Maritime Silk Road...การใช้ประวัติศาสตร์เชิงรุกของจีน

แม่ทัพเจิ้งเหอ ผู้นำกองเรือเดินทางข้ามคาบสมุทรเมื่อ ๖๐๐ กว่าปีก่อน (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)


เมื่อผู้นำแดนมังกรประกาศศักดา ‘เล่นใหญ่’ ไปทั่วคาบสมุทรโลก เหล่าประเทศร่วมภูมิภาคก็ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ จึงน่าจับตาว่า ประเทศไหนจะเกาะทัน ‘เงาแห่งกองเรืออันเกรียงไกรในอดีต’ หรือประเทศไหนจะตกทะเลอับปางไปเสียก่อนกระแสข่าวต่างประเทศเมื่อราวกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่างเทความสนใจไปที่การประชุมสุดยอด ‘The Belt and Road Forum for International Cooperation’ ที่มหานครปักกิ่ง มีผู้นำจาก 29 ประเทศเข้าร่วม ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวถึงโครงการ One Belt, One Road ว่า  อิงบนรากฐานเส้นทางสายแพรไหมทางบกเมื่อราวสองพันปีก่อนและเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) รวมเรียกว่า โครงการเส้นทางสายแพรไหมแห่งศตวรรษที่ ๒๑ โดยจีนจะใช้เงินลงทุนราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 60 ประเทศ ทั้งภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออกและเหนือ

แผนที่เส้นทางสายแพรไหม ศตวรรษที่ ๒๑   (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)


ราว ๑๕ ปีก่อน รัฐบาลจีนประกาศทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์  โบราณคดี และพิพิธภัณฑ์ ในวาระเฉลิมฉลอง ๖๐๐ ปี แห่งการสมุทรยาตราของแม่ทัพเจิ้งเหอ ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ กษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์หมิง


การเคลื่อนไหวรอบนั้นส่งแรงกระเพื่อมเป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด เมื่อเมืองต่างๆ ในแต่ละมณฑลของจีนผุดพิพิธภัณฑ์โฉมใหม่สุดอลังการ ทั้งความใหญ่โตโอ่อ่าของอาคารสถานที่ ทั้งความคึกคักทางวงวิชา


การกล่าวได้ว่า จีนพร้อมขุดประวัติศาสตร์มารับใช้ปัจจุบันอย่างเอิกเกริก พิพิธภัณฑ์โฉมใหม่ถูกใช้เป็นหน้าด่านประกาศความเกรียงไกรของจีนตั้งแต่อดีต และ –แน่นอน ต่อยอดมาถึงปัจจุบันและอนาคต 


เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘ กระทรวงวัฒนธรรมของจีน จัดการประชุมนานาชาติ หัวข้อ ‘The Second Silk Road Underwater Cultural Heritage Protection’ ที่เกาะไหหลำ ส่วนมณฑลฝูเจี้ยน ถิ่นพำนักใหญ่ของชาวจีนฮกเกี้ยน ถูกเลือกเป็นเมืองท่าในเส้นทางสายแพรไหมศตวรรษที่ ๒๑ ก็จัดประชุมด้านเศรษฐกิจไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่เมืองเฉวียนโจว 


ตอกย้ำอีกครั้งด้วยการประกาศของผู้นำจีนในการจัดตั้งกองทุน China-ASEAN Maritime Cooperation Fund ด้วยวงเงิน 3 พันล้านหยวน เพื่อสร้างความร่วมมือด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมทางทะเลระหว่างจีนกับอาเซียน 


การจัดสรรงบประมาณของจีนในเรื่องเหล่านี้นับเป็นยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แบบที่เราคุ้นชินในชื่อย่อว่า CSR 


ในแง่หนึ่งก็มีเหตุผลแฝง เพราะจีนมีปัญหาข้อพิพาททางทะเลกับประเทศอาเซียนบางประเทศ รวมทั้งเรื่องการใช้พื้นที่ต้นทางแม่น้ำโขงซึ่งเอารัดเอาเปรียบประเทศปลายแม่น้ำอย่างยิ่ง เหตุผลของความช่วยเหลือด้านการลงทุนด้านการขนส่งในกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากหวังตลาด ทรัพยากรของประเทศนั้นแล้วก็ยังเกี่ยวข้องกับการแสดงแสนยานุภาพในภูมิภาคให้ระบือไปถึงประเทศคู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกา


ความเคลื่อนไหวในอนาคตอันใกล้ด้านวัฒนธรรม ต้องเบนแสงไฟไปจับที่สาธารณรัฐเกาหลี ด้วยจะมีการประชุมนานาชาติ หัวข้อ  ‘Southeast Asia Underwater Cultural Heritage and the Maritime Silk Road’ วันที่ ๒๖-๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ 


เกาหลีใต้จะออกมาสำแดงท่าทีอย่างไร ต่อการเล่นใหญ่ของมังกรจีน?


ประเทศไทยก็แสดงปฏิกิริยาผ่านเวทีวิชาการนานาชาติด้วย อย่างเช่นการจัดงานประชุมเสนอผลงานวิชาการนานาชาติด้านโบราณคดีใต้น้ำ โดย กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา และที่จะจัดอีกครั้งเกี่ยวกับเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล โดย กองโบราณคดี ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๐ สิงหาคม ศกนี้


บทความจากเอกสารประกอบการเสวนาวิชาการ เรื่อง ‘สุวรรณภูมิ การเชื่อมโยงการค้าโลก’ จัดโดย มูลนิธิสุวรรณภูมิ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อสัปดาห์ก่อน หัวข้อ ‘จากอาหรับสู่ทะเลจีนใต้ : ประวัติการเดินเรือและเรือสำเภาโบราณ’ โดย เอิบเปรม วัชรางกูร ให้ข้อมูลตอนหนึ่งว่าเจิ้งเหอนำกองเรือ ๓๑๗ ลำ พร้อมลูกเรือ ๒๗,๘๐๐ คน ออกเดินทางสำรวจทางทะเลถึง ๗ ครั้ง ในห้วงเวลาหลายสิบปี เขาเสียชีวิตในวัย ๖๒ ปี ระหว่างการเดินทางครั้งสุดท้ายเพื่อกลับแผ่นดินเกิด ร่างของเจิ้งเหอถูกนำลงสู่ก้นสมุทรในวันนั้นตามหลักศาสนาอิสลาม พวกลูกเรือนำปอยผมกับรองเท้าของเขากลับมาฝังยังมาตุภูมิตามคำสั่งเสียของเขาเอง


ทุกวันนี้ที่ภูเขาหนิวโซ่ว ในหมู่บ้านเล็กๆ ชานนครนานกิง  เป็นที่ตั้งสุสานไร้ร่างของเจิ้งเหอ โดยรัฐบาลจีนสนับสนุนการขุดค้นแหล่งโบราณคดีอู่ต่อเรือจิ้งเหอ และ Site Museum ที่นครนานกิงด้วย

ชิ้นส่วนไม้เรือที่พิพิธภัณฑ์อู่ต่อเรือเจิ้งเหอ นครนานกิง


การประกาศเส้นทางสายแพรไหมในศตวรรษที่ ๒๑ ของจีน ทำให้หวนนึกถึงพระราชดำรัสของจักรพรรดิหย่งเล่อ เมื่อปี พ.ศ.๑๙๔๘ ที่ว่า “บัดนี้ชาวโลกทั้งสี่คาบสมุทรล้วนเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกันแล้ว”