“คนแปลกหน้าที่มากับน้ำท่วม”

ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้วเป็นฤดูที่คนกรุงเทพนั้นได้แต่ทำใจในหลาย ๆ  เรื่อง  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะได้ยินเสียงบ่นรวมทั้งตัวดิฉันด้วย  คงหนีไม่พ้นเรื่อง “น้ำท่วม”


จะไม่ให้ท้อใจได้ยังไงละคะ ?!  แค่ฝนตกไม่ถึงชั่วโมงก็สามารถทำให้ถนนหลายสายทั่วกรุงเทพมหานคร กลายสภาพเป็นคลองไปซะแล้ว  ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเรื่องก่อน ๆ ที่เคยได้ยิน  ทั้งเรื่องอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์ข่าวประชาสัมพันธ์การขุดลอกคูคลองเตรียมรับมือหน้าฝนในพื้นที่ต่างๆ การรณรงค์ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่ บลา ๆ ๆ

แต่พอเจอฝนเข้านิดเดียว ไหงเป็นแบบเดิมซ้ำซากไปเสียนี่เอาล่ะค่ะว่าจะไม่บ่นให้เสียอารมณ์มากไปกว่านี้ มาเข้าเรื่องที่จิ๊กจะเล่าให้ฟังครั้งนี้กันดีกว่า


.....เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน  ฝนนั้นก็เหมือนรู้ใจ  ชอบตกทุกทีเวลาจะกลับบ้าน  แต่คราวนี้เป็นพายุค่ะ  ตกหนักและแรงมาก  เหมือนฟ้ารั่วเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงทำให้หน้าสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี  ถ.วิภาวดี – รังสิต  มีสภาพเป็นคลองน้ำท่วมเข้ามาในลานจอดรถระดับความสูงเท่าหน้าแข้งแต่พื้นถนนก็มีทั้งจุดระดับน้ำท่วมสูงและต่ำ 

เอาล่ะซิกลับบ้านไม่ได้เพราะน้ำท่วมแบบนี้ไม่อยากจะเดินย่ำน้ำและเปิดประตูเข้าไปในรถ  เพราะกลัวน้ำจะเข้ารถ  ทำงานชิล ๆ เดินทักทาย  แหย่เพื่อนฝูงในออฟฟิศดีกว่า รอให้ระดับน้ำลดหน่อยแล้วค่อยกลับบ้าน

รอไปสักพักเห็นว่าระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว  จึงตัดสินใจขับรถกลับบ้าน  แต่ระหว่างทาง

พระเจ้าช่วย!!แทนที่ระดับน้ำจะลดลงเพราะฝนหยุดตกตาเหลือบไปเห็นคลองน้ำเน่าที่อยู่ขนาบข้าง ถ.วิภาวดี-รังสิต  น้ำผุดขึ้นมาอย่างกับน้ำพุ  ยิ่งทำให้น้ำเน่าเอ่อล้นคลองท่วมถนนเข้าไปอีก   เอาไงล่ะทีนี่


ทันใดนั้นเพลงของพี่เบิร์ด-ธงไชย  แมคอินไตย์ก็ดังขึ้นมาในหัวสมอง 

“…กลับตัวก็ไม่ได้จะไปก็ไปไม่ถึง.. 


เอาไงล่ะทีนี้ !ขับรถออกจากออฟฟิศมาแล้ว  ติดอยู่ระหว่างถนนที่ถูกน้ำท่วม  แต่สถานการณ์แบบนี้คงไม่ถึงบ้านในเร็วนี้แน่ ๆ  ไม่ใช่กังวลแค่เรื่องระยะเวลานะคะ  แต่สิ่งที่กังวลมากกว่านั้นก็คือระดับน้ำที่ท่วมสูงขึ้นค่ะ  พื้นรถซีดาน(รถเก๋ง)โดยทั่วไป  จะมีความสูงไม่มาก  ไม่เหมือนพวกรถปิกอัพ หรือ พวกเอสยูวี(รถเอนกประสงค์)ฉะนั้นใต้ท้องรถเก๋งของจิ๊กตอนนี้เหมือนกำลังขับเรือเลยค่ะเสียงกระเพื่อมของน้ำมากระทบกับใต้ท้องและตัวรถยิ่งระดับล้นออกมาจากคลองน้ำเน่าริมถนนยิ่งสูงขึ้น  จิ๊กยิ่งต้องขับรถไปทางฝั่งที่พื้นถนนสูงเข้าไว้  เพราะเห็นรถหยุดจอดเสียข้างทางหลายคัน 

