เจ้าพระยารามราฆพ ผู้มีอิทธิพลในแผ่นดินรัชกาลที่ ๖ (จบ)


       ชะตาชีวิตของเจ้าพระยารามราฆพ...ขุนนางคู่พระทัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พุ่งสู่จุดสูงสุดตราบกระทั่งในหลวงสวรรคต


        ม.จ.พูนพิสมัย ดิศกุล ทรงบันทึกไว้ว่าหลังการสวรรคต เจ้าพระยารามราฆพยังคงอยู่ในตำแหน่งสมุหราชองครักษ์ จึงต้องไปประจำการอยู่กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วังสุโขทัย


        ...พอสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จขึ้นราชาภิเศกแล้วได้สักหน่อย, ก็มีการตัดทอนรายจ่ายในพระราชสำนัก, จำต้องมีการสะสางบัญชีและฟอกซัดกันมากมาย เจ้าพระยารามฯ ก็กราบถวายบังคมลาว่าจะไปหาวิชาความรู้ในยุโรป, พร้อมด้วยครอบครัวในตอนนี้...


        เจ้าพระยารามราฆพไปอยู่อังกฤษนานถึง ๗ ปี ม.จ.พูนพิสมัยทรงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในถิ่นยุโรปของเจ้าพระยารามฯ ผ่านหลักฐานจดหมายของเจ้าพระยารามฯ เองที่ส่งถึงน้องชายคือพระยาอนิรุทธเทวา บวกกับคำบอกเล่าของนักเรียนนอกสมัยนั้น ได้ความโดยสรุป ดังนี้


        ...เห็นได้ว่าความเจริญรุ่งเรืองของยุโรปประเทศมิได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของเจ้าพระยารามฯ ได้แต่อย่างหนึ่งอย่างใด แม้ผู้หญิงฝรั่งซึ่งน้อยคนนักจะหนีพ้นกลับมาได้, เจ้าพระยารามฯ ก็ไม่ชอบ การอยู่ในยุโรป ๗ ปีกว่านั้นเจ้าพระยารามก็คงคลุกคลีอยู่กับคนไทยด้วยกันเป็นส่วนมาก และนอกจากเที่ยวเตร่แล้วก็เล่นไพ่ตองเป็นงานประจำ ผิดกับคนไทยทั้งปวงหมด แม้หม่อมราโชทัยผู้เป็นล่ามของราชทูตไทยไปยุโรปใน พ.ศ.๒๔๐๐ ก็ยังเขียนรำพรรณอยากให้เมืองไทยมีสิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง และแม้นักเรียนที่เรียนตก ก็เก็บเอาความชั่วต่างๆ ของยุโรปกลับมาฝากบ้านด้วย แต่ –เจ้าพระยารามฯ ไม่รับมาทั้งชั่วและดี, จึงควรยกให้เป็นคนพิเศษ, เพราะยุโรปประเทศก็ต้องแพ้เจ้าพระยารามฯ เหมือนกัน!


        ครั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สองปีต่อมาในหลวงรัชกาลที่ ๗ จึงเสด็จไปยุโรป เมื่อนั้นเจ้าพระยารามฯ จึงกลับสยาม ม.จ.พูนพิสมัย ทรงเล่าว่า


        ...คราวนี้ได้มีหน้าที่เป็น ‘หลานรัก’ ของเจ้าคุณพระประยูรวงษ์ จนถึงได้เป็นผู้รับมรดกด้วย เจ้าพระยารามฯ เป็นคนมีโชคชะตาดีในเรื่องทรัพย์สมบัติ ในเวลารัชกาลที่ ๖ เจ้าพระยารามฯ ก็มีทุกๆ อย่าง ตั้งแต่บ้านชนิดวัง, บ้านริมน้ำ, บ้านเช่า, ตึกแถว รถยนต์ก็มีตั้งแต่โรสซรอย จนทุกอย่างที่ออกมาใหม่ๆ แม้แหวนที่ใส่ก็เป็นเพ็ชร์สีต่างๆ เม็ดโตๆ เจ้าพระยารามฯ ก็ยังมีชื่อว่าเป็นเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองไทย...


        กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิด ผู้มีอันจะกินต่างอพยพหลบภัยออกนอกพระนคร เจ้าพระยารามราฆพก็เช่นกัน ฉากชีวิตช่วงนี้ของท่านผ่านสายตาของ ม.จ.พูนพิสมัย ปรากฏดังนี้


        ...ถึงเวลาอพยพหนีบอมบ์ไปก็มีเรือไฟเรือกลเป็นพวงๆ และไปปลูกบ้านอยู่ใหม่ที่บางบัวทอง...


        ช่วงนี้เองที่ ‘บ้านนรสิงห์’ ของเจ้าพระยารามราฆพ (รัชกาลที่ ๖ พระราชทานที่ดินและทรงสร้างบ้านหลังนี้ให้โดยทรงเขียนพระราชพินัยกรรมอย่างเป็นหลักฐาน) ถูกเปลี่ยนมือ


        ...ในสมัยหลวงพิบูลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี หลวงพิบูลฯ ได้ซื้อบ้านชนิดวัง คือบ้านนรสิงห์ทั้งบ้านเป็นที่อยู่ของนายกฯ เป็นเงิน ๑ ล้านบาท, แล้วเจ้าพระยารามฯ ก็ย้ายไปอยู่บ้านริมแม่น้ำที่ท่าเกษมแต่นั้นมา


        บ้านนรสิงห์ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทำเนียบสามัคคีชัย’ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๒ เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘ทำเนียบรัฐบาล’ จนถึงปัจจุบัน


        ส่วนเจ้าพระยารามราฆพนั้นได้ขายบ้านท่าเกษม ตำบลบางขุนพรหม ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ เพื่อก่อตั้งเป็นโรงพิมพ์ธนบัตร ท่านย้ายไปพำนักที่บ้านพระขรรค์ชัยศรี ถนนเจริญนคร ฝั่งธนบุรี จนถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๐ รวมอายุได้ ๗๗ ปี


       ปิดตำนานขุนนางผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘เจ้าพระยา’ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์



๑.เจ้าพระยารามราฆพ


๒. โขนบรรดาศักดิ์ ซ้ายคือพระราม รับบทโดยเจ้าพระยารามราฆพ ขวาคือพระลักษณ์ รับบทโดย พระยาอนิรุทธเทวา


๓. จากซ้าย –เจ้าพระยารามราฆพ ท้าวอินทรสุริยา และ พระยาอนิรุทธเทวา สามพี่น้อง (ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ ๖)