“แม่ย่านาง”



คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า เห็นผมหน้าตาดีอย่างนี้ก็เหอะ (อันนี้พูดเอง ไม่มีใครบอก)

สมัยหนุ่มๆผมเคยเป็นคนที่ดื่มเหล้าชนิดหัวราน้ำมาแล้ว เมาแบบไม่ได้สติ พอตื่นขึ้นมาสตางค์ในกระเป๋าก็ไม่อยู่

และเมาหนักสุดถึงขนาดต้องฉีดกลูโคสเข้าเส้นเลือด เพราะดื่มเหล้าติดต่อกันสามวันสามคืนไม่หยุดหย่อน ทำให้ร่างกายขาดน้ำตาล จนถึงขนาดนอนชัก….ชักกระแด็กกระแด็ก แหงก แหงกนะครับ...ไม่ใช่ชักมัน

ย้อนคิดถึงสมัยไปราชการที่สงขลา ผมไปดื่มกินตามร้านอาหารทุกวัน ซึ่งสมัยนั้นจะมีตู้เพลงหยอดเหรียญ และด้วยความที่ผมเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่เอาแก๊สอะไรทั้งสิ้น ก็ไปเมาจนรั่ว โดยช่วยกันกับเพื่อนยกตู้เพลงของร้านอาหารเขาไปซ่อนในป่า ข้อหาบริการไม่ประทับใจ พอสร่างเมาก็ไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองไปทำความบัดซบสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ชาวบ้าน หรือทำตลกโปกฮาอะไรไว้ที่ไหนบ้าง

แล้วคนเมานี่ก็แปลกนะครับ เวลาเมาก็จะพูดพร่ำตลอดเวลาว่า “ตรู...ม่ายมาววว” แต่อาการเมาน่ะนำเสนอออกมาครบชุด นั่งทำตาปรือจะปิดมิปิดแหล่ บางคนเมาหลับตังค์ไม่ควัก บางคนเมาอาละวาดก่อนจ่ายตังค์ บางคนก็เมาร้องเพลง อย่างเพลง “ไม่ใช่ว่าหวงงงง แต่เหงา อยากให้เข้าจาย... โว้ว โวว” ของพลพล แต่ไอ้คนเมาที่เอามาร้องน่ะ มันไปนั่งเฝ้านอนเฝ้าทั้งที่หน้าบ้านและที่ทำงานเขาทุกวัน ยังไม่นับรวมแอบเช็คโทรศัพท์ เฝ้าเฟสบุ๊ค ดูว๊อทแอป แอบส่องไลน์ แบบนี้มันไม่หวงหรอก แต่มันเหงา...ว่าไหม

บางคนก็เมาเวิ่นเว้อเพ้อเจ้อ ประมาณว่า “ทำไมฟ้าให้ข้าเกิดมา แล้วต้องส่ง “เจมส์ จิรายุ” มาเกิดด้วย อีเย็น อีเย็น?” (ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าอีเย็นมาเกี่ยวอะไร) แหกปากเพ้อยังไม่จบ ก็วิ่งฝ่าฝูงชนออกไปนั่งแหกปากร้องไห้ต่อกลางถนนท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ประมาณประกอบ MV ชิง GRAMMY Awards ได้ว่างั้นเหอะ ซึ่งการแหกปากร้องเพลงท่ามกลางสายฝนนี้ ไม่อยากบอก....เมื่อก่อนผมทำเป็นประจำเลยรู้ดี (คริ คริ)

สารพัดจะสรรหาอาการเมากันมาล่ะครับ สไตล์ใครสไตล์มัน แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นใครเมาแล้วไปนั่งพนมมือพับเพียบเรียบร้อย...เพื่อสวดมนต์ไหว้พระ หรือนั่งสมาธิเลยซักครั้งเดียว

