Dive 4 “ยาผีบอก”

คุณผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า  

การดำน้ำต้องอาศัยความเชื่อเรื่อง “ไสยศาสตร์”



คนไทยเรามีวัฒนธรรมความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งครับ คือ เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและพิสูจน์ไม่ได้ เช่น เรื่องไสยศาสตร์ ผีสาง เทวดา นางไม้ ทรงเจ้า เข้าผี        

สิ่งลึกลับเหล่านี้ แม้จะเป็นเรื่องที่มองไม่เห็น  แต่ส่วนใหญ่ก็จะเชื่อกันหัวปักหัวปำ และถ้ายิ่งร่ำลือถึงความเฮี้ยน ความศักดิ์สิทธิ์ละก็...ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน หลายคนก็จะต้องดั้นด้นไปไหว้ ไปบนบานศาลกล่าว ขอนั่น ขอนี่ พูดได้ว่าเจ้าพ่อเจ้าปู่ทั้งหลาย ต้องเดินสายคิวไม่ว่างเลยละครับ

แต่ผมก็สงสัยอยู่ว่า แล้วทำไมไม่มีใครไปบนขอให้รัฐบาลจัดเลือกตั้งภายในเดือนสองเดือน หรือให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคถูกลงบ้าง เพราะข้าวของแพงจะแย่อยู่แล้ว จะหวังพึ่งพาผู้สื่อข่าวให้ไปสอบถามท่านนายกฯ ก็กลัวว่าท่านจะเผลอยกโพเดียมทุ่มใส่ ไอ้ครั้นจะปรึกษา “ใจเริง” ผู้หญิงอย่างใจเริงก็ไม่รู้จะเชื่อถือได้แค่ไหน เราจึงต้องเชื่อผู้นำต่อไป เพื่อชาติจะได้พ้นภัย

ครั้งหนึ่งเคยมีข่าวที่สื่อทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ออกข่าวกันกระฉ่อน หนังสือพิมพ์ก็เกือบทุกหัวสี ต่างพากันพาดหัวข่าวใหญ่ ยืนยันเรื่องความเชื่อของคนไทย

“ปรากฏการณ์ประหลาด ปะการังกลายเป็นสีทองที่ฐานทัพเรือสัตหีบ”



คนไทยเชื่อครับ ร่ำลือและเล่ากันอย่างบันเทิงปาก  ทำให้มีคนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยแห่แหนกันมาดูปะการังสีทอง ประมาณว่าอยากรู้ต้องได้รู้

“เบิ่งแหน่...เบิ่งแหน่ เกิดจากอี่พ่อ อี่แม่ บ่ เคยพ่อ บ่ เคยเห็น ปะก้ารั่งดอกทอง ง้ามมมมหลาย” ภาษาอิสาน แปลได้ว่า “ดูสิ ดูสิ เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ปะการังสีทอง สวยมากเลย” 

“เปิ้นว่าเป๋นสิ่งอัสจั๋น งามแต๊ๆ ก๋า” ภาษาเหนือ แปลได้ว่า “ฉันว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ สวยมาก ๆ เลย”

“ไหลหล่าว” คนใต้ก็ว่า “อะไรวะนั่น”

"เม้กงเมียนเพลียง เพลียงคงเมียนทะไงเรียง 

แส่ห่าสะตรือจอมแก่ง แค่งยองแบงเจิดหนี....คะเมียนพะเลอว”

ภาษาเขมรนี้ว่าซะยาวเลยเชียว แต่ไม่เกี่ยวกับปะการังหรอกครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นเสียงแว่วจากนักท่องเที่ยวที่นั่งล้อมวงจกข้าวเหนียวจิ้มแจ่วอยู่ริมทะเล  แต่ที่ไหนได้...เป็นเสียงของไอ้เกิ้น พลทหารใหม่ เหล่าพลาธิการจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีหน้าที่ดูแลสโมสรทหารเรือ มานั่งร้องเพลง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ของติ๊ก ชีโร่ โต้ ชีริก เวอร์ชั่นเขมร อยู่ใกล้ๆ ผมนี่เอง

