มหากาพย์สงครามในซีเรีย

วุ่นวาย ยุ่งเหยิงและ ซับซ้อน

เริ่มจากความขัดแย้งภายในประเทศ ประชาชนจำนวนมากลุกฮือต่อต้านและขับไล่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ในช่วงของ Arab Spring เมื่อปี 2011 เพราะไม่พอใจที่ระบอบอัล อัสซาดปกครองซีเรียมาอย่างยาวนานด้วยแนวทางเผด็จการ

สงครามตัวแทนเริ่มขึ้นเมื่อสหรัฐเข้ามาสนับสนุนทั้งด้านเงินและอาวุธให้กับกลุ่มที่คัดค้านประธานาธิบดีบาซาร์อัล อัสซาด ซึ่งกลุ่มนี้ทางรัฐบาลซีเรียเรียกว่าเป็นกลุ่มกบฏ (เนื่องด้วยต้องการโค่นอำนาจรัฐบาล)

การเข้าไปสนับสนุนกลุ่มต่างๆที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในช่วงอาหรับสปริงของสหรัฐถือเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ก่อนหน้าอาหรับสปริงอย่างเช่นในอิรัก ช่วงที่ซัดดัมปกครองประเทศ สหรัฐให้การหนุนหลังชาวชีอะห์ (ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ) และชาวเคิร์ด ชนกลุ่มน้อยที่ต้องการดินแดนเป็นของตัวเองเพื่อโค่นล้มระบอบซัดดัม ตอนเราเข้าไปเกะกะแถวๆอิรักในช่วงปีสองปีที่ผ่านมากมีโอกาสได้เข้าไปดูสหรัฐฝึกอาวุธให้คนกลุ่มนี้

กลับมาที่ซีเรีย เมื่อสหรัฐโดดเข้ามาสนับสนุนกลุ่มต่อต้านประธานาธานาธิบดีบาซาร์ อัล อัสซาด รัสเซียจะอยู่เฉยได้อย่างไร

เนื่องจากซีเรียเป็นทางผ่านท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยุโรปจึงต้องการปกป้องผลประโยชน์และคานอำนาจสหรัฐ รัสเซียสนับสนุนและปกป้องรัฐบาลของอัลอัสซาดอย่างสุดกำลังและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัลอัสซาดยังยืนหยัดอยู่ได้ทุกวันนี้โดยไม่ล้มไปเหมือนกับเผด็จการคนอื่นๆที่เจอกับ Arab Spring เช่นมุมบารัคของอียิปต์และกัดดาฟีแห่งลิเบีย

มีอีกหลายเหตุผลที่รัสเซียสนับสนุนซีเรียอย่างสุดกำลัง ที่สำคัญอันหนึ่งคือ

รากความสัมพันธ์ของบิดาของประธานาธิบดีบาซาร์ อัล อัสซาดกับอดีตสหภาพโซเวียตในขณะนั้น บิดาของประธานาธิบดีอัล อัสซาด Hafez Al Assad ขึ้นครองอำนาจในช่วง 1970 ได้กระชับความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต เคยไปฝึกขับเครื่องบินและแสวงความร่วมมือกับกเคลมลิน ว่ากันว่าวิธีการที่พ่อของอัล อัสซาดทำการเมืองคล้ายกับกับสไตล์สหภาพโซเวียตนั่นก็คือ พรรคเดียวและการเมืองที่เต็มได้ด้วยความลับและหน่วยข่าวกรอง

ตลอดช่วงสงครามเย็น สหภาพโซเวียตจึงให้การสนับสนุนด้านอาวุธกับซีเรียมาตลอด เพื่อเป็นการตอบแทน ซีเรียมีการอนุญาตให้โซเวียตใช้ฐานทัพเรือชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่เมืองตาร์ตุส

รัสเซียสืบทอดฐานทัพตาร์ตุสต่อมาแม้สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 และปัจจุบันมันเป็นที่มั่นเพียงแห่งเดียวของกองทัพเรือรัสเซียในเมดิเตอร์เรเนียน

ความสัมพันธ์จีดจางไปบ้างตามการเมืองโลกที่เปลี่ยน จนกระทั่งปูตินต้องการขยายแสนยานุภาพทางทหาร การปรับปรุงและการขยายฐานทัพจึงเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

นี่จึงเป็นหนึ่งที่มาของการสนับสนุนซีเรียอย่างสุดใจของปูติน

นอกจากมหาอำนาจ สงครามซีเรียยังซับช้อนขึ้นไปอีกจากการขัดกันของอิหร่านและซาอุดิอารเบีย อิหร่านซึ่งเป็นชีอะห์สนับสนุนประธานาธิบดีอัล อัสซาดซึ่งเป็นชีอะห์ด้วยกัน แต่ประชากรส่วนใหญ่ของซีเรียเป็นสุหนี่ ซาอุดิอารเบียจึงส่งกำลังสนับสนุนฝ่ายต่อต้านอัลอัสซาด

