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องอบอุ่นร่างกายให้พร้อมนะคะ  จิ๊กไปปลายเดือนมี.ค อุณหภูมิกลางวัน -7 ‘Cส่วนกลางคืนประมาณ – 20’C (เรื่องความหนาวนี่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ บางคนขี้หนาว / บางคนขี้ร้อน)

          ทรอมโซนอกจากเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการล่าแสงเหนือแล้ว  ยังเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาดูพระอาทิตย์เที่ยงคืน หรือ Midnight Sun ด้วย  

          เมืองเล็ก ๆ แต่มีเสน่ห์อย่างทรอมโซ สามารถเดินเที่ยวได้อย่างสบายทั้งกลางวันและกลางคืน  มีทั้ง พิพิธภัณท์สัตว์น้ำขั้วโลกเหนือ (Polaria Museum)  

โบสถ์คริสต์ใจกลางเมือง  ห้องสมุดขนาดใหญ่ หรือ ถนนช็อปปิ้งใจกลางเมือง 

ท่าเรือทรอมโซ

สะพานเชื่อมเมืองทรอมโซทั้ง 2 ฝั่ง

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขั้วโลกเหนือ

โบสถ์คริสต์ใจกลางเมือง

ย่านช้อปปิ้งห้องสมุดใจกลางเมืองรูปทรงแปลกตา

           ตามปกติแล้วที่เมืองนี้จะสามารถเห็นแสงเหนืออย่างชัดเจนได้ทั่วทั้งเมือง  แต่กลุ่มของเราที่ไปกันทริปนี้ 12 คน  ลงมติกันว่าอยากได้ความรู้สึก  “ล่า”

          คณะเราเลือกใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นในการตาม “ล่าแสงเหนือ”เพราะการเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศโดยเฉพาะการเที่ยวแบบเจาะลึกในแต่ละเมืองไม่ใช่ชะโงกทัวร์ (คือให้ถ่ายรูปตามสถานที่สำคัญแล้วไล่ขึ้นรถ เก็บแต้มไปตามประเทศต่างๆ เพื่อจะได้ขึ้นชื่อว่าไปมาแล้วหลายประเทศ  แต่ไม่ได้รู้ลึกรู้จริงในแต่ละพื้นที่)  ซึ่งจิ๊กเชื่อว่าไม่มีไกด์คนไหนที่รู้ทุกอย่าง  รู้ทุกเรื่องและรู้ลึก ๆ ในทุกเมือง 

          “ไกด์ท้องถิ่น” เปรียบเสมือนเจ้าบ้านเป็นผู้ที่ให้รายละเอียดแบบเจาะลึกและชำนาญในแต่ละพื้นที่ซึ่งพาคณะเราและคนที่พร้อมใจกันซื้อทัวร์ตามล่าแสงเหนือขึ้นรถบัสไปด้วยกัน 

          คืนนี้ที่เมืองทรอมโซมีฝนสลับกับหิมะตก ทำให้การมองเห็นแสงเหนือมีปัญหา ไกด์ท้องถิ่นจึงพาเรานั่งรถไปยังชายแดนที่ติดกับประเทศฟินแลนด์  ซึ่งไกด์ได้ย้ำกับลูกทัวร์ทั้งคณะว่า

          “แสงเหนือ ‘ Aurora Light หรือ Northern Lights’  เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  หากโชคดีท้องฟ้าเคลียร์ก็จะสามารถมองเห็นแต่ก็มีบางครั้งที่แอพพิเคชั่นที่จับแสงเหนือบอกว่าจะสามารถเห็นแสงเหนือ  แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้  หากธรรมชาติเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากระทันหัน”ระหว่างทางภายในรถจิ๊กได้ยินเสียงคุยกันทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน อินเดีย ผสมปนเปจนเหมือนเสียงกล่อม  ขณะกำลังเคลิ้ม ๆ พอมารู้ตัวอีกทีได้ยินเสียงไกด์ตะโกนบอกว่าถึงแล้ว  มองออกไปทางหน้าต่าง  ไม่มีบ้านคนไม่มีแสงไฟใด ๆ ทั้งสิ้นทุกอย่างมืดสนิท

