ดำดิ่งสู่อดีต ‘การดำน้ำ’


        ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเกี่ยวกับการดำน้ำเฉพาะที่ปรากฏหลักฐานมีอายุร่วมสมัยพุทธกาล หรือราว ๒,๕๐๐ ปี ทว่าก่อนหน้านั้นมนุษย์น่าจะเรียนรู้ทักษะดำน้ำมานานกว่า ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว

        ข้อมูลจากเอกสารคู่มือการดำน้ำของกองทัพเรือแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Navy Diving Manual) ตีพิมพ์เฉพาะกิจเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๑/ ค.ศ.๒๐๐๘ เผยว่าจุดเริ่มต้นของการดำน้ำมาจากการที่มนุษย์จำต้องแสวงหาอาหาร หาสัตว์ทะเลอย่างฟองน้ำ และสิ่งอื่นๆ เช่น ปะการัง ไข่มุก ต่อมาจึงคลี่คลายมาเป็นเรื่องการเก็บกู้ซากใต้น้ำ เก็บกู้วัตถุมีค่าจากซากเรืออับปาง ปฏิบัติการทางการทหาร ไปจนถึงงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ โดยระยะแรกสุดนักดำน้ำจะดำในความลึกไม่เกิน 100 ฟุต

        นักปรัชญาชาวกรีกชื่อดังอย่าง ฮีโรโดตัส (Herodotus) บันทึกเกี่ยวกับนักดำน้ำคนหนึ่งนามว่า ซิลลิส ผู้ได้รับการว่าจ้างจากกษัตริย์เซอร์เซสแห่งเปอร์เชียให้กู้สมบัติที่จมใต้น้ำ เมื่อ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช

        นับจากสมัยแรก นักดำน้ำจำนวนมากเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางการทหาร ภารกิจของพวกเขารวมถึงการตัดสายสมอเรือเพื่อให้เรือของศัตรูลอยเคว้งออกไป หรือดำไปเจาะก้นเรือให้เป็นรู หรือป้องกันฐานทัพเรือของตน

        พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยมีบัญชาให้นักดำน้ำดำลงไปถอดรื้อสิ่งกีดขวางที่ท่าเรือเมืองไทร์ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเลบานอน) โดยพระองค์ได้เข้าบุกล้อมโจมตี เมื่อ ๓๓๒ ปีก่อนคริสตกาล

        ช่วงปี ค.ศ.๑๕๐๐ - ๑๘๐๐ เกิดพัฒนาการด้านการดำน้ำที่เด่นชัดมากขึ้น ด้วยการสร้าง Diving Bell มีรูปร่างเหมือนระฆัง ด้านล่างมีทางออกสู่ทะเล

        Diving Bell เครื่องแรกมีลักษณะเป็นถังขนาดใหญ่ แข็งแรง มีน้ำหนักมากเพื่อให้จมลงในแนวดิ่งได้ง่าย ภายในถังเก็บกักอากาศสำหรับหายใจได้หลายชั่วโมง อันเป็นหลักการเดียวกับการคว่ำแก้วเปล่ากดลงในน้ำ ถังนี้จะมีสายเคเบิลสำหรับชักขึ้นหรือหย่อนลงจากทางภาคพื้น โดยนักดำนำต้องกลั้นหายใจลงไปปฏิบัติงานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

        ต่อมามีการพัฒนา Diving Bell มาเป็นลำดับ หลายรุ่น เพื่อให้นักดำน้ำสามารถปฏิบัติงานได้นานขึ้นด้วยการผลิตถังอากาศสำหรับเติมอากาศเข้าไปในถัง จนสามารถดำได้นานถึงสี่ชั่วโมง ในระดับความลึก ๖๖ ฟุต

        ปี พ.ศ.๒๒๕๘ / ค.ศ.๑๗๑๕ (ตรงกับสมัยพระเจ้าท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยา) John Lethbridge ชาวอังกฤษ พัฒนาชุดดำน้ำเฉพาะบุคคลแบบปิดทั้งตัว โดยใช้หนังชนิดที่มีความทนทานคลุมทับถังอากาศ มีช่องกระจกสำหรับมอง มีช่องสำหรับสอดแขนกันน้ำได้ แต่ยังต้องอาศัยการชักหย่อนจากเรือเช่นเดียวกับถังดำน้ำรุ่นเก่า ชุดดำน้ำนี้ใช้ในการดำน้ำเก็บกู้วัตถุมีค่าจากแหล่งเรือจมแถบยุโรป สามารถใช้งานได้ที่ความลึก ๖๐ ฟุต และใช้งานได้สูงสุดที่ความลึก ๗๒ ฟุต เป็นเวลานาน ๓๔ นาที

       Augustus Siebe เป็นผู้พัฒนาชุดดำน้ำต่อมา จนได้เป็นชุดแบบ MK V ในปี พ.ศ.๒๔๔๘ / ค.ศ.๑๙๐๕ (ตรงกับสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ใช้งานต่อมาอีกหลายสิบปี

       กระทั่งพัฒนาเป็นแบบ MK ๑๒ ในปี พ.ศ.๒๕๒๓ /ค.ศ.๑๙๘๐ ที่ใช้ระบบจ่ายอากาศจากทางภาคพื้นเข้ามาทดแทน

       ช่วงเวลาดังกล่าวมีความพยายามพัฒนาระบบการดำน้ำเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้นด้วยการประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ ทั้งระบบวงจรเปิด วงจรปิด และวงจรผสม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

       กล่าวกันว่าการดำน้ำลึกเพื่อปฏิบัติการพิเศษ ยุ่งยาก เสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิต และสิ้นเปลืองงบประมาณ มากกว่าปฏิบัติการบนบก หรือการดำน้ำเพื่อสันทนาการหลายเท่า

       นักดำน้ำในปัจจุบันยอมรับกันว่า บรรดาการดำน้ำในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเลลึก แม่น้ำลำคลอง เขื่อน ทะลสาบฯ ต้องถือว่า ‘การดำน้ำในถ้ำ’ (Cave Diving) เป็นการดำที่ยากและเสี่ยงภัยมากที่สุด

       นักดำจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรดำน้ำในถ้ำ และใช้อุปกรณ์ดำน้ำที่ต่างออกไปจากการดำในทะเล

       เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จิตใจที่แข็งแกร่งซึ่งต้องเผชิญกับภาวะตื่นกลัวบรรยากาศของถ้ำใต้น้ำ ซึ่งกล่าวกันว่าแม้แต่นักดำน้ำที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ใช่ว่าจะปฏิบัติการดำน้ำในถ้ำได้โดยง่าย


หมายเหตุ : ผู้เขียนขอร่วมสดุดีและไว้อาลัยแด่ จ.อ.สมาน กุนัน นักดำน้ำจิตอาสา อดีตซีลแห่งกองทัพเรือไทย ซึ่งได้พลีชีพเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยทั้ง ๑๓ ชีวิต ในถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ไว้ ณ ที่นี้


๑. (ซ้าย) นักดำน้ำในชุดถุงหนังคลุมศีรษะ มีท่อหายใจต่อลงมาจากจากผิวน้ำ (ขวา) ภาพจำหลักชาวอัสซีเรีย เมื่อ ๙๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช


๒. ชุดดำน้ำรุ่นแรกๆ ของโลก


๓. ชุดดำน้ำรุ่นเก๋าอีกแบบหนึ่ง