ตอน  แค่ให้ก็ “ สุขใจ ”

          เรื่องของ  “ การให้ ”  นั้นมีหลายอย่าง  หลายประเภท  ทั้งการให้ความช่วยเหลือ  การให้ความรู้  การให้คำแนะนำที่ดี  การให้ทานทั้งในรูปแบบสิ่งของหรือตัวเงิน 

          วันนี้จิ๊กจะมาชวนผู้อ่านที่ติดตามทั้งใน Influencers 36 หรือในเพจ จุ๊กจิ๊ก สุภาดา  แฟนเพจ  มาช่วยกันด้วย “การให้” ค่ะ

          แต่  “ การให้ ”  ที่จะมาชวนกันในวันนี้  เป็นการให้ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่  เป็นการให้ที่ไม่ต้องเสียเงินทอง  และให้โดยที่ไม่มีความเจ็บปวดแต่อย่างใด  ซึ่งการให้ด้วยวิธีนี้สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อีกมากมาย  ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับ  แต่รวมไปถึงครอบครัวของเขาเหล่านั้นด้วย

          การให้ที่จิ๊กเขียนถึงในวันนี้  คือ  “ การให้ด้วยการบริจาคอวัยวะ ” และนี้เลยเป็นที่มาที่จิ๊กไปสัมภาษณ์  นายแพทย์วิศิษฏ์  ฐิตวัฒน์  ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ  สภากาชาดไทย

ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ลงทะเบียนรอรับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ตอนนี้มีกว่า  6,241  คน  ซึ่งไม่สอดคล้องกับตัวเลขของผู้บริจาคอวัยวะที่มีอยู่ในขณะนี้ 

          ไม่ใช่แค่ผู้ป่วย 6 พันกว่าคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย  แต่รวมไปถึงคนรอบข้างที่ต้องคอยปฐมพยาบาล  คอยดูแลรักษา  ซึ่งแน่นอนหลายครอบครัวต้องมีการเสียสละ  ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วย  เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งการเดินทาง  ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา  ถึงแม้บางโรคจะได้รับสวัสดิการจากทางรัฐเข้าไปช่วย  แต่ก็ยังไม่เพียงพออวัยวะที่คนลงทะเบียนเพื่อรอรับบริจาคมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ

ไต  5,930  ราย

ตับ    247  ราย

หัวใจ   23  ราย

แต่เมื่อลงทะเบียนปุ๊ป ก็ใช่ว่าจะสามารถรับบริจาคกันได้ง่าย ๆ  เพราะต้องมีการตรวจร่างกายรวมทั้งความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ว่าสามารถเข้ากันกับผู้ที่รอรับบริจาคได้หรือไม่ ? / อยู่ในเขตท้องที่ใด ? / กรณีความรุนแรงของโรคต้องรีบรักษาหรือไม่? หรือความเจ็บปวดมาก-น้อย แค่ไหน ? เป็นต้น

          เมื่อก่อนเรามักเข้าใจว่าการบริจาคอวัยวะจะมีแค่ หัวใจ ตับ ไต ปอด ดวงตา  แต่ในปัจจุบันทางการแพทย์สามารถนำชิ้นส่วนของอวัยวะมาปลูกถ่ายเป็นเนื้อเยื้อได้ เช่น ลิ้นหัวใจ ผิวหนัง หรือนำกระดูก เส้นเอ็น มาใช้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยได้  เรียกว่า “ หนึ่งคนให้  หลายคนรับ ”

          บางคนอาจจะกลัวว่า  แล้วการบริจาคอวัยวะทางการแพทย์จะวินิจฉัย ‘ควักอวัยวะ’ เอาไปใช้ตอนไหน  ก็ตอนที่แพทย์วินิจฉัยว่า “อยู่ในภาวะสมองตาย”เท่านั้นล่ะค่ะ

          สมองตาย  คือ  การที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออะไรทั้งสิ้น  เช่น  ไม่สามารถหายใจได้เอง  ไม่สามารถตอบรับต่อความรู้สึกต่าง ๆ  ไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งกระดกลิ้น  และแน่นอนล่ะค่ะแปลว่า  เราจะไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นแม้แต่ความเจ็บปวด !

           เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว  หากผู้อ่านท่านใดที่อยากจะบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อยากรู้ว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ง่ายมากค่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆ

 มีอายุไม่เกิน 60 ปี ต้องไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรค HIV,วัณโรค ต้องไม่เป็นโรคมะเร็ง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ใครที่อยากจะบริจาคผิวหนัง  ต้องไม่มีรอยสัก  เป็นต้น 

ส่วนใครที่อยากจะมีส่วนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในขณะที่ยังมีชีวิต  ก็สามารถทำได้ทั้งการบริจาคโลหิต หรือ บริจาคเป็นเงิน  สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซด์ของสภากาชาดไทยนะคะ

          บางครั้ง  แค่คิดว่าจะให้  ก็สุขใจแล้ว” ค่ะ