ลองเปลี่ยนตัวเอง



เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากคนใกล้ตัวไปตรวจสุขภาพ  แล้วคุณหมออ่านค่าต่าง ๆ ที่ตรวจเจอทุกอย่างที่เป็นค่าที่ควรระวังอยู่ในระดับอันตราย  ถึงอันตรายมาก เช่น ค่าไตรกลีเซอไรด์ของคนทั่วไป  ควรจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 150 แต่คนใกล้ตัวจิ๊กอยู่ที่ 500   หรือ ไขมันในเลือดอยู่ในระดับที่ลอยอยู่บนเลือดแบบเห็นได้อย่างชัดเจน  แบบแยกชั้นน้ำมันออกจากน้ำเลยล่ะคุณขา  สรุปว่าผลเจาะเลือดค่าต่าง ๆ  ไม่ดีหมดเลยผิดกับสุขภาพภายนอกที่ดูปกติไม่มีสัญญาณอะไรให้เห็น


คุณหมอจึงบอกให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเดี๋ยวนี้  ย้ำเดี๋ยวนี้ ! เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องกินยาเป็นกระบุงและจะต้องเจอกันในห้องผ่าตัดทำบอลลูนเพื่อขยายเส้นเลือด....โอ้วววว

         

คุยกับคุณหมอเกือบชั่วโมงมีทั้งการแย้งคุณหมอว่าเราทั้งคู่ต่าง “ออกกำลังกาย” กันเป็นประจำแล้วจะป่วยหรือสุขภาพจะแย่ได้ยังไง?


คุณหมออธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่า  การออกกำลังก็เหมือนกับการทำความดี  แต่การกินอะไรที่มีผลกับร่างกาย  มันก็เหมือนการทำสิ่งไม่ดี  มันไม่สามารถเอามาลบล้างกันได้  และที่ผ่านมาเราทำร้ายตัวเองจากการ “กิน” ทั้งนั้น  ทำร้ายยังไงเดี๋ยวจะเล่านะคะ


จิ๊กและสามีก็เป็นเหมือนคนทั่วไปที่ Enjoy eating อะไรที่ว่าอร่อย  อะไรที่ว่าดี  อะไรที่เปิดใหม่  อะไรที่ต้องลอง จะต้องมี “เรา” ไปอยู่ในร้านนั้นเสมอ ๆ  


โดยเฉพาะพวกซีฟู้ดอันนี้ถือว่าเป็นของชอบเลยล่ะค่ะ   จิ๊กยิ่งเป็นพวก Oyster Lover ซะด้วย  ชอบทานหอยนางรมทุกชนิดทั้งของไทยและต่างประเทศ   ยิ่งได้เจอพวก Belon, Fine de Claire, Ostra regel Oyster  หรือ หอยนางรมสุราษฎร์ตัวโต ๆ เนื้อเต็มฝ่ามือ นี้ถึงขั้นเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมเลยค๊า   ส่วนในกระเป๋าเก็บบัตรก็มีทั้งบัตรสมาชิกในเครือโรงแรมต่างๆ  และสมาชิกของร้านอาหารที่เอาไว้เก็บแต้มสะสม  แหม.....คิดง่าย ๆ นะคะ  เวลาที่คนทั่วไปจะนัดกัน  ยังมีคำพูดติดปากเลย

          “กินข้าวกัน”   

          “เฮ้ย แก....ร้านนี้เปิดใหม่นะ  ไปลองละยัง?”

          “นัดเจอกันร้านนี้นะ เค้าจัดโปรโมชั่น, ฉันมีส่วนลดล่ะเธอ!”

ก็เพราะอย่างนี้น่ะซิคะ คนมักเจอกันที่ร้านอาหาร และของอร่อยก็มักจะมีแต่เสี่ยงให้ผลเสียกับสุขภาพซะด้วย โม้ไปไกลเลยกลับมาเข้าเรื่องของเรากันต่อดีกว่า


หลังจากที่คุยกับคุณหมอและตกลงกันว่า “เรา” ต้องปรับเปลี่ยนวิถีการ “กิน” ของตัวเอง

จิ๊กเริ่มศึกษาการกินในแบบต่าง ๆ ก็มาลงตัวที่การกินแบบเวจจี้ (Vegetarian)