ไม่นานต่อมา ความจริงเรื่องปะการังสีทองก็ได้รับการเปิดเผยว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่มันเป็นเรื่องของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ความดันบรรยากาศสูงขึ้น  อุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรก็เลยอุ่น หรือร้อนขึ้นผิดปกติ ซึ่งเรียกกันว่า “เอลนีโญ” พอปะการังอยู่ในอุณหภูมิของน้ำอุ่นเป็นเวลานาน ปะการังก็เลยตาย แต่ก่อนตายสีมันจะค่อยๆ เปลี่ยนจนกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด หรือ “ปะการังฟอกขาว” นั่นเอง  



            การดำน้ำแบบสคูบ้าไดฟ์วิ่ง (SCUBA Diving) เป็นกิจกรรมประเภทหนึ่งที่มนุษย์เดินดิน “กิน” “ขี้”  “...ป.(เติมเอาเอง)  “นอน” อยู่บนบก (หรือใครจะเคยทำใต้น้ำ) อย่างพวกเรา ต้องสวม wet suit  แบกขวดอากาศ สวมหน้ากากและตีนกบ แปลงร่างเป็นนักดำน้ำลงไปหายใจใต้ทะเล และเมื่อลงไปใต้ทะเลแล้ว ความผิดปกติอย่างแรกที่นักดำน้ำจะรู้สึกได้ทันทีระหว่างที่ดำลงไปสู่ความลึก คือ เจ็บในช่องหู เพราะความหนาแน่นของน้ำ จะบีบกดที่เยื่อแก้วหู (Ear Drum) ทำให้เรารู้สึกเจ็บในช่องหู และหากใครเป็นหวัดหรือเป็นไซนัสก็จะมีอาการ เจ็บโพรง “ไซนัส”*ร่วมด้วย

ดังนั้น การดำน้ำลงสู่ความลึกทุกครั้ง นักดำน้ำจึงต้องทำการปรับความดันในช่องหู หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “เคลียร์หู” เหตุที่นักดำน้ำต้องทำการเคลียร์หูระหว่างดำลงไปในความลึก ก็เพื่อให้เยื่อแก้วหูของเรา อยู่ในสภาพปกติ โดยวิธีเคลียร์หูก็ทำง่ายๆ ครับ คือเอานิ้วบีบจมูก ปิดปาก แล้วสั่งลมออกทางจมูก แต่ลมที่เราสั่งจะไม่มีทางออก เพราะถูกนิ้วบีบจมูกอยู่ ลมที่สั่งก็จะย้อนกลับไปที่ช่องหู แล้วไปดันที่เยื่อแก้วหู เราจะรู้สึกดัง“กรึ๊บ” เหมือนกระดูกแก้วหูลั่นในช่องหู...เห็นไหมครับเคลียร์หูจะง่ายอะไรเบอร์นั้น

แต่นักดำน้ำบางคนอาจใช้วิธีการกลืนน้ำลายตัวเองก็ได้ครับ บางคนก็ขยับกรามไปมา ดังนั้นใครจะเคลียร์หูแบบไหนก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่ไม่ควรใช้วิธีการตบบ้องหูเป็นอันขาด และก็อย่าถามผม เป็นอันขาดว่า เอาวิธีเคลียร์หูไปเคลียร์หนี้ได้ไหม อันนี้อาจถูกเจ้าหนี้กระทืบข้อหากวน..ตอ..อี..นอได้ครับ..ขอบอก



หลายปีก่อน น้องสาวผมเธอเห็นผมเป็นครูสอนว่ายน้ำและเป็นนักดำน้ำ   เธอเลยมีแรงบันดาลใจอยากเรียนดำน้ำมาก ผมเลยยอมกัดฟันจนหน้าแดง ลงทุนแคะกระปุกเอาตังค์ไปจ่ายเป็นค่าทริปดำน้ำด้วยน้ำตาคลอเบ้า เพื่อจะไปเป็นบัดดี้ดำน้ำกับน้อง ในวันที่น้องไปสอบภาคทะเล (รักน้องก็รักนะครับ ห่วงน้องก็ห่วงนะครับ แต่ผมก็เสียดายตังค์คับ)

