ผี-พุทธ-พราหมณ์ : รากเหง้า ‘สังคมบนบาน’ (ตอนที่ ๑)


การบนบานของคนไทยที่แสนคุ้นตา (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)


          แม้ภาครัฐจะเพ้อถึง ‘ไทยแลนด์ 4.0’ แค่ไหน ก็ควรต้องยอมรับข้อเท็จจริงทางสังคมประการหนึ่งว่า คนไทยส่วนมากยังหวังที่พึ่งทางใจจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ผ่าน ‘สื่อกลาง’ ซึ่งถูกอุปโลกน์ขึ้น ทั้งข้าวของโบราณ ต้นไม้ สัตว์ลักษณะแปลกจากพันธุกรรมเดิม รวมไปถึงร่างทรงทั้งหลาย

            ปรากฏการณ์ขูด ขัด ส่อง ลูบคลำ และถามหา ‘เลขเด็ด’ เอากับสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตเหล่านั้น เป็นภาพคุ้นชิน โดยเฉพาะช่วงก่อนหวยออก


การบนบานของคนไทยที่แสนคุ้นตา (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

            สิ่งเหนือธรรมชาติที่เป็นที่พึ่งทางใจของคนไทยมาแทบทุกยุคทุกสมัย เรียกรวมๆ ก็ต้องใช้คำว่า ‘ผี’

            ...ผีในความหมายกว้าง แถมผีในสังคมไทยมีความหมายหลายระดับเสียด้วย


การบนบานของคนไทยที่แสนคุ้นตา (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

            บทความเรื่อง ‘การถือผีในเมืองไทย’ ของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยาอาวุโส เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๗ บอกไว้ว่า การถือผีเป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่มีมาช้านาน เกิดประเพณีการถือผีที่สัมพันธ์กับศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ผีในนัยยะนี้ครอบคลุมถึงแผ่นดิน ท้องฟ้า ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ และอื่นๆ

            ในแต่ละท้องถิ่นต่างสร้างสรรค์ผี และประเพณีเกี่ยวกับผี ใช้ร่วมกันในสังคมท้องถิ่นของตน

            ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ นักมานุษยวิทยา เคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผีปู่แสะย่าแสะทางเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีผีหลักเมือง ผีเสื้อบ้าน ผีเรือน ผีบรรพบุรุษ ผีท้องนา ผีเตา ฯลฯ

            ...เอาเป็นว่าในความเชื่อของสังคมท้องถิ่นไทย ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตไปจนถึงการตายล้วนมีผีเป็นประจักษ์พยาน

            อยากอยู่ดีมีสุข ปราศจากโรคภัยและอุปสรรคนานา หาปลาก็ขอให้ได้ปลา ทำนาก็ขอให้ได้ข้าว ก็ต้องบนบานกราบไหว้ขอให้ผีช่วย ต้องทำพิธีเซ่นไหว้ผี นักมานุษยวิทยาการแพทย์ยังพบธรรมเนียมการรักษาโรคด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ เช่น การบนบานผี ในหมู่บ้านหลายแห่งอีกด้วย

            สังคมเมืองใหญ่ก็ไม่เว้น...ขอให้สอบติดสถาบันการศึกษามีชื่อ ขอให้ได้งานดีๆ ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้มีแฟน ขอให้ได้แต่งงานมีคู่ครองที่ดี ขอให้มีลูก ฯลฯ

ใครบนบานอะไรไว้กับผี หากสมประสงค์ก็จะต้องมา ‘แก้บน’ ตามสัญญานั้น


หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งทางใจของคนกรุงเทพฯ  (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

            บทความเรื่อง ‘คติความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารุกขเทวดาในสังคมไทย มีอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูหรือพุทธศาสนากันแน่?’ โดย ชนินทร์ ผ่องสวัสดิ์ แห่งสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศึกษาภาพกว้างของสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณ ว่าล้วนเคยเป็นคนป่ามาก่อน ต้องอาศัยพึ่งพาธรรมชาติ เชื่อว่าผีต้องอาศัยอยู่ในต้นไม้ใหญ่ ในป่า ถ้าทําอะไรให้ผีไม่พอใจ ผีนั้นก็อาจจะนําภัยมาสู่มนุษย์ จึงเป็นที่มาของการบูชาต้นไม้ เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองขณะเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อยังชีพ

ผู้วิจัยนำเสนอกรณีการบูชา ‘เจ้าแม่นางไม้’ เช่น เจ้าแม่ไทร เจ้าแม่นางตะเคียน เจ้าแม่ตานี ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าคนไทยนิยมบูชารุกขเทวดาที่เป็นสตรี มากกว่าบุรุษ และสิ่งที่เป็นหลักฐานสะท้อน ‘ความเชื่อ’ นี้ ได้แก่ ‘นิทาน’ หรือ ‘ตํานานพื้นบ้าน’ เช่น ตํานานเสาไห้ เรื่องราวของเสาตะเคียนที่ถูกคัดเลือกให้ไปสร้างเป็นเสาเอกในกรุงรัตนโกสินทร์ แต่สุดท้ายไม่ได้ถูกนําไปใช้ ลอยทวนกระแสน้ำและร้องไห้มาตลอด จนถึงบริเวณอําเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี จึงจมลง กลายเป็นที่มาของชื่อบ้านนามไปในที่สุด

บทความดังกล่าวยังระบุถึง ตำนานเรื่อง ‘ผีสองนาง’ ซึ่งเป็นนางไม้ในคติของคนภาคเหนือ และ ‘นางพรายตานี’ นางไม้ที่สถิตในต้นกล้วย ตามคติของคนภาคใต้ เป็นต้น

            ...การไหว้เจ้าของคนไทยเชื้อสายจีนก็นับว่าเป็นการไหว้ผี(ชั้นสูง) เช่นกัน


แท่นเปล่าหน้าห้างดังย่านอโศก ก็เป็นที่พึ่งทางใจได้ (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

            วิถีคนเมืองหลวงที่เป็น ‘สังคมพหุลักษณ์’ มีคนต่างถิ่น ต่างเชื้อชาติ อยู่ผสมปนเปกันเป็นเวลาเนิ่นนาน ต่างถ่ายเทความเชื่อให้แก่กันไปมา ความเชื่อเรื่องผีและการบนบานผีน่าจะเป็นวิถีที่สอดคล้องต้องกันอย่างเห็นได้ชัด ทว่าการอุปโลกน์ผีใหม่ๆ ผ่านสื่อกลางทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตรูปลักษณ์ใหม่ๆ ย่อมล้อไปกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันด้วย

            จึงไม่แปลก ที่เราจะพบเครื่องเซ่นไหว้อย่างน้ำแดง ส้มสูกลูกไม้ ธูปเทียนดอกไม้ ตั้งบูชาอยู่บนแท่นเปล่าที่มีสายไฟต่อยังไม่เสร็จ หน้าศูนย์การค้ากลางกรุงบางกอก



รอยย่นของโมงยาม โดย ยุวดี วัชรางกูร