ทางเลือกที่ไม่เหมือนกัน

ก่อนหน้านี้จิ๊กเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับเทรนต์โลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป  คนหันมานิยมกินพืชทดแทนเนื้อสัตว์มากขึ้น  ทั้งเหตุผลในเรื่องสุขภาพ  ไม่อยากเบียดเบียนสัตว์และใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 


จนทำให้กระแสวัตถุดิบอาหารทดแทนเนื้อสัตว์อย่าง Impossible Burger , Beyond Meat , Omni Pork หรือ แม้กระทั่งเครื่องสำอางจากพืช (Vegan) ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆเป็นกระแสที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัว...จนมาถึงในเมืองไทย


วกมาเข้าเรื่องอาหารของเรากันต่อดีกว่า  ในเมืองไทยเองก็มีร้านอาหารแนวมังสวิรัติ ( Vegetarian) และ วีแกน (Vegan)  ที่อร่อยมากมาย  จนได้รับการจัดอันดับและติดอันดับต้น ๆ จากเว็บไซต์ของชาววีแกนทั้งไทยและต่างชาติ เช่น  www.vegnews.com หรือ www.theveganword.com


จิ๊กเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินมาเป็นสายมังสวิรัติและวีแกน(ในบางมื้อ)ยิ่งสนุกค่ะ

*สนุกกับการอ่านข้อมูลส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อ 

*สนุกในการหาวัตถุดิบมาปรุงอาหารทำทานเองที่บ้าน

*สนุกกับการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่มีความคิดในแนวทางเดียวกัน

*สนุกกับการค้นหาเมนู หรือ ร้านอาหารแนวมังสวิรัติ – วีแกน ที่อร่อย ๆ 


จากการตระเวนกินและลองชิมอาหารสายมังสวิรัติ – วีแกน  ทำให้จิ๊กได้รู้จักเจ้าของร้านอาหารต่าง ๆ มากมายแต่ร้านที่จิ๊กจะเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นร้านที่จะทำให้ผู้อ่านเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับการเป็นวีแกนที่ต้องเน้นทานแต่ผัก,พืช  รสชาดจืดชืดไม่อร่อย ไปอย่างสิ้นเชิง   


ร้านนี้เริ่มต้นจากความชอบในการทำเบเกอรี่  จนมีการคิดค้นพัฒนาสูตรให้เป็นเบเกอรี่(เจ)เจ้าแรก และพัฒนาต่อยอดธุรกิจมาเป็นร้านอาหารวีแกนเจ้าแรกในเมืองไทย  จนเป็นที่ชื่นชอบของชาววีแกน ที่สำคัญมันทำให้จิ๊กรู้ว่า เธอเป็นคนที่ไม่ใช่เพียงแค่มีความฝัน แต่ยังมีความพยายามที่จะทำฝันให้เป็นจริง


ณปภัสสรต่อเทียนชัย หรือ จ๋า เจ้าของร้าน Veganerie  ร้านยอดฮิตของชาววีแกน

คุณจ๋าเล่าให้จิ๊กฟังว่า  “ ก่อนที่จะมาเป็นวีแกน  จ๋าเริ่มศึกษาเรื่องของการลด-ละ-เลิก การกินเนื้อสัตว์  โดยที่จ๋าเริ่มเป็นมังสวิรัติมาก่อน    จากนั้นจึงได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน  ไม่ใช่แค่ตัวจ๋าเอง  แต่ยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนในครอบครัว   นอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพแล้ว  ยังส่งผลดีต่อผิวพรรณ  น้ำหนักตัวของจ๋าก็ลดลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ “นี่จึงเป็นที่มาของความคิดที่อยากจะทำอาหารและเบเกอรี่มังสวิรัติซึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อเมื่อ 5 ปีก่อน

 “ ในช่วงที่ต้องตัดสินใจระหว่างการเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1 ที่เธอเองสอบติดคณะแพทยศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยรังสิต กับ การเริ่มต้นทำร้านอาหาร “  

ทางเลือกแรก  

อนาคตคำนำหน้า แพทย์หญิง  คงอยู่ไม่ไกลเพราะคุณจ๋าเองก็มีทั้งคุณพ่อและพี่ชายที่เป็นคุณหมอ  อีกทั้งเรื่องของอาชีพที่มีสถานะและได้รับการยอมรับในสังคมว่ามีความมั่นคงในอาชีพสูง

ทางเลือกที่สอง

คุณจ๋าเคยมีประสบการณ์ในการทำเบเกอรี่(เจ) ขายทางออนไลน์และการออกบูธซึ่งมีลูกค้าติดใจในรสชาดมีออเดอร์มาไม่ขาดสายแต่ประสบการณ์ในการทำร้านอาหารถือว่ายังใหม่มากซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ากระแสวีแกนจะได้รับการยอมรับในเมืองไทยมาก – น้อยแค่ไหน

.....ลองสมมุติเล่นๆ กันว่าถ้าเป็นผู้อ่าน คุณจะเลือกแบบไหน ?! .....