วันแรกดำน้ำสองไดฟ์ เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น พอวันที่สอง ปัญหาก็มาเกิด เอาไดฟ์สุดท้าย เพราะระหว่างที่นักเรียนดำน้ำทุกคนเริ่มทะยอยไต่เชือกทุ่นลงไปที่ใต้ทะเล แต่น้องผมดำลงไปได้ ครึ่งทางก็ส่งสัญญาณมือบอกให้รู้ว่า “เจ็บหู” (ขอย้ำครับ...เจ็บหู ไม่ใช่คันหู)

“มันเคลียร์ไม่ออกอ่ะพี่...พอดำขึ้นมาก็เคลียร์ได้นะ แต่พอดำกลับลงไปมันก็เจ็บอีก”           เอ๋บ่นให้ผมฟังระหว่างที่เราอยู่บนผิวน้ำ ด้วยน้ำเสียง สีหน้าและแววตา ที่บ่งบอกถึงความดราม่าหนักมาก

“น้ำหวาน...เอ๋...เป็นไงบ้าง” เสียงของพี่นานวย Instructor ที่สอนน้องผม ดำตามขึ้นมาถามผม

(น้ำหวานเป็นชื่อของผมเองครับ) และเอ๋ด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับพี่..พี่สอบนักเรียนก่อนได้เลยครับ เดี๋ยวผมช่วยดูเอ๋ให้ ถ้าลงไม่ได้จริงๆเดี๋ยวให้ skip dive นะครับ”

“เอางั้นเหรอ... งั้นพี่ฝากน้ำหวานดูด้วยนะ” จบประโยคพี่เขาก็แยกเขี้ยวยิงฟันขาว คล้ายโลโก้ ยาสีฟันดาร์ลี่ หยิบ Mouth Piece ขึ้นมางับ (แต่ไม่กระโดด) จากนั้นก็เอาหัวมุดน้ำ ดำหายวั๊บกลับลงใต้ทะเลไปแบบโปรเฟสชั่นนอล   

ไดฟ์นั้นเอ๋ดำกลับลงไปที่ความลึกใหม่อีกครั้ง ดำลงไปได้ลึก ๓ เมตร ก็ต้องหยุดเคลียร์หูอยู่ตรงนั้นนานมาก ทั้งบีบจมูก กลืนน้ำลาย แต่ก็เคลียร์ไม่ได้ เลยต้องดำไต่ระดับสูงขึ้นไปประมาณ ๑ เมตร  พอเคลียร์ได้ ก็ดำกลับลงไปใหม่ แต่ก็จะไปติดอยู่ที่ความลึกเดิมประมาณ ๓ เมตรทุกครั้ง เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ ไอ้ครั้น ผมจะช่วยด้วยวิธีการตบบ้องหู หรือ เบิ๊ดกระโหลก ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจบอกน้องว่า

“ขึ้นเถอะ..อย่าฝืน เดี๋ยวเยื่อแก้วหูทะลุ ไม่คุ้มกัน” และวันเวลาก็ได้ผ่านพ้นไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี  จนเอ๋เป็น Instructor มาแล้วหลายปี แล้วก็มาถึงวันที่ผมได้ใช้ยาผีบอก



วันนั้น...ผมไปดำน้ำกับสองพ่อลูก คือ พี่วิษณุ กับเต้ยหนุ่มน้อยผิวสีแทนชั้น ม.1 (ตอนนี้เป็นนายทหารเรือนักประดาน้ำหนุ่มหล่อแห่งกองทัพเรือไทยไปแล้วครับ) ในการลงดำน้ำครั้งนี้ ไดฟ์แรกเต้ยบ่นกับผมว่าเคลียร์หูยากมาก จนไดฟ์สองก็ยังเคลียร์หูยากอยู่ และก่อนที่จะลงไดฟ์สาม ผมเลยบอกว่า

“เต้ย ครูมียาดี ทำให้เคลียร์หูได้”

“ยาอะไรครับครูตุ๊ก?”