อาการเมาของแต่ละคนเป็นพฤติกรรมเฉพาะตัวครับ ใครเคยเมาแบบไหน เคยทำอย่างไรก็จะเป็นแบบนั้นทุกครั้งจนติดเป็นสันดาน เอ้ย..ขอโทษครับ....จนติดเป็นนิสัย บางคนเมาแล้วเป็นนักมวย กลับไปหาเรื่องเตะเมียที่บ้าน…ป๊าบ ป๊าบ...ป๊าป เก่งจั๊งงงง กับเมียเนี่ย! เหมือนอาโต้งข้างบ้านผม แกเป็นจ่าทหารเรือ สอนวิชาพละ เวลาอาโต้งไม่กินเหล้าแล้วใจดีน่ารักมาก หรือแม้แต่เวลาเมาแกก็ยังน่ารัก เพราะชอบแจกตังค์และมีเรื่องโม้มาเล่าให้เด็กๆ ฟังเสมอ

“เมื่อกี๊อาโต้งกำลังขี่จักรยานกลับบ้าน แต่ล้อหน้ามันกระเด้งขึ้นเพราะไปสะดุดหินก้อนใหญ่ อาโต้งเลยขี่ยกล้อกลับบ้านซะเลย”

แต่ที่เด็กๆ เห็น แค่แกจะจูงจักรยานกลับบ้านก็ทุลักทุเล ตุปัดตุเป๋พอควรละครับ และแกก็มีส่วนที่ไม่น่ารักคือ แกชอบดูมวยตู้ (ทีวี) เวลาเมากลับบ้านเห็นน้าเหมี่ยวเมียแกนุ่งผ้าถุงสีแดง คงตาลายเลยคิดว่าเป็นคู่ชก พอน้าเหมี่ยวพูดผิดหู ประกอบด้วยความมั่นไส้เมียอยู่เป็นทุนเดิมที่ชอบพูดมาก อาโต้งก็จัดแม่ไม้มวยไทยให้เสมอๆ บางทีหักงวงไอยราเสียงดัง...ปั้ก! โค่นเขาพระสุเมรดัง...ตุ้บ! มณโฑนั่งแท่น...ผัวะ! ระบบ Dolby เสียงสมบูรณ์แบบ ได้ยินชัดเจนไม่เว้นแต่ละวัน

ช่วงหลังๆ ผมสังเกตเห็นว่า (สังเกตเห็นเองไม่ได้เผือกจริงๆ ครับ) น้าเหมี่ยวน่าจะเริ่มรู้ทางมวย ว่าอาโต้งเป็นมวยเตะ แกเลยเข้าคลุกวงใน แรกๆ ก็พยายามจับอาโต้งผัวแกตีเข่า แต่ตีเข่าทีไรผ้าถุงหลุดลงไปกรอมอยู่ที่ข้อเท้าถู๊กกกกที แกคงรู้ว่ามันไม่เวิร์ค หลังๆ แกเลยแก้ทางใหม่ด้วยการต่อยและตีศอก พวกเราก็เลยอดดู เอ๊ย!!...ไม่ใช่ พวกเราก็จะเห็นขอบตาลุงโต้งเขียวช้ำบ้างบางวัน พอใครถามแกก็ตอบเสียงยานคางว่า

“มีเรื่องกับจิ๊กโก๋มานิ...จริงๆ ไม่ได้โม้ๆๆ”



ย้อนกลับมาสมัยที่ผมจบออกมารับราชการทหารเรือใหม่ๆ ได้ไปประจำการอยู่บนเรือรบลำเล็กๆ มีหน้าที่ประจำ คือออกไปจอดเฝ้าที่เกาะไผ่ (ไม่รู้กลัวอะไรหาย) พัทยา เกาะที่กองทัพเรือเอาเรือหลวงกูดไปวางไว้ใต้ทะเลให้นักดำน้ำไปดำกันนั่นแหละครับ พอถึงกำหนดวันที่เรือเข้าเทียบท่าที่พัทยา ประจำเรือที่มีอยู่กัน ๑๐ กว่าคน ต่างพากันกลับบ้านแยกย้ายไปหาลูกหาเมีย (ส่วนทหารคนไหนจะไปหาสามีบ้าง ก็แล้วแต่ถนัดละครับ)