ยังไม่จบ (อย่าเพิ่งเหนื่อย)

มีอีกสงครามซ้อนอยู่นั่นคือ เคิร์ดกับตุรกี

เคิร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ในอิรัก ซีเรียและตุรกี มีวิถึและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองและต้องการแยกประเทศ เคิร์ดในอิรักน่าจะเป็นปึกแผ่นและเข้มแข็งสุด (เพราะอย่างน้อยตอนนี้ก็ได้มีอิสระปกครองตนเองหลังร่วมสหรัฐโค่นล้มซัดดัมได้สำเร็จ เคิร์ดในอิรักมีการจัดลงประชามติเพื่อเป็นเอกราชเมื่อปลายปีที่แล้วแต่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลกลางส่งกำลังเข้าถล่ม) ส่วนเคิร์ดในซีเรียก็สู้ด้วยเหตุผลเดียวกันคือต้องการมีแผ่นดินเป็นของตัวเอง แต่ปัญหาคือตุรกีไม่ยอม เพราะหากวันใดเคิร์ดในซีเรียได้เอกราชก็จะทำให้เคิร์ดในตุรกีแข็งข้อ (ตอนนี้รัฐบาลตุรกีกำลังกดเคิร์ดอยู่เพราะมองว่าเป็นหอกข้างแคร่และก่อการร้าย)

และอย่า อย่าลืมกลุ่มไอซิส ที่ผงาดขึ้นมาอาละวาดในช่วงที่ทุกอย่างอิรุงตุงนัง ขยายอิทธิพลจากอิรักเข้ามาซีเรีย ไอซิสในซีเรียสร้างความหวาดผวาด้วยการจับตัวประกันต่างชาติไปตัดหัวและเผา เช่นในกรณีนักข่าวญี่ปุ่นและนักบินจอร์แดน (จอร์แดนสนับสนุนสหรัฐ)

กองกำลังรัฐบาลของอัลอัสซาด (ที่รัสเซียสนับสนุน) และกองกำลังเคิร์ด (ที่สหรัฐสนับสนุน) จึงมีเป้าหมายร่วมกันคือกำจัดกลุ่มไอซิส ซึ่งก็ค่อนข้างสำเร็จเพราะไอซิสตอนนี้ป้อแป้ไปมาก (ที่อิรักสูญเสียที่มั่นสุดท้ายไปแล้ว)

วุ่นวาย รบกันเละ โชกเลือดขนาดนี้ พลเรือนจะอยู่ได้อย่างไร

สงครามในซีเรียส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของคนที่นั่น กว่า 7 ล้านคนกลายเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศตัวเองเพราะสูญเสียบ้านเรือนมากกว่า 5 ล้านคนอพยพหนีตายออกนอกประเทศ

เราเคยตามเส้นทางผู้ลี้ภัยตั้งแต่ชายแดนซีเรีย จอร์แดน เลาะผ่านตุรกีข้ามทะเลจนถึงสหภาพยุโรป ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเป็นคนมีการศึกษา เช่น หมอ ครู วิศวกร โปรแกรมเมอร์ หอบลูกหอบหลานพร้อมข้าวของไม่กี่ชิ้นเดินทางไกลเสี่ยงตายข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อหาชีวิตใหม่ที่นั่น


ในบรรดาผู้ลี้ภัยที่เราเจอระหว่างทาง คนที่เราจำได้ไม่มีวันลืมคือ เด็กหญิงคนนี้ เราไปเจอเธอที่เมืองอิซเมียร์ เมืองชายฝั่งของตุรกี

ครอบครัวของเธอกำลังพาเธอไปซื้อของเล่น ก่อนจะลงเรือยางในกลางดึกคืนวันนั้นเพื่อข้ามทะเลอีเจี้ยนไปยังประเทศกรีซ

พ่อเธอเล่าให้เราฟังว่าต้องจ่ายค่านายหน้าคนละ 2,500 ดอลล่าร์สหรัฐ และเขาพาลูกมาซื้อของเล่นก่อนเพราะเธอจะได้ไม่กลัวมาก เนื่องจากทะเลอีเจี้ยนในช่วงนั้นทั้งมืดและลมแรง มีเรือยางคว่ำและเด็กเสียชีวิตจำนวนมาก ที่สะเทือนใจชาวโลกคือ ภาพของเด็กน้อย อลัน เคอร์ดี้ ร่างไร้ลมหายใจของเขาถูกพัดมาเกยฝั่งคว่ำหน้าเหมือนคนนอนหลับ