“ยาผีบอก”

“ทาแก้อะไรครับ” เต้ยถามผมด้วยความสงสัย พร้อมกับยื่นมือมารับยาหม่อง ไปอย่างงงๆ

“เอาไปทาบริเวณหลังใบหู กกหู หลังจากนั้นให้ทาที่หน้าอก หลัง และลำคอ” (คุ้นๆ นะ ประโยคนี้) พอผมพูดจบพี่นุก็ถามขึ้นมาว่า

“ทาแก้อะไร? ครูตุ๊ก”

“เห็นเต้ยเคลียร์หูยาก ก็เลยเอายาหม่องให้ทาครับ”  พี่นุไม่ถามอะไรต่อ อาจจะเข้าใจ 

รับทราบ...งง!!! อึน!!!! หรืออะไรก็ไม่รู้ ผมไม่อาจคาดเดาได้ แต่ก็เดินไปดึงขวดยาหม่องจากเต้ยมาเปิดฝา จากนั้นก็ควักยาหม่องออกมาจากขวด แล้วละเลงทาให้ลูกชายสุดที่รักก่อนจะกระโดดลงทะเลกัน “ตูมมมมม”

ระหว่างอยู่ใต้ทะเลสีคราม ผมสังเกตเห็นเต้ยยกเอามือขึ้นมาจับๆ คลำๆ บีบๆ บี้ๆ หลังใบหูอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวคลำหูซ้าย เดี๋ยวคลำหูขวา.....คลำหูซ้าย แล้วก็หูขวา สลับสองข้างไปมาๆ ถ้าเป็นยุคที่เพลงคันหูดังๆ เต้ยคงจะร้องว่า 

“อุ๊ยยยส์ อ๊ายยส์..คันหูๆๆๆ ม่ายรู้เป็นอาร๊ายยยยย...เอามือถูๆๆ มือปั่นก็ไม่หายยย” (กรุณานึกภาพ “เต้ย” คันหูนะครับ ไม่ใช่ภาพ “จ๊ะ” กำลังลูปเป้า) ผมเองเห็นแล้วก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เต้ยเป็นอะไร หลังจากดำน้ำเสร็จกลับขึ้นมาบนเรือ ผมเลยเดินเข้าไปเลียบๆ เคียงๆ สังเกตอาการและถามดู

“เต้ย เป็นไงบ้าง เคลียร์หูออกไหม? ”

“โห โล่งเลยครับครูตุ๊ก” เต้ยบอกผมหน้ายิ้มแหยๆ 

“แล้วทำไมเต้ยทำหน้าเหมือนปี๊บบุบแบบนั้นล่ะ? ”

“ไอ้ตอนดำลงไปน่ะ เคลียร์หูโล่งเลยครับ แต่ว่ามันแสบ แสบไปหมดเลยครับ! ครูตุ๊ก...แสบแท้เหลา” ผมจับเต้ยหันหลังเพื่อดูที่บริเวณหลังใบหู โอ้โห.....แน่ล่ะสิ  ทั้งหลังใบหู และลำคอ ขนาดผิวสีแทน อย่างเต้ย ยังมองเห็นแดงเถือกไปหมด

“โห...ใครเล่นยาหม่องซะหมดตลับเลยเนี่ยะ....ว่าจะใช้สักหน่อยครูเอ๋น้องสาวผม               เปรยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะขำๆ  สำหรับผม ผมคิดว่าด้วยความรักและความเป็นห่วงลูก กลัวลูกจะเคลียร์หูไม่ออก พี่นุคงจ้วงยาหม่องออกมาซัดซะเต็มเหนี่ยว เลยเล่นเอาซะเต้ยเกือบเกรียม......

“เอ้อ...พี่นุครับ ผมลืมบอกไปว่า อย่าทาเยอะครับ..เดี๋ยวผิวมันจะไหม้ แต่คงไม่ทันแล้ว”


Debrife : ไซนัส (Sinuses)

คือโพรงในกระดูกของกะโหลกศีรษะซึ่งตั้งอยู่เหนือคิ้วและกระดูกแก้ม ๒ ข้างของจมูกในภาวะปกติความดันภายในโพรงจะเท่ากับความดันบรรยากาศภายนอกเมื่อความดันมีการเปลี่ยนแปลงและเกิด Sinuses Block จะทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นที่โพรงไซนัส จึงห้ามดำน้ำในขณะที่เป็นหวัด หรือเป็นไซนัส