ส่วนผมอาวุโสน้อยสุดจึงต้องนอนเฝ้าเรืออยู่กับพลทหาร และก็ตามประสาเด็กหนุ่มที่ยัง “ไร้ความคิด” ครับ จะว่าไร้สมองก็ได้....ไม่มีอะไรทำก็ดื่มเหล้า เมาแล้วก็ไปนอนเฝ้าที่หัวเรือ หลับแล้วก็ฝัน “ในฝัน...ฝันถึงสาวสวยผมยาว นุ่งผ้าซิ่นห่มสไบ” ฝันไปเรื่อยเปื่อยครับ...นี่ก็เป็น “เรื่องของคนเมาเหล้า”

การเมาเหล้านั้นเป็นเรื่องบนบก หรืออย่างเก๋ก็เมาในเรือ ส่วนการดำน้ำก็มีเรื่องให้เมาเหมือนกันครับ อาการเมานี้จะเกิดขึ้นเมื่อนักดำน้ำ ดำน้ำลงไปที่ระดับความลึกมากกว่า ๒๐ เมตร เราเรียกว่า

“เมาไนโตรเจน” (Nitrogen Narcosis)

เมาไนโตรเจนคล้ายกับการเมาเหล้าเกือบทุกอย่าง ควบคุมสติไม่ได้ (ถึงได้ก็ไม่ดี) ทรงตัวไม่อยู่ ตัดสินใจช้า ความสามารถในการขับขี่ เอ้ย! ดำน้ำลดลง และมีฤทธิ์ทำให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน แต่ไม่มีอาการเมาค้าง คลื่นไส้อาเจียนแล้วต้องถอนเหมือนคนเมาเหล้า การเมาไนโตรเจนจัดว่าเป็นอันตรายอย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการดำน้ำ คุณผู้อ่านคงสงสัยใช่หรือเปล่าครับว่า “แล้วสาเหตุของการเมาไนโตรเจนเกิดจากอะไร”

เกิดจากไนโตรเจนไงครับ...จริงๆ....ผมไม่ได้กวน...เนื่องจากอากาศที่เราใช้หายใจ ประกอบด้วยไนโตรเจน (N2) ประมาณ ๗๘% ออกซิเจน (O2) ประมาณ ๒๑% และสารแขวนลอยอื่นๆ อีก ๑% และร้านดำน้ำก็ใช้เครื่องอัดอากาศ ดูดเอาอากาศบริเวณรอบๆ ตัวเรานี่แหละครับ บรรจุลงในแทงค์อากาศ (Tank) เพื่อให้นักดำน้ำแบกใส่หลังลงไปใช้หายใจใต้น้ำ ดังนั้นในแทงค์ที่ใช้ในการดำน้ำจึงบรรจุอากาศที่ประกอบด้วยก๊าซต่างๆ เหมือนอากาศที่เราใช้หายใจปกติบนบกนั่นเอง นักดำน้ำเลยเรียกแทงค์นี้ว่า “แทงค์อากาศ” หรือ “ขวดอากาศ” ไม่ได้เรียกแทงค์ออกซิเจน

และโดยปกติของมนุษย์เราที่หายใจอยู่บนบก ไนโตรเจนแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อร่างกาย แต่พอแบกเอาขวดอากาศที่ว่านี้ ลงไปหายใจที่ใต้น้ำ ที่ๆ ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าบนบก และเมื่อความหนาแน่นเพิ่มขึ้น แรงดันเพิ่มขึ้น การดูดอากาศหายใจของนักดำน้ำที่ใต้น้ำแต่ละครั้ง ก็จะเพิ่มการดูดซึมไนโตรเจนเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น และเมื่อไนโตรเจนเข้าสู่ร่างกายมากจนเกิดการสะสม จึงอาจทำให้เรา “เมา” ได้ครับ แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะการเมาไนโตรเจนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งหรือกับทุกคน ทีนี้คุณผู้อ่านที่ไม่เคยเรียนดำน้ำ คงสงสัยจนเอามือเกาหัวแกร๊กๆ จนหนังหัวร่วงสิครับว่า