ตาเหลือบไปเห็นโรงแรม  Gold Orchid Bangkok ที่ตั้งอยู่ติด ถ.วิภาวดี  จิ๊กจึงตัดสินใจว่าจะต้องรีบนำรถออกจากถนนเดี๋ยวนี้  เพราะไม่อยากจะเสี่ยงให้น้ำเข้ารถ  และไม่อยากจอดเสียข้างทาง

ระหว่างที่จอดอยู่ด้านหน้าโรงแรม  ใจก็คิดว่า คงจะต้องหาข้าวทานที่นี่แล้วรอให้ระดับน้ำลดลงกว่านี้มากๆ  แล้วค่อยกลับบ้านไม่กี่นาทีต่อมาระหว่างที่มองออกไปที่หน้าถนน  ก็เห็นรถอีกคันพุ่งเข้ามาเหมือนกันและมาจอดข้างๆ กัน

...เธอ...ผู้อยู่ในรถเปิดกระจกลงมา  มองมาด้วยสายตาระแวดระวัง

ส่วน....ฉัน...ที่นั่งอยู่ในรถ  ได้มองลอดหน้าต่าง  ส่งยิ้มให้ไปก่อน 

มันเหมือนความรู้สึกได้เจอเพื่อนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน  เป็นผู้หญิงเหมือนกัน  มีเพียงอายุที่ต่างกันเท่านั้นเอง

เราทั้ง  2คนต่างเปิดประตูมาพร้อมกันและเริ่มบทสนทนาด้วยวัยวุฒิจิ๊กจึงไม่รีรอที่จะยกมือไหว้ ‘เธอ’ ผู้นั้นเราต่างชวนกันไปยังล็อบบี้ของโรงแรม...

จากบทสนทนาแนะนำตัว  คนแปลกหน้าที่จิ๊กเพิ่งเจอ ชื่อ รศ.ดร.มยุรี  ชวนกำเนิดการ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘อาจารย์จ่ง’ แต่ตอนนี้ท่านเกษียณแล้ว  ดูจากสายตาภายนอกแทบไม่เชื่อว่าอาจารย์เกษียณมาแล้วหลายปี  เพราะท่าทางและบุคคลิกดูกระฉับกระเฉง  รู้สึกได้ถึงพลังบวกในตัว  พูดคุยทันสมัยการแต่งกายมีรสนิยมแต่แฝงไว้ด้วยมาดของความเป็นอาจารย์      

สถานการณ์น้ำท่วมที่ท้องถนน ยังคงอีกนานกว่าจะลดระดับลงเราทั้ง 2 คนจึงชวนกันขึ้นไปทานอาหารที่ชั้น 4 ของโรงแรม

ช่วงเวลาระหว่างทานอาหารเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมพูดคุยกัน  จนทราบว่าอาจารย์จ่ง  เป็นนักเรียนอยู่ในระดับหัวกะทิของประเทศ  ได้ทุนไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ  และยังได้ทุนในการทำวิจัยอีกหลากหลายที่  จนงานสุดท้ายเป็นรองศาสตราจารย์ภาควิชาเคมี  ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง   

หลังจากพูดกันกันสักพักฉันเริ่มรู้สึกผ่อนคลายในการที่จะเริ่มตั้งคำถามกับอาจารย์จ่ง 