**การทานมังสวิรัติประเภทเวจจี้   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. Lacto-ovo vegetarian : จะเน้นทานผัก ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่สามารถทานอาหารที่มีส่วนประกอบจากสัตว์บางชนิดได้  เช่น น้ำผึ้ง นม ชีส ไข่

2. Pesco vegetarian : เน้นทานผัก ไม่ทานเนื้อสัตว์ สามารถทานอาหารที่มีส่วนประกอบจากสัตว์อย่าง น้ำผึ้ง นม ชีส ไข่ ได้ แต่ที่แตกต่างคือ กลุ่มนี้สามารถทานเนื้อสัตว์จำพวกปลาและสัตว์ทะเลได้

ประโยชน์ของการทานเวจจี้  จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน ความดันโลหิต โรคหัวใจและผลพลอยได้คือ ควบคุมเรื่องน้ำหนักได้ด้วย


ซึ่งจิ๊กเลือกอย่างที่ 2 คือ Pesco vegetarian ค่ะเพราะโดยส่วนตัวชอบเดินทางสายกลาง เอาแบบที่ตัวเองทำได้สบาย ๆ ไม่ต้องไปฝืนใจตัวเองมากนัก  ไม่ตึงจนเกินกำลัง  และไม่หย่อนจนย้วยยาน และที่สำคัญจิ๊กไม่ได้เคร่งศาสนาหรือบูชาลัทธิใด ๆ เพียงแต่เราต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อสุขภาพและความสบายใจล้วน ๆ   

แต่จิ๊กก็ยังมีวันที่ละเว้นด้วยนะคะ  ให้เวลาตัวเอง 2 วันใน  1อาทิตย์  เพราะเราเองยังต้องมีสังคม ยังต้องพบปะเพื่อนฝูง  ครั้นเวลานัดกันทานข้าวตามร้านอาหาร  เราก็ยังต้องเอาเสียงส่วนใหญ่ที่เขาเลือกร้าน  บางร้านถ้ามีเมนูอาหารเวจจี้ก็ดีไป  แต่บางร้านที่ไม่มี  เราก็ตามน้ำค่ะ  อย่าทำตัวเองให้วุ่นวายหรือให้เพื่อนๆ ที่ชวนเราไปด้วยเขารำคาญ  มันจะหมดสนุกเอา  เพราะข้อจำกัดของเรา !! 


ยิ่งตอนนี้กระแสที่เมืองนอกเรื่อง Vegetarian กับ Vegan แรงมาก ๆ โดยเฉพาะที่อเมริกา วัยรุ่น และคนทั่วไปที่นั้น เขาหันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพตัวเอง และสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งการไม่เบียดเบียน(ฆ่า)สัตว์  จิ๊กจะยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ  ในตลาดหลักทรัพย์ 


ภาพจาก : Vegan world news


Beyond Meat  เป็นบริษัทที่สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ เข้าตลาดหุ้นเพียง  5  วันแรกก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาถึง 160% โดยมีคนดังของโลกหลายคน รวมทั้ง ลีโอนาโด ดิคาบริโอ ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนด้วย   ซึ่งทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า  มันคงจะถึงเวลาแล้วที่มุษย์จะมีอาหารที่เปี่ยมไปด้วยโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์   


หรือ อีกตัวอย่าง  คือ

The Impossible Burger  คือ บริษัทสตาร์ทอัพที่ได้คิดค้นการทำเนื้อเทียมที่มีรส, กลิ่น, สี, สัมผัส คล้ายกับเนื้อสัตว์แต่ไม่ได้มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์แต่อย่างใด ได้ทำข้อตกลง (Deal) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง Burger King และอีกหลายบริษัทฟาสด์ ฟู้ด เจ้าใหญ่ในอเมริกา ได้ทำการทดลองตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์  ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด ถึงแม้ The Impossible Burger จะยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น แต่ว่าทางบริษัทฯ ได้เพิ่มทุนโดยการขายหุ้นให้กับพวกเซเลปดังๆ ของโลกเช่น  เจ.ซี, เซเลน่า วิลเลี่ยม 


ภาพจาก: Impossible burger


ภาพจาก : A&W

ขอขอบคุณภาพจาก :  www.foodmarket.com


และนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำการมาถึงของยุคของ Plant Base (การกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก)  เนื้อที่หมดแล้ว.....เอาไว้ว่าง ๆ จะมาเล่าต่อนะคะ