“เอ๊ะ... แล้วการเมาไนโตรเจน อาการมันจะเป็นยังไง?” ตามผมมาเลยครับ



เรือจมสุทธาทิพย์

หรือที่นักดำน้ำทั่วไป เรียกจุดดำน้ำแห่งนี้ ว่า “Hard Deep” ซึ่งเป็นชื่อที่นักดำน้ำชาวต่างชาติรวมถึงนักดำน้ำชาวไทยนิยมเรียกและรู้จักมากกว่า จนมีนักดำน้ำหลายคนเข้าใจว่าเป็นชื่อของเรือ ส่วนที่ชื่อว่า Hard deep ผมวิเคราะห์เอาเองว่า เนื่องจากเรือสุทธาทิพย์จมอยู่บริเวณน้ำลึกที่เรียกว่าเป็นร่องน้ำ

บริเวณนี้จึงมีกระแสน้ำที่ไหลแรงมาก ชื่อนี้ก็เลยน่าจะมีความหมายถึง จุดดำน้ำที่ลึกและมีกระแสไหลแรง แต่ผมไม่ทราบจริงๆครับ ว่านักดำน้ำท่านใดเป็นผู้ตั้ง แต่ใครก็ไม่สำคัญแล้วล่ะ เพราะชื่อนี้เป็นแบรนด์ของเรือ (จม) สุทธาทิพย์ไปเป็นที่เรียบร้อย

ในสมัยก่อนนั้น การที่นักดำน้ำ จะดำลงไปที่เรือจมได้ ต้องอาศัยความเก๋าประสบการณ์หรือฝีมือของกัปตันหรือไต๋เรือมากทีเดียวเชียวครับ เพราะเมื่อก่อนไม่ได้มีทุ่นบอกที่หมายเหมือนปัจจุบัน เรือที่พาไปดำน้ำ จึงต้องกะระยะตำแหน่งที่ที่เรือจมอยู่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เมื่อเรือวิ่งเข้าไปได้ระยะ ไต๋เรือจะให้สัญญาณบอกว่าถึงที่หมายแล้ว จากนั้นเจ้าของเรือก็จะรับช่วงต่อ ด้วยการแหกปากตะโกนบอกเด็กเรืออีกทอดหนึ่ง

“เอ้า...โยนๆๆๆๆ”

“ตุ๋มๆๆๆ”

ไม่ใช่ชื่อเด็กเรือครับ แต่เป็นเสียงโยทะกาขนาดเท่าโค๊กขวดลิตร ผูกด้วยเชือกยาวประมาณ ๓๐ - ๔๐ เมตร ตกลงกระทบน้ำ ก่อนจะลงไปเกี่ยวกับซากเรือที่ใต้น้ำ ส่วนปลายเชือกอีกข้างผูกทุ่นสีส้มขนาดลูกฟุตบอล จะลอยตุ๊บป่องๆ อยู่บนผิวน้ำ

“เอ้าใครลงเรือจม เร็วครับเร็ว...อย่าช้า เดี๋ยวน้ำไหลแล้วจะหาว่าไม่เตือน ฟังเสียงสัญญาณด้วยนะครับ” เสียงเจ้าของเรือจะตะโกนโหวกเหวกโวยวาย กระตุ้นให้นักดำน้ำเตรียมตัว...แต่บอกไปยังไม่ทันไร

“เอ้า...อย่าเพิ่งโดดสิอย่าเพิ่งโดด ใครใช้ให้โดดไปวะน่ะ...ลุงเยาไปรับหน่อยสิ เดี๋ยวน้ำพัดออกไปไกล ปั๊ดดิโธ่...ไม่รู้เรื่องเล๊ยยย...เอ้า กลุ่มอื่นเตรียมตัวครับ”

เสียงเจ้าของเรือตำหนินักดำน้ำ ดังฟังชัด กึกก้องไปทั้งท้องทะเล พอนักดำน้ำทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า หน้าดำ หน้าเป็นสิวได้ยินอย่างนี้เข้า ก็จะตื่นตกใจจนทำอะไรไม่เป็น เงอะงะ ๆ หยิบผิดหยิบถูก หยิบตีนกบใส่ปาก เอาหน้ากากใส่ตีน เอาชุดดำน้ำของตัวเองไปใส่ให้คนอื่น เรียกว่า “ก่งก๊ง งงเป็นไก่ตาแตก”