“ หลังจากที่อาจารย์เกษียณแล้ว  อาจารย์เหงาไหม๊คะ? ”

“ ไม่เหงาเลยอาจารย์หาอะไรทำตลอดเนี๊ยะอาจารย์ก็ไปเรียนวาดรูปด้วยสีน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ชอบมาตั้งแต่สมัยอยู่อังกฤษเลยนะ  แต่ตอนนั้นไม่มีเวลาเรียน  เพิ่งจะมีเวลานี่ล่ะ  แถมยังขายได้ด้วยนะ อาจารย์โชว์รูปวาดสีน้ำด้วยฝีมือตัวเองที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือให้ฉันดู  โห ! ทั้งสวยและดูเป็นมืออาชีพมากๆ ซึ่งอาจารย์ไม่ได้วาดรูปขายเพื่อเป็นธุรกิจส่วนใหญ่จะเอาไปช่วยในงานประมูลการกุศลซะมากกว่า 

“ทำแล้วมันสุขใจ  เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ  สิ่งที่เพลิดเพลินแถมยังได้เอาผลงานเราไปช่วยในงานประมูลการกุศลตามมูลนิธิหรือโอกาสต่าง ๆ และเห็นคนอยากได้ผลงานเรามันอิ่มใจนะว่าที่ทำไปไม่สูญเปล่า ฉันนั่งฟังอาจารย์พูดไปยิ้มไป

เราใช้ช้อนกลางที่ถูกจัดวางไว้ในจานอาหารสลับกันตักอาหารที่สั่งมาให้แก่กันและกัน

“ ตอนนี้ยังมีอะไรที่อาจารย์อยากทำอีกบ้างคะ ?” 

“ตอนนี้อายุ  65ปี  ไม่มีอะไรที่อยากทำแล้ว  เพราะอาจารย์ทำในสิ่งที่  อยากทำ  มาตลอดไม่ว่าจะเรียนก็ทำอย่างเต็มที่เรื่องเที่ยวก็ไปมาหมดแล้วทำตั้งแต่สังขารยังทำไหวอยากเป็นอะไรก็ได้เป็น” อาจารย์ตอบฉันโดยทันที  และยังเล่าต่ออีกว่า...

“วันเวลามันผ่านไปเร็วนะ  เผลอแป๊ปเดียว  ก็อยู่ในวัยเกษียณซะแล้ว  ฉะนั้นอยากทำอะไรให้รีบทำเลย  แล้วสนุกไปกับมัน”

ตลอด2ชั่วโมงที่เรานั่งคุยและทานอาหารร่วมกันทำให้ฉันรู้สึกว่าเรามีบางอย่างที่คล้าย ๆ กันเช่น  กระเป๋าที่เราใช้  การเลี้ยงสุนัข  ชอบศิลปะชอบงานเขียน  แถมเรายังมีงานอดิเรกที่เคยทำ คือ  การถ่ายโฆษณาเหมือนกันอีกด้วย  อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น   

บางครั้งการที่เราลองเปิดใจพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่มีวิธีการมองโลก  ตลอดจนทัศนคติและมีความชอบอะไรที่คล้าย ๆ กันมันก็เป็นเรื่องที่สนุกดีแถมยังได้มิตรเพิ่มขึ้น  

 มื้อเย็นวันนั้นเหมือนฉันได้เปิดโลกทัศน์อีกใบ  ได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต  ได้ทำอะไรอย่างตั้งใจและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ  ก่อนจากกันเราไม่ลืมที่จะแลกเบอร์โทรและแลก Line กัน

ค่ำวันนั้นแทนที่จะรู้สึกโกรธฟ้า-ฝน-ไปจนถึงน้ำท่วม  เห็นทีคราวนี้คงเป็นครั้งแรกที่ฉันต้อง “ขอบคุณน้ำท่วม” ที่ทำให้  ‘เรา’  ได้เจอกัน