          ก้าวแรกที่ลงจากรถบัส  ใบหน้าปะทะกับลมหนาวที่พัดเข้ามาไม่ขาดสาย  เพราะเป็นส่วนเดียวที่ไม่มีอะไรมาปกคลุม  นอกนั้นจิ๊กเตรียมความพร้อมด้วยการใส่ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้าแบบอุ่น  และไม่ลืมใส่ฮีทเทคแบบอุ่นสุดเท่าที่เอามา  ที่สำคัญเสื้อกันหนาวกันลมที่ใส่อยู่ก็สำคัญไม่แพ้กัน   จริงๆ แล้วอากาศเย็นแบบติดลบหรือหิมะตกน่ะไม่เท่าไหร่  ขออย่างเดียวคือ  อย่ามีลม  เพราะแค่มีลมพัดมาวูบเดียวเท่านั้นล่ะคุณเอ๋ยยยยย....  เย็นเข้าไปถึงไส้ติ่งกันเลยล่ะค๊า   

          ไกด์ให้ลูกทัวร์ทุกคนใส่เสื้อกั๊กสีดำที่ทางทัวร์มีลายสะท้อนแสง  เพื่อให้มองเห็นง่ายในการตามหาเผื่อใครหลงป่า  และเป็นการแบ่งแยกชัดเจนเผื่อมีคนแปลกหน้าเดินเข้ามามั่วในกลุ่มลูกทัวร์

          จิ๊กไม่เคยเข้าใจในคำว่า “ล่าแสงเหนือ” เลย  จนมาวินาทีนั้น  ที่พวกเราเดินลุยหิมะเข้าไปในป่า  ทั้งมืดทั้งหนาว  ใครเป็นใครไม่รู้เพราะใส่เสื้อเหมือนๆ กันหมดทุกคน  เราใช้การตะโกนเรียกและประสาทสัมผัสจากหู  โดยการเดินไปตามเสียงเท่านั้นถึงจะรู้ว่าคนเรียกอยู่ตรงไหนทำให้นึกถึงหนังสารคดีที่เคยดูเกี่ยวกับการเข้าป่าล่าสัตว์ในตอนกลางคืน  ที่ต้องซุ่ม ๆ ดูเพราะอยากเห็น (แสงเหนือ) ต้องคอยระวังตัว (เดี๋ยวจะตกหลุมหิมะ หรือ ลื่นไถล)  ต้องคอยระวังสัตว์มาทำร้าย (ระวังคนแปลกหน้ามามั่วในกลุ่ม)คงเป็นอย่างนี้ละมั้งที่คนเขาใช้คำว่า“ ล่า “  อืม....ถึงบางอ้อละค๊า

          พอเดินเข้าไปในป่าไปอยู่ในจุดที่โล่งแจ้ง  แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว  ยอมรับสารภาพอย่างไม่อายว่า  ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นดาวแบบชัดเจนและเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต  เพิ่งเข้าใจคำว่า “ท้องฟ้าเคลียร์” ก็ตอนนี้เอง 

          อยู่ ๆ ได้ยินเสียงคนเฮดีใจ  พอหันไปตามเสียงจิ๊กก็เห็นแสงสีเขียวอ่อน ๆ ค่อยๆ เข้มขึ้นและเริ่มพาดผ่านบนท้องฟ้าแต่อยู่คงรูปให้เราเห็นได้ไม่นานก็เปลี่ยนรูปทรงและขนาดไปเรื่อย ๆ  อารมณ์เหมือนกับมันกำลังเต้นระบำให้เราดู  แสงเหนือบางทีก็ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน  บางทีก็เหมือนอายผู้คน  โผล่ตรงโน้นทีตรงนี้ที 

          คราวนี้ทั้งความหนาว ความกลัวต่าง ๆ หายไปเมื่อไหร่ไม่รู้  ลูกทัวร์คนอื่น ๆ และคณะเราแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปหาจุดถ่ายรูปตามมุมต่าง ๆ ที่คิดว่าจะได้เห็นแสงเหนือชัด ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานที่ระลึกและเอามาอวดเพื่อน ๆ ว่าชาตินี้

          “ฉันเจอแสงเหนือแล้วนะ”  


        

         เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้  รู้อย่างเดียวว่ามือแข็งจากการถอดถุงมือเพื่อถ่ายรูปและขาแข็งจากการจมอยู่ในกองหิมะเพื่อเก็บภาพสวย ๆ จากแสงเหนือ .....ณ ตอนนี้ถึงเวลาต้องขึ้นรถกลับเมืองทรอมโซแล้ว 

          อย่าถามเรื่องราวบนรถตอนขากลับเลย  เพราะรู้สึกตัวอีกทีคนรู้ใจที่นั่งมาข้างๆ  ก็ปลุกให้ตื่นเมื่อรถมาถึงหน้าโรงแรม

#เจอแล้วแสงเหนือ