“นี่กูจ่ายตังค์ให้มึงนะเนี่ย...แมร่ง.....เล่นซะกูรน ทำอะไรไม่ถูกเลย” เสียงนักดำน้ำหลายคนบ่นกันพึมพำๆ ฟังยังกับเสียงสวดมนต์

หลังการดำเรือจมเสร็จสิ้น นักดำน้ำกลับขึ้นเรือครบแล้วทุกคน มักจะเป็นจังหวะที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวพอดี ทุ่นที่ผิวน้ำก็จะถูกกระแสน้ำพัดลู่จนจมมิดน้ำ เชือกก็ขึงตึงไปตามทิศทางของทุ่นที่ถูกพัด ทำให้โยทะกา

เกาะยึดติดกับซากเรือจมใต้ทะเลแน่นขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของพระเอกขี่ม้าก้านกล้วยอย่างผม ต้องทำหน้าที่กระโดดลงทะเลไต่เชือกทุ่น ดำฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากกลับลงไปอีกครั้ง เพื่อปลดโยทะกาออกจากซากเรือ

มีครั้งหนึ่งที่ผมต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษ เพื่อไต่เชือกทุ่นดำฝ่ากระแสน้ำที่ไหลแรงมาก ชนิดพัดให้ตัวผมปลิวเป็นหางว่าวได้ บอกได้ว่าถ้ามือผมหลุดจากเชือกทุ่นนี้ รับรองไหลไปตามกระแสน้ำไกลเป็นกิโล ผมจึงใช้สองมือกำเชือกไว้แน่น แล้วเอาขาขวาเกี่ยวพันเชือกไว้ ศีรษะต้องก้มลงให้คางชิดอก เพื่อป้องกันกระแสน้ำพัดเรคกูเลเตอร์ที่ผมคาบอยู่ไม่ให้หลุดออกจากปาก แล้วดึงเชือกสู้กระแสน้ำดำลงไปที่เรือ เมื่อออกแรงมากขนาดนั้นการสูดอากาศก็มากขึ้นตาม

ระหว่างทางผมรู้สึกสายตาพร่ามัวเหมือนง่วงนอน จึงใช้วิธีดึงเชือกไปหนึ่งช่วงแขนแล้วหยุดเพื่อพักหลับตา จากนั้นคอยหาจังหวะเพื่อเริ่มต้นดึงใหม่อีกครั้ง ผมทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนถึงเรือ (จม) สุทธาทิพย์

เมื่อลงไปถึงเรือ ผมก็ดำไปหาที่หลบกระแสน้ำ เพื่อหาจังหวะและตำแหน่งที่จะใช้มือเกาะไต่ฝ่ากระแสน้ำออกไปปลดโยทะกา และในระหว่างนั้นผมรู้สึกง่วงนอนเป็นอย่างมาก เลยคิดว่าจะหลับพักสายตาสักครู่ ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ผมไม่ทันได้คิดว่า “เป็นอะไรที่โง่มาก”

“พักตรงนี้ดีกว่า...หยุดให้พักและคลายยย...หายเหนื่อย”

บร๊ะเจ้าๆๆๆ.....ท่วงทำนองสบายๆประกอบเสียงร้องของพี่เบิร์ด ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ทำให้ผมเคลิ้มหนัก

“ครูตุ๊กๆ”

เสียงเรียกแว่วๆ ทำให้ผมลืมตาขึ้น และมองเห็นปลาหูช้าง ๔-๕ ตัว ว่ายสู้กระแสน้ำอยู่ตรงหน้า พอตั้งสติได้ ผมเลยดำสู้กระแสออกไปเพื่อปลดโยทะกาออกจากกราบเรือ จากนั้นก็ถือโยทะกาปล่อยตัวไหลไปตามกระแสะน้ำ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ พอกลับขึ้นไปบนเรือ นักดำน้ำหลายคนเข้ามารุมล้อมยังกับผมเป็นซุป’ตาร์ มาสอบถามถึงความแรงของกระแสน้ำ