คุณจ๋าเลือกทางเดินชีวิตในแบบที่สอง !!ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีเสียงคัดค้านจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง  แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเชื่อที่ว่า  ถ้าเราทำอะไรแล้วเราศึกษาอย่างจริงจังและลงมือทำ   ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล


เงินลงทุนก้อนแรกของสาวน้อยวัย  19 ปีเจ้าของร้าน Veganerie มาจากการยืมคุณพ่อ-คุณแม่  จากร้านแรกที่สาขาเมอร์คิวรี่ วิลล์ ชิดลม ผ่านมา 5 ปีตอนนี้ร้านมีอยู่ถึง 5 สาขา! 


เธอยังเล่าต่ออีกว่า  “ ถ้าเป็นเมื่อก่อน  เวลาที่คนจะทานอาหารมังสวิรัติ คนจะนึกไปถึงอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์  มีแต่สีเขียวๆ ของพืชผัก หรือนึกถึงอาหารเจ คืออาหารที่เน้นจำพวกแป้งเป็นหลัก ” 


แต่ที่ร้านมีเมนูหลากหลายทั้งอาหารไทยและอาหารต่างชาติ  มีเมนูที่คนทานเนื้อสัตว์หลายคนชอบสั่งมาทานนั่นคือ  ไก่ทอดนักเก็ตที่ใช้เห็ดทอดจนให้ความรู้สึกเหมือนกับกินไก่จริงๆ

ไปจนถึงเมนูมักกะโรนีผัดชีสที่ทำให้หลายคนแปลกใจและติดใจในรสชาดของชีสที่ทำมาจากมะม่วงหิมะพานต์ และเบคอนที่เห็นอยู่ในจานก็เป็นเบคอนที่ทำจากถั่วเหลือง

หรือ เบเกอรี่ที่ปกติทั่วไปจะต้องมีส่วนผสมของนม เนย หรือไขมันจากสัตว์  แต่ทางร้านมีการคิดค้นดัดแปลงใช้วัตถุดิบจากพืช  จนมีสูตรลับพิเศษตามแบบฉบับของวีแกนที่ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์เลย    

ร้าน Veganerie เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากในหมู่ชาวมังสวิรัติ – วีแกนไปจนถึงคนที่รักการทานเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจยังติดใจในหลายเมนู  เพราะนอกจากได้สุขภาพที่ดีแล้ว  ยังติดใจในรสชาดของอาหารอีกด้วย  ถึงขนาดต่างชาติมาขอซื้อแฟรนไชส์  เพื่อจะไปเปิดสาขาที่ต่างประเทศ


หลังจากที่เราคุยกันมาพักใหญ่  จิ๊กถามคุณจ๋าว่า

 “ ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วจะยังคงตัดสินใจทิ้งการเรียนแบบนี้ไหม๊? ”  

 เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า  “ ก็ยังยืนยันว่า จะตัดสินใจแบบเดิมค่ะ ”


คำตอบของเธอทำให้จิ๊กนึกย้อนไปดูว่าคนดังๆ ของโลกที่เลือกเดินออกจากระบบการศึกษาไปเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ  ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดนั้นมีใครบ้าง  เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็เช่น

Bill Gates เจ้าของ Microsoft

Mark Zuckerberg  เจ้าของ Facebook


หรืออย่างคนจีนโพ้นทะเลในสมัยก่อน  ที่เดินทางมาเมืองไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบเริ่มต้นจากศูนย์ก็มีหลายตระกูลดัง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ  จนเป็น “มหาเศรษฐี” หรือ “เจ้าสัว” ที่หลายคนรู้จัก


ใบปริญญาหรือวุฒิการศึกษา  อาจจะจำเป็นสำหรับบางคนและบางอาชีพที่ต้องใช้ยืนยันความรู้ความสามารถในการทำงาน  แต่ในโลกนี้ยังมีอีกหลายวิชาที่ต้อง “ เรียนรู้ทั้งจากผู้มีประสบการณ์และการเรียนรู้ด้วยวิธีลงมือทำ “


ฉะนั้นวิธีการเลือกทางเดินชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกันนั้นมีหลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดู ความพร้อมของแต่ละคน ความกล้าเสี่ยง  ความมุ่งมั่นความเป็นนักสู้การยอมรับความจริง วิถีชีวิต และความคิด


อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จิ๊กเชื่อว่าไม่มีคำตอบแบบไหนถูกหรือผิดที่สำคัญแต่ละช่วงชีวิตของคนเราย่อมไม่มีคำตอบที่ตายตัว ถึงแม้ว่าจะเป็นคำถามแบบเดียวกัน


ในโลกนี้ยังมีอะไรที่น่าเรียนรู้และค้นหาอีกเยอะ ขอเพียงเราเปิดใจและไม่ทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้ว