“ใบไม้เปลี่ยนสีที่เซนได”

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้เป็นช่วงที่อากาศดีเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆจิ๊กเลยมองหาเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง  แต่โจทก์คราวนี้คือ

1.ต้องเป็นเส้นทางเปิดใหม่ที่คนยังไม่ค่อยไป

2.เป็นเส้นทางมรดกโลก หรือ ยูเนสโก้ เพิ่งขึ้นทะเบียน

(*คหสต.เพราะจิ๊กชอบเที่ยวตามยูเนสโก้ค่ะ อิอิ)

ข้อนี้สำคัญสุด  คือตัวเองยังไม่เคยไปมาก่อน 

นั่งดูแผนที่โลกใน Google ก็นึกได้ว่าปีหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นจะจัดโอลิมปิก 2020  ระหว่าง 24 ก.ค – 9 ส.ค 2563  เลยคิดเอาเองว่า  ถ้าเราไปเที่ยวญี่ปุ่นปีหน้า  จะต้องเจอกับคลื่นมหาชนแน่ๆ  แล้วความคิดก็เป็นจริง  เพราะเช็คกับทางโรงแรมในญี่ปุ่นตามที่ต่าง ๆ ถูกนักท่องเที่ยวทั้งคนที่จะมาดูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก  รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก  จองที่พักช่วงเวลาดีๆ เต็มกันเกือบหมดแล้วนี่ยังไม่นับรวมพวกเจ้าของบ้าน/คอนโดที่มาปล่อยเช่าเอง  จึงตัดสินใจ ‘ไปเที่ยวญี่ปุ่นปีนี้ดีกว่า เพราะปีหน้าจะได้ไม่ต้องเจอกับคลื่นมหาชน ’

เลยมาลงตัวที่เมือง เซนได จ.มิยางิ ภูมิภาคโทโฮกุ หรือภาคอีสานของญี่ปุ่น  “เมืองเซนได” ได้ฉายาว่าเป็น ”เมืองแห่งป่า”เพราะมีป่าที่คงความอุดมสมบูรณ์อยู่มากเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเล ที่สำคัญคนยังไปไม่เยอะ

โชคดีที่การบินไทยเพิ่งเปิดไฟล์บินตรง จิ๊กจึงได้บินเที่ยวบินปฐมฤกษ์ซึ่งเมื่อก่อนใครจะไปเที่ยวที่เซนไดต้องนั่งรถไฟชินคังเซนจากโตเกียวต่อไปอีกชั่วโมงครึ่ง  แต่คราวนี้บินตรงจากสุวรรณภูมิลงเซนไดเลย  ใช้เวลาเพียงแค่ 5 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินเซนได

ช่วงที่จิ๊กไปคือ ต้นเดือน พ.ย เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดเพราะได้เห็นใบไม้ทั้งสีเขียว, สีเหลือง, สีแดงดูแล้วสวยงามราวกับภาพวาดที่จิตรกรบรรจงแต่งแต้มสีสันแบบไม่กลัวเปลืองสีเลยแม้แต่น้อย  ประกอบกับเป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบายไม่หนาวแบบติดลบเหมือนตอนต้นปีที่จิ๊กไปดูแสงเหนือที่เมืองทรอมโซ ประเทศนอร์เวย์

โปรแกรมแรกเราเดินทางไปที่ “เมืองฮิราอิซูมิ”  เมืองนี้ได้ขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลก จุดเด่นของเมืองนี้คือ

วัดซูซอนจิ ที่สร้างขึ้นในปี 850 เป็นวัดเก่าแก่ของนิกายเทนไดภายในวัดร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่   

ประเดิมความเป็นสิริมงคลด้วยการไปไหว้พระที่วัดแล้วจากนั้นจิ๊กและคณะก็ไป ล่องแก่งเกบิเก  ในแม่น้ำอิวาอิ มีคนแจวเรือไม้ให้เรานั่งและมีการร้องเพลงให้ฟังโดยไม่ใช่เครื่องดนตรีเลย  มีเพียงเสียงร้องที่เปล่งออกมาจากลำคอ กระทบกับหน้าผาดังก้องกังวาน  สลับกับเสียงไม้แจวกระทบน้ำเป็นระยะ  


จิ๊กฟังไม่ออกว่าเนื้อร้องและทำนองมีเนื้อหาใจความว่าอย่างไร รู้แต่เพียงว่า  มันเป็นเสียงที่ไพเราะจับใจจนอยากกลับไปนั่งฟังอีกครั้ง นั่งเรือไม้ที่ถูกแจวชมบรรยากาศป่าเขารอบตัวไปเรื่อยก้มหน้ามองลงไปในแม่น้ำที่ใสสะอาดจนมองเห็นพื้นและฝูงปลาได้อย่างชัดเจน 

ลมหนาวจากแม่น้ำขณะนั่งเรือปะทะกับใบหน้าเบาๆ  แต่ทำเอาจิ๊กและเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกันสั่นสะท้านไปจนถึงสิ้นปีได้พอสมควร

จากธรรมชาติก็ไปเที่ยวเปิดโสตประสาทซึมซับวัฒนธรรมและสิ่งปลูกสร้างที่ถือได้ว่าเป็น 1 ในปราสาทที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น  คือ

ปราสาทฮิโรซากิ  ตั้งอยู่ใน จ.อาโอโมริ  มีอายุกว่า 400 ปี เมื่อก่อนปราสาทนี้มีอยู่ทั้งหมด  5  ชั้นแต่เจอเหตุการฟ้าผ่าจึงทำให้ปราสาทได้รับความเสียหายทางการท้องถิ่นของญี่ปุ่นเลยลดลงเหลือเพียง  3ชั้นแต่ความสวยงามทั้งด้านนอกและด้านในไม่ลดน้อยลงไปเลย

ญี่ปุ่นได้ขึ้นชื่อว่าเป็น เมืองแห่งเทศกาลและมีวันที่ระลึกแบบที่คนทั่วไปและตัวจิ๊กเองนึกไม่ถึงด้วยค่ะ  เช่นวันแห่งการปวดหัว(2ก.พ), วันแห่งบันไดเลื่อน(8มี.ค), วันแห่งไก่ทอด(21พ.ย) ฯลฯ  เป็นไงคะ  แปลกดีไหม๊คะ!! ก่อนที่เราจะนอกเรื่องไปไกลกว่านี้วกกลับมาที่เทศกาลกันก่อนค่ะ 

เทศกาลเนบูตะจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม  แต่ช่วงที่จิ๊กไปคือ ต้นเดือนพฤศจิกายน  ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับเทศกาลนี้  แต่เราสามารถสัมผัสบรรยากาศและโคมไฟกระดาษสวย ๆ เหล่านั้นได้  ที่

พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ  

จากนั้นจิ๊กและคณะก็เดินทางด้วยรถบัสเพื่อไปยัง  หุบเขาโออิราเซะซึ่งถือเป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศแบบธรรมชาติได้ฟังเสียงนกร้องและเสียงของลำธารที่ไหลมากระทบกับโขดหิน   

เดี๋ยวคราวหน้ามาติดตามกันต่อนะคะ