แล้วเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ผ่านพ้นไป... ไม่นานต่อมาผมไปดำเรือจม Pak Wan ซึ่งเป็นเรือบรรทุกก๊าซที่เกิดการอับปางและมีลูกเรือเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง จุดดำน้ำจุดนี้นักดำน้ำเรียกกันว่า Vertical Wreck เพราะลักษณะการจมของเรือตั้งตรงดิ่งเหมือนตัวตึก โดยท้ายเรือตั้งอยู่ที่พื้นทะเล ลึกประมาณ ๕๐ - ๖๐ เมตร หัวเรือตั้งขึ้น อยู่ต่ำกว่าผิวน้ำทะเลประมาณ ๕ เมตร และการดำน้ำวันนั้น ผมได้ทำผิดพลาด คือทิ้งบัดดี้

แล้วดำลงไปคนเดียว โดยพยายามจะลงไปให้ถึงพื้นท้องทะเลลึก เพื่อจะกลับขึ้นมาเล่าอวดใครต่อใครถึงความเก่ง (ซึ่งเป็นการกระทำที่โง่มากๆอีกแล้ว)

ระหว่างดำลงไป ผมมีอาการง่วงนอนมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็พยายามฝืนดำลงไป แต่ไม่ทันถึงที่หมายข้างล่างดีนักผมก็รีบดำกลับขึ้นมาที่ตื้นขึ้น สาบานได้ว่า “ปอดไม่ได้แหก” แต่เพราะรู้สึกว่าตาพร่าจนเห็นตัวปลาซ้อนกัน และก็อยากหลับมาก ผมเลยดำกลับขึ้นมาหยุดพักที่ความลึกประมาณ ๒๐ เมตรจากผิวน้ำ แต่ก็ยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ เลยใช้มือเกาะราวเหล็กที่ตัวเรือ โดยคิดว่าจะขอหลับพักสายตาสักครู่ระหว่างระบายในโตรเจนที่สะสมอยู่ในร่างกาย...ว่าแล้ว...ก็หลับตา

“หลับตา..สิที่รัก...ในวงแขนของฉัน..จะไม่มีผู้ใด...คิดทำร้ายเธอได้”

“..............................................”

“พี่น้ำหวานนนนนนน”

“ครูตุ๊กคะ” เสียงผู้หญิงเรียกผมค่อนข้างดังแบบจะปลุกให้ตื่น ทำให้ผมสะดุ้งตกใจ

เลยทำให้รู้ตัวว่าเคลิ้มแล้วงีบไป ผมเลยรีบดำกลับขึ้นที่ตื้นพร้อมกับยกไดฟ์คอมพิวเตอร์ขึ้นดูเวลา...

คุณผู้อ่านครับ เหตุการณ์ทั้งสองครั้ง มีบางอย่างที่เหมือนกันคือ

“ผมดำน้ำลึก สูดอากาศมาก ง่วงนอน และได้ยินเสียงเรียก”

นั่นทำให้ผมกลับมาคิดถึงความปลอดภัยอย่างจริงจังมากขึ้น และคิดทบทวนว่า นี่คงเป็นอาการอย่างหนึ่งของการ “เมาไนโตรเจน” แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม จากวันนั้นถึงวันนี้ผมยังระลึกขอบคุณเสียงเรียกนั้นมาโดยตลอด ผมก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่า หูแว่ว อาถรรพ์ หรือเมาไนโตรเจน แต่ที่ผมสงสัยมากคือ “ทำไมต้องเป็นเสียงผู้หญิง”

ถ้าบอกว่าเป็นเสียง “แม่ย่านาง” คุณผู้อ่านคิดว่าอย่างไรครับ



Debrife : Nitrogen Narcosis

อาการ : ง่วง ซึม การตัดสินใจช้า อาจแสดงพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ไล่แชร์อากาศกับปลา เป็นต้น

การแก้ไข : เปลี่ยนระดับความลึก ดำกลับขึ้นมาสีที่ตื้นขึ้นประมาณ 1-2 ม. อาการจะหายไป

การป้องกัน : ดำน้ำโดยมี Buddy เพราะจะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้